คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6221/2558 ฉบับเต็ม

#585682
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6221/2558 พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี โจทก์ นายจำลอง หิรัญกนกพันธ์ กับพวก โจทก์ร่วม นายครุฑ เหล่าประดิษฐ ผู้ร้อง นายอดุล เหล่าประดิษฐหรือเหล่าประดิษฐ์ จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 39 (1), มาตรา 43 พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษาให้จำเลยคืนเงิน 120,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และคืนเงิน 600,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมที่ 2 แต่จำเลยยังคงยื่นฎีกา คดีจึงยังไม่ถึงที่สุด เมื่อจำเลยถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (1) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 พนักงานอัยการโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกทรัพย์สินแทนโจทก์ร่วมทั้งสองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 อีก คำขอส่วนแพ่งของโจทก์ร่วมทั้งสองที่ขอถือตามคำฟ้องของพนักงานอัยการย่อมตกไป ศาลชั้นต้นจึงไม่มีอำนาจออกคำบังคับให้ผู้ร้องที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทของจำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในส่วนแพ่งได้ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 24 เดือน และให้จำเลยคืนเงิน 120,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และคืนเงิน 600,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมที่ 2 จำเลยฎีกา ระหว่างฎีกาจำเลยถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2555 ว่า เมื่อจำเลยถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) ให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ ต่อมาวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2557 โจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำแถลงขอให้เพิกถอนคำบังคับ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เมื่อจำเลยถึงแก่ความตายระหว่างฎีกา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงถึงที่สุด ผู้เสียหายย่อมบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์ของจำเลยได้ ยกคำร้อง ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำบังคับที่บังคับให้ผู้ร้องที่ 1 ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 โจทก์ร่วมทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสองว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้เพิกถอนคำบังคับที่บังคับให้ผู้ร้องที่ 1 ปฏิบัติตามคำพิพากษาเดิมของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษาให้จำเลยคืนเงิน 120,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และคืนเงิน 600,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมที่ 2 ก็ตาม แต่จำเลยยังคงยื่นฎีกา จึงยังถือไม่ได้ว่าคดีถึงที่สุดแล้ว เมื่อระหว่างฎีกา จำเลยถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 พนักงานอัยการโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกทรัพย์สินแทนโจทก์ร่วมทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 อีก คำขอส่วนแพ่งของโจทก์ร่วมทั้งสองที่ขอถือเอาตามคำฟ้องของพนักงานอัยการโจทก์ก็ย่อมตกไปด้วย ศาลชั้นต้นจึงไม่มีอำนาจออกคำบังคับให้ผู้ร้องที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทของจำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 เดิมที่ให้จำเลยคืนเงิน 120,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และคืนเงินจำนวน 600,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 2 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสองฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (อดิศักดิ์ ปัตรวลี-ทวีศักดิ์ ทองภักดี-เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์) ศาลจังหวัดกาญจนบุรี - นายวิเชษฐ อุ่นอำนวยสุข ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายไกรยง ติวราภรณ์ศานติ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1051/2558 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ2939/2553 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ6630/2554 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
585682
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดกาญจนบุรี",
        "judge": "นายวิเชษฐ อุ่นอำนวยสุข"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายไกรยง ติวราภรณ์ศานติ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081971144"
    }
}
date
2558
deka_no
6221/2558
deka_running_no
6221
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "อดิศักดิ์ ปัตรวลี",
    "ทวีศักดิ์ ทองภักดี",
    "เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 39 (1)",
            "ม. 43"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520",
        "sections": [
            "ม. 3"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499",
        "sections": [
            "ม. 4"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นายจำลอง หิรัญกนกพันธ์ กับพวก"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นายครุฑ เหล่าประดิษฐ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายอดุล เหล่าประดิษฐหรือเหล่าประดิษฐ์"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 24 เดือน และให้จำเลยคืนเงิน 120,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และคืนเงิน 600,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมที่ 2 จำเลยฎีกา ระหว่างฎีกาจำเลยถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2555 ว่า เมื่อจำเลยถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) ให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ ต่อมาวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2557

โจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำแถลงขอให้เพิกถอนคำบังคับ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เมื่อจำเลยถึงแก่ความตายระหว่างฎีกา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงถึงที่สุด ผู้เสียหายย่อมบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์ของจำเลยได้ ยกคำร้อง

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำบังคับที่บังคับให้ผู้ร้องที่ 1 ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7

โจทก์ร่วมทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสองว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้เพิกถอนคำบังคับที่บังคับให้ผู้ร้องที่ 1 ปฏิบัติตามคำพิพากษาเดิมของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษาให้จำเลยคืนเงิน 120,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และคืนเงิน 600,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมที่ 2 ก็ตาม แต่จำเลยยังคงยื่นฎีกา จึงยังถือไม่ได้ว่าคดีถึงที่สุดแล้ว เมื่อระหว่างฎีกา จำเลยถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 พนักงานอัยการโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกทรัพย์สินแทนโจทก์ร่วมทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 อีก คำขอส่วนแพ่งของโจทก์ร่วมทั้งสองที่ขอถือเอาตามคำฟ้องของพนักงานอัยการโจทก์ก็ย่อมตกไปด้วย ศาลชั้นต้นจึงไม่มีอำนาจออกคำบังคับให้ผู้ร้องที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทของจำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 เดิมที่ให้จำเลยคืนเงิน 120,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และคืนเงินจำนวน 600,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 2 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ2939/2553
primary_red_case_no
อ6630/2554
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000281.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1051/2558
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558