คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7165/2558 ฉบับเต็ม

#585460
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7165/2558 บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด โจทก์ นายสนอง สุวรรณวงศ์ จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 224 แม้คดีตามฟ้องแย้งของจำเลยและคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 312/2548 ของศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ก็ไม่มีผลทำให้คดีนี้ซึ่งไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงและคู่ความยังโต้แย้งกันอยู่ว่าเหตุรถชนกันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของฝ่ายใด ต้องรับฟังข้อเท็จจริงยุติไปตามคดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้นไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น ___________________________ คดีนี้ เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมการพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 312/2548 ของศาลชั้นต้น แต่คดีดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 649,688 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 630,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งบังคับโจทก์ชำระเงิน 39,476 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 36,610 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 630,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2546 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 มิถุนายน 2547)ไม่ให้เกิน 19,668 บาท ตามที่โจทก์ขอ ยกฟ้องแย้งของจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 560,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกอุทธรณ์ของจำเลยสำหรับฟ้องแย้ง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์สำหรับฟ้องแย้งแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน วส 8062 กรุงเทพมหานคร จากนางสาวรติกร จำเลยขับรถกระบะหมายเลขทะเบียน น - 2532 ตาก เฉี่ยวชนกับรถที่โจทก์รับประกันภัยรถที่โจทก์รับประกันภัยพลิกคว่ำได้รับความเสียหายตามภาพถ่ายหมาย ส่วนรถของจำเลยได้รับความเสียหายตามภาพถ่าย ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นฝ่ายขับรถโดยประมาทเลินเล่อ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า คดีในส่วนฟ้องแย้งและคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 312/2548 ของศาลชั้นต้น ที่จำเลยฟ้องนางสาวรติกรให้ชดใช้ค่าเสียหายจากเหตุรถเฉี่ยวชนกันที่รวมการพิจารณาต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รับวินิจฉัย ส่วนคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีตามฟ้องของโจทก์แม้จะไม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง แต่การวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยว่าเหตุรถชนกันไม่ได้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลย ต้องอาศัยข้อเท็จจริงอันเดียวกันกับฟ้องแย้งของจำเลยและคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 312/2548 ของศาลชั้นต้น กรณีต้องถือว่าข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาในฟ้องแย้งและคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 312/2548 ของศาลชั้นต้นซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงนั้นมีผลผูกพันจำเลยในคดีนี้ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง จำเลยไม่มีสิทธิอุทธรณ์ข้อเท็จจริงคดีนี้ในเรื่องเดียวกันเป็นอย่างอื่นได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 รับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า เหตุรถชนกันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า การพิจารณาในชั้นอุทธรณ์ ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นฝ่ายประมาทเลินเล่อตามคดีในส่วนฟ้องแย้งและคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 312/2548 ของศาลชั้นต้นซึ่งยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเนื่องจากต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงหรือไม่ เห็นว่า แม้คดีตามฟ้องแย้งของจำเลยและคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 312/2548 ของศาลชั้นต้นต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ก็ไม่มีผลทำให้คดีนี้ซึ่งไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงและคู่ความยังโต้แย้งกันอยู่ว่าเหตุรถชนกันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของฝ่ายใด ต้องรับฟังข้อเท็จจริงยุติไปตามคดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้นไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น อนึ่ง จำเลยฎีกาขอให้ยกฟ้องโจทก์ ทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาจึงมีเพียง 560,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2546 ถึงวันฟ้อง ตามที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาล 14,542.50 บาท แต่จำเลยเสียมา 16,242.50 บาท เกินมา 1,700 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินให้แก่จำเลย พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่เสียเกินมา 1,700 บาท ให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ (บุญไชย ธนาพันธ์สิน-วิรุฬห์ แสงเทียน-จรูญ ชีวิตโสภณ) ศาลจังหวัดตาก - นายไพรัช โปร่งแสง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายเผด็จ ชมพานิชย์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พณ306/2552 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ326/2547 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ311/2548 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
585460
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดตาก",
        "judge": "นายไพรัช โปร่งแสง"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 6",
        "judge": "นายเผด็จ ชมพานิชย์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081970587"
    }
}
date
2558
deka_no
7165/2558
deka_running_no
7165
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "บุญไชย ธนาพันธ์สิน",
    "วิรุฬห์ แสงเทียน",
    "จรูญ ชีวิตโสภณ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 224"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสนอง สุวรรณวงศ์"
    }
]
long_text
คดีนี้ เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมการพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 312/2548 ของศาลชั้นต้น แต่คดีดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 649,688 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 630,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งบังคับโจทก์ชำระเงิน 39,476 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 36,610 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 630,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2546 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 มิถุนายน 2547)ไม่ให้เกิน 19,668 บาท ตามที่โจทก์ขอ ยกฟ้องแย้งของจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 560,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกอุทธรณ์ของจำเลยสำหรับฟ้องแย้ง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์สำหรับฟ้องแย้งแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน วส 8062 กรุงเทพมหานคร จากนางสาวรติกร จำเลยขับรถกระบะหมายเลขทะเบียน น - 2532 ตาก เฉี่ยวชนกับรถที่โจทก์รับประกันภัยรถที่โจทก์รับประกันภัยพลิกคว่ำได้รับความเสียหายตามภาพถ่ายหมาย ส่วนรถของจำเลยได้รับความเสียหายตามภาพถ่าย ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นฝ่ายขับรถโดยประมาทเลินเล่อ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า คดีในส่วนฟ้องแย้งและคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 312/2548 ของศาลชั้นต้น ที่จำเลยฟ้องนางสาวรติกรให้ชดใช้ค่าเสียหายจากเหตุรถเฉี่ยวชนกันที่รวมการพิจารณาต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รับวินิจฉัย ส่วนคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีตามฟ้องของโจทก์แม้จะไม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง แต่การวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยว่าเหตุรถชนกันไม่ได้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลย ต้องอาศัยข้อเท็จจริงอันเดียวกันกับฟ้องแย้งของจำเลยและคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 312/2548 ของศาลชั้นต้น กรณีต้องถือว่าข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาในฟ้องแย้งและคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 312/2548 ของศาลชั้นต้นซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงนั้นมีผลผูกพันจำเลยในคดีนี้ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง จำเลยไม่มีสิทธิอุทธรณ์ข้อเท็จจริงคดีนี้ในเรื่องเดียวกันเป็นอย่างอื่นได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 รับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า เหตุรถชนกันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า การพิจารณาในชั้นอุทธรณ์ ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นฝ่ายประมาทเลินเล่อตามคดีในส่วนฟ้องแย้งและคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 312/2548 ของศาลชั้นต้นซึ่งยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเนื่องจากต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงหรือไม่ เห็นว่า แม้คดีตามฟ้องแย้งของจำเลยและคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 312/2548 ของศาลชั้นต้นต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ก็ไม่มีผลทำให้คดีนี้ซึ่งไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงและคู่ความยังโต้แย้งกันอยู่ว่าเหตุรถชนกันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของฝ่ายใด ต้องรับฟังข้อเท็จจริงยุติไปตามคดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้นไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

อนึ่ง จำเลยฎีกาขอให้ยกฟ้องโจทก์ ทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาจึงมีเพียง 560,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2546 ถึงวันฟ้อง ตามที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาล 14,542.50 บาท แต่จำเลยเสียมา 16,242.50 บาท เกินมา 1,700 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินให้แก่จำเลย

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่เสียเกินมา 1,700 บาท ให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ326/2547
primary_red_case_no
พ311/2548
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000276.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พณ306/2552
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558