คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10319/2558 ฉบับเต็ม

#585468
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10319/2558 พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โจทก์ นายปัญญา ศรีแจ่มดี กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 90, มาตรา 335 (1), มาตรา 335 (7), มาตรา 336 ทวิ, มาตรา 358, มาตรา 381 การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันนำยาฆ่าแมลงใส่ในผลมะละกอให้ช้างกิน ช้างได้รับสารพิษทำให้ล้มลงกับพื้น ขณะที่ยังไม่ถึงแก่ความตายจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เลื่อยเหล็กตัดงาช้าง เป็นเหตุให้ช้างได้รับทุกขเวทนาอันไม่จำเป็นและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา แล้วจำเลยทั้งสามร่วมกันลักงาช้างไปโดยใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด การพาทรัพย์นั้นไปและเพื่อให้พ้นการจับกุม จำเลยทั้งสามจึงมีความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ร่วมกันฆ่าสัตว์โดยให้ได้รับทุกขเวทนาอันไม่จำเป็น และร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ แต่การกระทำดังกล่าวมุ่งประสงค์เพื่อลักงาช้างเป็นสำคัญ จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตาม ป.อ. มาตรา 90 ___________________________ โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 93, 335, 336 ทวิ, 358, 381 ริบใบเลื่อยเหล็กของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยทั้งสาม จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 358, 381, 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์และฐานร่วมกันฆ่าสัตว์โดยให้ได้รับทุกขเวทนาอันไม่จำเป็นเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานทำให้เสียทรัพย์อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 3 ปี ฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ (ที่ถูก ฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะ) จำคุกคนละ 9 ปี รวมจำคุกคนละ 12 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 เป็นจำคุกคนละ 18 ปี จำเลยทั้งสามกระทำความผิดอันเป็นการกระทำทารุณโหดร้ายต่อช้างซึ่งเป็นสัตว์พาหนะขนาดใหญ่ที่ต้องร่วมกันอนุรักษ์ไว้ไม่ให้สูญพันธุ์โดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย แม้ให้การรับสารภาพ ก็ไม่เห็นควรลดโทษให้ ริบใบเลื่อยเหล็กของกลาง จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ให้ความร่วมมือกับเจ้าพนักงานตำรวจ ตามพฤติการณ์แห่งคดีย่อมต้องด้วยเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ลดโทษให้แก่จำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เป็นบทบัญญัติในการใช้ดุลพินิจในการลงโทษให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์ของผู้กระทำความผิดเป็นรายบุคคลไป หาใช่บทบังคับที่พึงจะต้องลดโทษให้แก่ผู้กระทำความผิดเพราะมีเหตุบรรเทาโทษเสมอไปดังฎีกาของจำเลยที่ 1 ไม่ การที่จำเลยที่ 1 กับพวกนำยาแลนเนต (ยาฆ่าแมลง) ใส่ในผลมะละกอให้ช้างกินเพื่อให้ช้างได้รับสารพิษ และขณะที่ช้างยังไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันใช้เลื่อยเหล็กตัดงาของช้าง เป็นการกระทำที่อุกอาจไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง โหดเหี้ยมทารุณไร้มนุษยธรรม ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยที่ 1 มีเหตุบรรเทาโทษตามที่กล่าวอ้างในฎีกาเพียงใด ก็ไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะลดโทษให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ศาลล่างทั้งสองไม่ลดโทษให้แก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ย่อมเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า ความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะเป็นความผิดคนละกรรมกับความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์และฐานร่วมกันฆ่าสัตว์โดยให้ได้รับทุกขเวทนาอันไม่จำเป็นนั้น เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำการทารุณและฆ่าช้าง แล้วร่วมกันใช้เลื่อยเหล็กตัดงาช้างดังกล่าว โดยมุ่งประสงค์เพื่อลักเอางาช้างเป็นสำคัญ การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 หาใช่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษมาไม่ แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้ฎีกาในประเด็นดังกล่าวขึ้นมาก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 และมีอำนาจวินิจฉัยตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งไม่ได้ฎีกาขึ้นมาด้วย เนื่องจากเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225 ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 9 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 เป็นจำคุกคนละ 13 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 (ธงชัย เสนามนตรี-ชาญวิทย์ รักษ์กุลชน-สัณธาน ขันทมณี) ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา - นายวรรณรัตน์ ชลวิชิต ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายไพฑูรย์ ณัถฤทธิ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1393/2558 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ3622/2557 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ3687/2557 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
585468
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา",
        "judge": "นายวรรณรัตน์ ชลวิชิต"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายไพฑูรย์ ณัถฤทธิ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081969200"
    }
}
date
2558
deka_no
10319/2558
deka_running_no
10319
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "ธงชัย เสนามนตรี",
    "ชาญวิทย์ รักษ์กุลชน",
    "สัณธาน ขันทมณี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 90",
            "ม. 335 (1)",
            "ม. 335 (7)",
            "ม. 336 ทวิ",
            "ม. 358",
            "ม. 381"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายปัญญา ศรีแจ่มดี กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 93, 335, 336 ทวิ, 358, 381 ริบใบเลื่อยเหล็กของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยทั้งสาม

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 358, 381, 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์และฐานร่วมกันฆ่าสัตว์โดยให้ได้รับทุกขเวทนาอันไม่จำเป็นเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานทำให้เสียทรัพย์อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 3 ปี ฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ (ที่ถูก ฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะ) จำคุกคนละ 9 ปี รวมจำคุกคนละ 12 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 เป็นจำคุกคนละ 18 ปี จำเลยทั้งสามกระทำความผิดอันเป็นการกระทำทารุณโหดร้ายต่อช้างซึ่งเป็นสัตว์พาหนะขนาดใหญ่ที่ต้องร่วมกันอนุรักษ์ไว้ไม่ให้สูญพันธุ์โดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย แม้ให้การรับสารภาพ ก็ไม่เห็นควรลดโทษให้ ริบใบเลื่อยเหล็กของกลาง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ให้ความร่วมมือกับเจ้าพนักงานตำรวจ ตามพฤติการณ์แห่งคดีย่อมต้องด้วยเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ลดโทษให้แก่จำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เป็นบทบัญญัติในการใช้ดุลพินิจในการลงโทษให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์ของผู้กระทำความผิดเป็นรายบุคคลไป หาใช่บทบังคับที่พึงจะต้องลดโทษให้แก่ผู้กระทำความผิดเพราะมีเหตุบรรเทาโทษเสมอไปดังฎีกาของจำเลยที่ 1 ไม่ การที่จำเลยที่ 1 กับพวกนำยาแลนเนต (ยาฆ่าแมลง) ใส่ในผลมะละกอให้ช้างกินเพื่อให้ช้างได้รับสารพิษ และขณะที่ช้างยังไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันใช้เลื่อยเหล็กตัดงาของช้าง เป็นการกระทำที่อุกอาจไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง โหดเหี้ยมทารุณไร้มนุษยธรรม ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยที่ 1 มีเหตุบรรเทาโทษตามที่กล่าวอ้างในฎีกาเพียงใด ก็ไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะลดโทษให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ศาลล่างทั้งสองไม่ลดโทษให้แก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ย่อมเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า ความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะเป็นความผิดคนละกรรมกับความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์และฐานร่วมกันฆ่าสัตว์โดยให้ได้รับทุกขเวทนาอันไม่จำเป็นนั้น เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำการทารุณและฆ่าช้าง แล้วร่วมกันใช้เลื่อยเหล็กตัดงาช้างดังกล่าว โดยมุ่งประสงค์เพื่อลักเอางาช้างเป็นสำคัญ การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 หาใช่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษมาไม่ แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้ฎีกาในประเด็นดังกล่าวขึ้นมาก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 และมีอำนาจวินิจฉัยตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งไม่ได้ฎีกาขึ้นมาด้วย เนื่องจากเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225 ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 9 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 เป็นจำคุกคนละ 13 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
opensearch_id
primary_black_case_no
อ3622/2557
primary_red_case_no
อ3687/2557
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000264.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1393/2558
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558