ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5637/2558
บริษัทน้ำมันคาลเท็กซ์ (ไทย) จำกัด
โจทก์
บริษัทโชคปรีชา (ระยอง) ไฮเวย์ จำกัด กับพวก
จำเลย
ป.พ.พ. มาตรา 420, มาตรา 887
ป.วิ.พ. มาตรา 87 วรรคหนึ่ง, มาตรา 88, มาตรา 90, มาตรา 142 (5), มาตรา 225 วรรคสอง, มาตรา 249 วรรคสอง
หนังสือมอบอำนาจมีข้อความว่า บริษัท น. โดย ร. ผู้จัดการทั่วไป ผู้รับมอบอำนาจ ขอมอบอำนาจช่วงให้ ก. เป็นผู้รับมอบอำนาจ เพื่อดำเนินคดีใด ๆ ต่อบริษัท ช. โดยให้มีอำนาจเป็นโจทก์ฟ้อง ฟ้องแย้ง หรือเป็นจำเลยเข้าต่อสู้คดีในการดำเนินคดีแพ่ง ฯลฯ ข้อความตามที่ระบุไว้ดังกล่าวจึงเป็นเรื่องโจทก์มอบอำนาจเฉพาะการ ระบุให้ผู้รับมอบอำนาจช่วงมีอำนาจดำเนินคดีเฉพาะกับบริษัท ช. เท่านั้น ไม่ใช่เป็นการมอบอำนาจทั่วไป และไม่ได้ระบุให้มีอำนาจดำเนินคดีกับจำเลยทั้งสองด้วย การที่ ก. แต่งตั้งทนายความให้ฟ้องจำเลยทั้งสองจึงเป็นการฟ้องบุคคลนอกเหนือไปจากที่ระบุไว้ในหนังสือมอบอำนาจช่วง ทั้งข้อความที่ระบุให้ผู้รับมอบอำนาจช่วงมีอำนาจแต่งตั้งทนายความเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ จนกว่าคดีจะถึงที่สุด ย่อมหมายถึงให้ดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับบริษัท ช. ตามที่ระบุชื่อไว้ในหนังสือมอบอำนาจนั้นเท่านั้น ดังนี้ ผู้รับมอบอำนาจช่วงจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ ก็มีสิทธิยกขึ้นในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง และมาตรา 249 วรรคสอง
โจทก์ทราบมาตั้งแต่ก่อนยื่นฟ้องคดีนี้แล้วว่า ช. และบริษัทจำเลยที่ 1 เป็นคนละบริษัทกัน ทั้งไม่ได้ระบุให้ฟ้องจำเลยทั้งสอง ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาแต่ต้น แม้โจทก์ส่งหนังสือมอบอำนาจช่วงซึ่งเป็นหนังสือมอบอำนาจทั่วไปก็หาทำให้ฟ้องที่ไม่ชอบกลับเป็นฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งไม่ และไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมอ้างเอกสารดังกล่าวไว้และได้ส่งสำเนาให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน อันเป็นการขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 88 และมาตรา 90 หนังสือมอบอำนาจช่วง ดังกล่าวจึงต้องห้ามไม่ให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 วรรคหนึ่ง
___________________________
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 3,731,917 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,472,215 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การเมื่อพ้นกำหนดเวลา ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับคำให้การ
จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 3,472,215 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 1,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายต่างประเทศ จดทะเบียนไว้ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา มีวัตถุประสงค์ในการขายน้ำมันปิโตรเลียมมีนายเวน เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานในประเทศไทย โจทก์มอบอำนาจให้นายโรเบิร์ต เป็นผู้ดำเนินคดีนี้ รวมทั้งให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ นายโรเบิร์ต มอบอำนาจช่วงให้นายกมล เป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีแทน โจทก์เป็นเจ้าของรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 94 - 1703 กรุงเทพมหานคร และรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 94 - 2840 กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 70 - 0542 ระยอง และรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 70 - 0543 ระยอง จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยรถบรรทุก และรถพ่วงดังกล่าวไว้จากจำเลยที่ 1 ในวงเงินที่ต้องรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกคันละ 600,000 บาท เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2545 เวลา 21.20 นาฬิกา นายสมหวัง ขับรถบรรทุกของโจทก์บรรทุกน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่ว 36,000 ลิตร ไปตามทางหลวงหมายเลข 304 จากทางด้านอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี มุ่งหน้าไปทางจังหวัดนครราชสีมา เพื่อนำน้ำมันไปส่งที่จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 43 ถึง 44 ตำบลนุพราหมณ์ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี นายอำพร ขับรถบรรทุกของจำเลยที่ 1 ที่เอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 2 โดยมีนางสาวยุพิน นั่งโดยสารมาด้วย แล่นสวนทางมาและเกิดเหตุชนกับรถบรรทุกของโจทก์ เป็นเหตุให้รถบรรทุกทั้งสองฝ่ายได้รับความเสียหาย รถบรรทุกของโจทก์เกิดไฟลุกไหม้ได้รับความเสียหายทั้งคัน และน้ำมันที่บรรทุกไปได้รับความเสียหายทั้งหมด ส่วนนายอำพรและนางสาวยุพินถึงแก่ความตายในที่เกิดเหตุ
คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายโรเบิร์ต เป็นผู้ดำเนินคดีนี้รวมทั้งให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ และนายโรเบิร์ตมอบอำนาจช่วงให้นายกมล เป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีแทน ซึ่งตามหนังสือมอบอำนาจมีข้อความว่า บริษัทน้ำมันคาลเท็กซ์ (ไทย) จำกัด โดยนายโรเบิร์ต ผู้จัดการทั่วไป ผู้รับมอบอำนาจขอมอบอำนาจช่วงให้นายกมล เป็นผู้รับมอบอำนาจ เพื่อดำเนินคดีใดๆ ต่อบริษัทโชคปรีชา จำกัด โดยให้มีอำนาจเป็นโจทก์ฟ้อง ฟ้องแย้ง หรือเป็นจำเลยเข้าต่อสู้คดีในการดำเนินคดีแพ่ง ฯลฯ ข้อความตามที่ระบุไว้ดังกล่าวจึงเป็นเรื่องโจทก์มอบอำนาจเฉพาะการ ระบุให้ผู้รับมอบอำนาจช่วงมีอำนาจดำเนินคดีเฉพาะกับบริษัทโชคปรีชา จำกัด เท่านั้น ไม่ใช่เป็นการมอบอำนาจทั่วไป และไม่ได้ระบุให้มีอำนาจดำเนินคดีกับจำเลยทั้งสองด้วย การที่นายกมลแต่งตั้งทนายความให้ฟ้องจำเลยทั้งสอง จึงเป็นการฟ้องบุคคลนอกเหนือไปจากที่ระบุไว้ในหนังสือมอบอำนาจช่วง ทั้งข้อความที่ระบุให้ผู้รับมอบอำนาจช่วงมีอำนาจแต่งตั้งทนายความเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาใดๆ จนกว่าคดีจะถึงที่สุด ย่อมหมายถึงให้ดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับบริษัทโชคปรีชา จำกัด ตามที่ระบุชื่อไว้ในหนังสือมอบอำนาจนั้นเท่านั้น ดังนี้ ผู้รับมอบอำนาจช่วงจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ ก็มีสิทธิยกขึ้นในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง และ 249 วรรคสอง
ส่วนที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า โจทก์ส่งหนังสือมอบอำนาจช่วงผิดฉบับและโจทก์ได้ทำการแก้ไขโดยส่งหนังสือมอบอำนาจช่วงฉบับใหม่ที่ถูกต้องแล้ว จึงต้องรับฟังว่าการมอบอำนาจให้ฟ้องจำเลยทั้งสองกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว นั้น เห็นว่า ได้ความจากนายออมสิน ผู้จัดการฝ่ายกฎหมายและเลขานุการของโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า ก่อนฟ้องได้มีการตรวจสอบทางทะเบียนแล้วพบว่า บริษัทโชคปรีชา จำกัด และบริษัทจำเลยที่ 1 เป็นคนละบริษัทกัน เช่นนี้ แสดงว่าโจทก์ทราบมาตั้งแต่ก่อนยื่นฟ้องคดีนี้แล้วว่าบริษัทโชคปรีชา จำกัด และบริษัทจำเลยที่ 1 เป็นคนละบริษัทกัน ทั้งไม่ได้ระบุให้ฟ้องจำเลยทั้งสอง ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาแต่ต้น แม้โจทก์ส่งหนังสือมอบอำนาจช่วงซึ่งเป็นหนังสือมอบอำนาจทั่วไปก็หาทำให้ฟ้องที่ไม่ชอบกลับเป็นฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งไม่ และไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมอ้างเอกสารดังกล่าวไว้และได้ส่งสำเนาให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน อันเป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 และมาตรา 90 หนังสือมอบอำนาจช่วงดังกล่าวจึงต้องห้ามไม่ให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 วรรคหนึ่ง เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องจำเลยทั้งสองใหม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
(วัชรินทร์ สุขเกื้อ-วิรุฬห์ แสงเทียน-จรูญ ชีวิตโสภณ)
ศาลแพ่ง - นายกอบกฤษณ์ จันทร์เจริญ
ศาลอุทธรณ์ - นายทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
แผนก
พาณิชย์และเศรษฐกิจ
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พณ.410/2552
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ1987/2546
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ3163/2548
หมายเหตุ