คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6984/2558 ฉบับเต็ม

#585467
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6984/2558 พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์ โจทก์ นายเกริก ภูตรี กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 80, มาตรา 83, มาตรา 340 วรรคสอง จำเลยทั้งสามบุกรุกเข้าไปในสถานที่เก็บรักษาสายไฟฟ้า ทั้งยังทำร้ายผู้เสียหายซึ่งครอบครองดูแลสถานที่นั้น อันเป็นส่วนหนึ่งของการปล้นทรัพย์ จึงเป็นการลงมือกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ไม่ใช่แค่เพียงตระเตรียมการ แม้จำเลยทั้งสามจะหลบหนีไปก่อน โดยไม่แตะต้องสายไฟฟ้าก็เป็นการลงมือกระทำความผิดแล้วแต่กระทำไปไม่ตลอด การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นการร่วมกันพยายามกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 83, 295, 340, 340 ตรี, 364, 365 ริบคีมตัดเหล็กขนาดใหญ่ ถุงมือหนัง เข็มขัดนิรภัยสำหรับปีนเสาสูงและเหล็กรัดรองเท้าสำหรับปีนเสาสูงของกลาง และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1328/2556 ของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยทั้งสามขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 365 (1) (2), 295 ฐานบุกรุก จำคุกคนละ 2 ปีและปรับคนละ 10,000 บาท ฐานทำร้ายร่างกาย จำคุกคนละ 4 เดือน และปรับคนละ 4,000 บาท รวมจำคุกคนละ 2 ปี 4 เดือน และปรับ 14,000 บาท จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี 2 เดือน และปรับคนละ 7,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้คนละ 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยทั้งสามมีกำหนด 1 ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง และให้จำเลยทั้งสามกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยทั้งสามเห็นสมควรเป็นเวลา 20 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ยกคำขอโจทก์ที่ขอให้นับโทษต่อและยกฟ้องข้อหาพยายามปล้นทรัพย์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364, 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธติดตัวไปด้วยและโดยใช้ยานพาหนะ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 12 ปี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 ปี ริบคีมตัดเหล็กขนาดใหญ่ 2 อัน ถุงมือหนัง 1 คู่ เข็มขัดนิรภัยสำหรับปีนเสาสูง 1 เส้นและเหล็กรัดรองเท้าสำหรับปีนเสาสูง 1 อัน ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันบุกรุก ทำร้ายร่างกาย และพยายามปล้นทรัพย์ จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานร่วมกันบุกรุก และร่วมกันทำร้ายร่างกาย ยกฟ้องโจทก์ข้อหาร่วมกันพยายามปล้นทรัพย์ โดยวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นเพียงการตระเตรียมการเท่านั้น ยังไม่ถึงขั้นกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ จำเลยทั้งสามไม่อุทธรณ์ โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยทั้งสามลงมือกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์แล้ว ดังนั้น ความผิดฐานร่วมกันบุกรุก และร่วมกันทำร้าย รวมทั้งจำเลยทั้งสามมีเจตนาร่วมกันปล้นสายไฟฟ้าตามฟ้อง จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามเพียงว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามถึงขั้นลงมือกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์แล้วหรือไม่ จากข้อเท็จจริงที่ฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามกับพวกมีเจตนาร่วมกันปล้นสายไฟฟ้าตามที่โจทก์ฟ้อง การที่จำเลยทั้งสามบุกรุกเข้าไปในสถานที่เก็บรักษาสายไฟฟ้าดังกล่าว ทั้งยังทำร้ายผู้เสียหายซึ่งครอบครองดูแลสถานที่นั้น อันเป็นส่วนหนึ่งของการปล้นทรัพย์ในคดีนี้ จึงเป็นการลงมือกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์แล้วไม่ใช่แค่เพียงตระเตรียมการ แม้จำเลยทั้งสามจะหลบหนีไปก่อน โดยไม่แตะต้องสายไฟฟ้าก็เป็นการลงมือกระทำความผิดแล้วแต่กระทำไปไม่ตลอด การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นการร่วมกันพยายามกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัย ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า ความผิดฐานร่วมกันบุกรุก ร่วมกันทำร้ายร่างกายและร่วมกันพยายามปล้นทรัพย์เป็นความผิดกรรมเดียว แต่มิได้พิพากษาปรับบทลงโทษในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายด้วย จึงไม่ถูกต้อง เห็นสมควรแก้ไข พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 อีกบทหนึ่งด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 (ประมวล สุขสมพร-วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์-ปกิต สุวรรณพรหมา) ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ - นายประดิษฐ์ อัครทวีทอง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายวีระวัตร บุณยบุตร แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1163/2558 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ1327/2556 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ4752/2556 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
585467
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์",
        "judge": "นายประดิษฐ์ อัครทวีทอง"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายวีระวัตร บุณยบุตร"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081970694"
    }
}
date
2558
deka_no
6984/2558
deka_running_no
6984
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "ประมวล สุขสมพร",
    "วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์",
    "ปกิต สุวรรณพรหมา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 80",
            "ม. 83",
            "ม. 340 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายเกริก ภูตรี กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 83, 295, 340, 340 ตรี, 364, 365 ริบคีมตัดเหล็กขนาดใหญ่ ถุงมือหนัง เข็มขัดนิรภัยสำหรับปีนเสาสูงและเหล็กรัดรองเท้าสำหรับปีนเสาสูงของกลาง และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1328/2556 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยทั้งสามขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 365 (1) (2), 295 ฐานบุกรุก จำคุกคนละ 2 ปีและปรับคนละ 10,000 บาท ฐานทำร้ายร่างกาย จำคุกคนละ 4 เดือน และปรับคนละ 4,000 บาท รวมจำคุกคนละ 2 ปี 4 เดือน และปรับ 14,000 บาท จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี 2 เดือน และปรับคนละ 7,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้คนละ 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยทั้งสามมีกำหนด 1 ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง และให้จำเลยทั้งสามกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยทั้งสามเห็นสมควรเป็นเวลา 20 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ยกคำขอโจทก์ที่ขอให้นับโทษต่อและยกฟ้องข้อหาพยายามปล้นทรัพย์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364, 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธติดตัวไปด้วยและโดยใช้ยานพาหนะ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 12 ปี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 ปี ริบคีมตัดเหล็กขนาดใหญ่ 2 อัน ถุงมือหนัง 1 คู่ เข็มขัดนิรภัยสำหรับปีนเสาสูง 1 เส้นและเหล็กรัดรองเท้าสำหรับปีนเสาสูง 1 อัน ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันบุกรุก ทำร้ายร่างกาย และพยายามปล้นทรัพย์ จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานร่วมกันบุกรุก และร่วมกันทำร้ายร่างกาย ยกฟ้องโจทก์ข้อหาร่วมกันพยายามปล้นทรัพย์ โดยวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นเพียงการตระเตรียมการเท่านั้น ยังไม่ถึงขั้นกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ จำเลยทั้งสามไม่อุทธรณ์ โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยทั้งสามลงมือกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์แล้ว ดังนั้น ความผิดฐานร่วมกันบุกรุก และร่วมกันทำร้าย รวมทั้งจำเลยทั้งสามมีเจตนาร่วมกันปล้นสายไฟฟ้าตามฟ้อง จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามเพียงว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามถึงขั้นลงมือกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์แล้วหรือไม่ จากข้อเท็จจริงที่ฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามกับพวกมีเจตนาร่วมกันปล้นสายไฟฟ้าตามที่โจทก์ฟ้อง การที่จำเลยทั้งสามบุกรุกเข้าไปในสถานที่เก็บรักษาสายไฟฟ้าดังกล่าว ทั้งยังทำร้ายผู้เสียหายซึ่งครอบครองดูแลสถานที่นั้น อันเป็นส่วนหนึ่งของการปล้นทรัพย์ในคดีนี้ จึงเป็นการลงมือกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์แล้วไม่ใช่แค่เพียงตระเตรียมการ แม้จำเลยทั้งสามจะหลบหนีไปก่อน โดยไม่แตะต้องสายไฟฟ้าก็เป็นการลงมือกระทำความผิดแล้วแต่กระทำไปไม่ตลอด การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นการร่วมกันพยายามกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัย ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า ความผิดฐานร่วมกันบุกรุก ร่วมกันทำร้ายร่างกายและร่วมกันพยายามปล้นทรัพย์เป็นความผิดกรรมเดียว แต่มิได้พิพากษาปรับบทลงโทษในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายด้วย จึงไม่ถูกต้อง เห็นสมควรแก้ไข

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 อีกบทหนึ่งด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
opensearch_id
primary_black_case_no
อ1327/2556
primary_red_case_no
อ4752/2556
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000277.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1163/2558
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558