คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4649/2558 ฉบับเต็ม

#585462
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4649/2558 บริษัทจีอี แคปปิตอลออโต้ลีส จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายจำเนียร ทองไพบูรณ์ จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 142 โจทก์บรรยายคำฟ้องกล่าวถึงข้อเท็จจริงในเรื่องรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย และโจทก์เรียกให้จำเลยรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 6 ตามคำฟ้องของโจทก์จึงขอเรียกค่าเสียหายใด ๆ อันเนื่องมาจากความรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อในกรณีรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย ส่วนที่โจทก์กล่าวอ้างว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายโดยเป็นความผิดของจำเลย แต่ได้ความจากทางพิจารณาว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายโดยมิใช่ความผิดของจำเลย เป็นเรื่องของการรับฟังข้อเท็จจริงซึ่งศาลจะนำมาวินิจฉัยความรับผิดของจำเลยตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 6 ดังกล่าว การที่ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายโดยมิใช่ความผิดของจำเลยและกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ จึงเป็นการวินิจฉัยไปตามคำฟ้องของโจทก์ มิใช่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้อง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายและภาษีมูลค่าเพิ่มรวมเป็นเงิน 78,858.24 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 130,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 10 มกราคม 2551) เป็นต้นจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความรวม 1,500 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยรับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์นั้น ชอบแล้วหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายคำฟ้องกล่าวถึงข้อเท็จจริงในเรื่องรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย และโจทก์เรียกให้จำเลยรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 6 ตามคำฟ้องของโจทก์จึงขอเรียกค่าเสียหายใด ๆ อันเนื่องมาจากความรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อในกรณีรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย ส่วนที่โจทก์กล่าวอ้างว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายโดยเป็นความผิดของจำเลย แต่ได้ความจากทางพิจารณาว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายโดยมิใช่ความผิดของจำเลย เป็นเรื่องของการรับฟังข้อเท็จจริงซึ่งศาลจะนำมาวินิจฉัยความรับผิดของจำเลยตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 6 ดังกล่าว การที่ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายโดยมิใช่ความผิดของจำเลยและกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ จึงเป็นการวินิจฉัยไปตามคำฟ้องของโจทก์ มิใช่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องดังที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใด ปัญหาต้องพิจารณาต่อไปว่า โจทก์เรียกค่าเสียหายในกรณีนี้ได้หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 6 กำหนดความรับผิดกรณีรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายโดยเป็นความผิดของผู้เช่าซื้อและมิใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อไว้แตกต่างกัน หากเป็นความผิดของผู้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อจะต้องรับผิดชำระค่าเช่าซื้อจนครบถ้วนตามสัญญา ซึ่งเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าเท่ากับค่าเช่าซื้อส่วนที่ยังค้างชำระอันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ แต่หากรถยนต์สูญหายโดยมิใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อเช่นในคดีนี้ ความรับผิดของผู้เช่าซื้อจำกัดเพียงค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับ หรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถาม การติดตามทรัพย์สินที่เช่าซื้อคืน ค่าทนายความ หรือค่าใช้จ่ายอื่นใด เพียงเท่าที่เจ้าของได้ใช้จ่ายไปจริงตามความจำเป็นและมีเหตุผลอันสมควร โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายจากจำเลยได้ตามข้อสัญญาดังกล่าว แต่ในส่วนค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถาม การติดตามทรัพย์สินที่เช่าซื้อ ค่าทนายความหรือค่าใช้จ่ายอื่นใดนั้น โจทก์มิได้นำสืบถึง กรณีจึงต้องพิจารณาเฉพาะค่าเสียหายจากการที่รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายโดยมิใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อ แต่ข้อสัญญาที่กำหนดความรับผิดกรณีดังกล่าวหาได้กำหนดค่าเสียหายเป็นจำนวนเงินที่ผู้เช่าซื้อต้องชำระเพื่อใช้แทนราคารถยนต์ จึงมิใช่ข้อตกลงกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในลักษณะเบี้ยปรับ และโจทก์ไม่อาจเรียกค่าเสียหายเป็นราคารถยนต์ใช้แทนได้ ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นราคารถยนต์ใช้แทนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย จึงกำหนดเป็นค่าเสียหายกรณีรถยนต์สูญหายโดยมิใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อ โดยมีข้อพิจารณาว่า หากจำเลยชำระค่าเช่าซื้อครบ 24 งวด โจทก์จะได้รับผลประโยชน์เป็นเงิน 46,519.68 บาท แต่คดีนี้โจทก์ได้รับผลประโยชน์จากค่าเช่าซื้อที่จำเลยผ่อนชำระแล้ว 5 งวดเศษ รถยนต์ก็สูญหายไปโดยมิใช่ความผิดของจำเลย แต่ค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้โจทก์ 130,000 บาท ยังสูงเกินควร จึงเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เพียง 36,000 บาท ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นเป็นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 36,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่โจทก์ ค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้จำเลยใช้แทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ปกรณ์ มหรรณพ-วิรุฬห์ แสงเทียน-ปิยกุล บุญเพิ่ม) ศาลแขวงปทุมวัน - นางนฤมล พงษ์สุวรรณ ศาลอุทธรณ์ - นายนิรัตน์ จันทพัฒน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก พาณิชย์และเศรษฐกิจ หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พณ.88/2554 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น ม164/2551 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น ม4839/2551 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
585462
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงปทุมวัน",
        "judge": "นางนฤมล พงษ์สุวรรณ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายนิรัตน์ จันทพัฒน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081971947"
    }
}
date
2558
deka_no
4649/2558
deka_running_no
4649
deka_year
2558
department
พาณิชย์และเศรษฐกิจ
judges
[
    "ปกรณ์ มหรรณพ",
    "วิรุฬห์ แสงเทียน",
    "ปิยกุล บุญเพิ่ม"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทจีอี แคปปิตอลออโต้ลีส จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายจำเนียร ทองไพบูรณ์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายและภาษีมูลค่าเพิ่มรวมเป็นเงิน 78,858.24 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 130,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 10 มกราคม 2551) เป็นต้นจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความรวม 1,500 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยรับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์นั้น ชอบแล้วหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายคำฟ้องกล่าวถึงข้อเท็จจริงในเรื่องรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย และโจทก์เรียกให้จำเลยรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 6 ตามคำฟ้องของโจทก์จึงขอเรียกค่าเสียหายใด ๆ อันเนื่องมาจากความรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อในกรณีรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย ส่วนที่โจทก์กล่าวอ้างว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายโดยเป็นความผิดของจำเลย แต่ได้ความจากทางพิจารณาว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายโดยมิใช่ความผิดของจำเลย เป็นเรื่องของการรับฟังข้อเท็จจริงซึ่งศาลจะนำมาวินิจฉัยความรับผิดของจำเลยตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 6 ดังกล่าว การที่ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายโดยมิใช่ความผิดของจำเลยและกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ จึงเป็นการวินิจฉัยไปตามคำฟ้องของโจทก์ มิใช่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องดังที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใด ปัญหาต้องพิจารณาต่อไปว่า โจทก์เรียกค่าเสียหายในกรณีนี้ได้หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 6 กำหนดความรับผิดกรณีรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายโดยเป็นความผิดของผู้เช่าซื้อและมิใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อไว้แตกต่างกัน หากเป็นความผิดของผู้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อจะต้องรับผิดชำระค่าเช่าซื้อจนครบถ้วนตามสัญญา ซึ่งเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าเท่ากับค่าเช่าซื้อส่วนที่ยังค้างชำระอันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ แต่หากรถยนต์สูญหายโดยมิใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อเช่นในคดีนี้ ความรับผิดของผู้เช่าซื้อจำกัดเพียงค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับ หรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถาม การติดตามทรัพย์สินที่เช่าซื้อคืน ค่าทนายความ หรือค่าใช้จ่ายอื่นใด เพียงเท่าที่เจ้าของได้ใช้จ่ายไปจริงตามความจำเป็นและมีเหตุผลอันสมควร โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายจากจำเลยได้ตามข้อสัญญาดังกล่าว แต่ในส่วนค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถาม การติดตามทรัพย์สินที่เช่าซื้อ ค่าทนายความหรือค่าใช้จ่ายอื่นใดนั้น โจทก์มิได้นำสืบถึง กรณีจึงต้องพิจารณาเฉพาะค่าเสียหายจากการที่รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายโดยมิใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อ แต่ข้อสัญญาที่กำหนดความรับผิดกรณีดังกล่าวหาได้กำหนดค่าเสียหายเป็นจำนวนเงินที่ผู้เช่าซื้อต้องชำระเพื่อใช้แทนราคารถยนต์ จึงมิใช่ข้อตกลงกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในลักษณะเบี้ยปรับ และโจทก์ไม่อาจเรียกค่าเสียหายเป็นราคารถยนต์ใช้แทนได้ ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นราคารถยนต์ใช้แทนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย จึงกำหนดเป็นค่าเสียหายกรณีรถยนต์สูญหายโดยมิใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อ โดยมีข้อพิจารณาว่า หากจำเลยชำระค่าเช่าซื้อครบ 24 งวด โจทก์จะได้รับผลประโยชน์เป็นเงิน 46,519.68 บาท แต่คดีนี้โจทก์ได้รับผลประโยชน์จากค่าเช่าซื้อที่จำเลยผ่อนชำระแล้ว 5 งวดเศษ รถยนต์ก็สูญหายไปโดยมิใช่ความผิดของจำเลย แต่ค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้โจทก์ 130,000 บาท ยังสูงเกินควร จึงเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เพียง 36,000 บาท ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นเป็นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 36,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่โจทก์ ค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้จำเลยใช้แทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
ม164/2551
primary_red_case_no
ม4839/2551
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000288.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พณ.88/2554
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558