คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7844/2557 ฉบับเต็ม

#585757
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7844/2557 นายพล แจ่มน้อย กับพวก โจทก์ นางสาววรัญญาหรือลัดดา แจ่มน้อย กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1363, มาตรา 1719, มาตรา 1733 วรรคสอง, มาตรา 1745, มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง, มาตรา 1755 โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 2 ต่างเป็นทายาทโดยธรรมของ พ. เจ้ามรดกลำดับเดียวกัน ชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งมรดกเท่ากัน ทั้งมีสิทธิและหน้าที่เกี่ยวกับการจัดการมรดกที่ยังไม่ได้แบ่งร่วมกันจนกว่าจะแบ่งมรดกแล้วเสร็จ จึงถือได้ว่าโจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทเท่า ๆ กัน การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ พ. โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 แต่เพียงผู้เดียวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากทายาททุกคน จึงเป็นการปฏิบัติผิดหน้าที่ผู้จัดการมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 ดังนั้น โจทก์ทั้งสามในฐานะทายาทโดยธรรมผู้มีส่วนได้เสียและมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกย่อมฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกที่จำเลยที่ 1 โอนให้แก่จำเลยที่ 2 แต่ผู้เดียวจากจำเลยที่ 2 ได้ตามมาตรา 1745 ประกอบมาตรา 1363 เมื่อโจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกกระทำการโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 แต่เพียงผู้เดียวซึ่งไม่ถูกต้อง จึงเป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก กำหนดอายุความต้องบังคับตามมาตรา 1733 วรรคสอง หาใช่บังคับตามมาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 1755 ___________________________ โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 124 (ที่ถูก โฉนดที่ดินเลขที่ 1800) ตำบลไทรโยค อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ระหว่างจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพิ่มและจำเลยที่ 2 ในฐานะเป็นผู้มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 1800 ใส่ชื่อของโจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของร่วมกันในที่ดินตามโฉนดเลขที่ 1800 ดังกล่าว หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ให้โจทก์ทั้งสามไปดำเนินการฝ่ายเดียว จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 124 ตำบลไทรโยค อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี (โฉนดที่ดินเลขที่ 1800 ตำบลไทรโยค อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี) กับให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพิ่ม ดำเนินการใส่ชื่อโจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของร่วมในที่ดินข้างต้น หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ โดยอธิบดีผู้พิพากษาภาค 7 อนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะส่วนที่พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 124 ตำบลไทรโยค อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ให้จำเลยที่ 2 ไปดำเนินการจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของรวมในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 124 ตำบลไทรโยค อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี (โฉนดที่ดินเลขที่ 1800 ตำบลไทรโยค อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี) คนละหนึ่งในห้าส่วน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 ฎีกา ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ที่ 1 ถึงแก่ความตาย นางสาวสริตา บุตรของโจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้นางสาวสริตาเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ที่ 1 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 2 ในปัญหาข้อกฎหมายเพียงประการเดียวว่า คดีโจทก์ทั้งสามขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 2 ต่างเป็นทายาทของนายเพิ่มเจ้ามรดก โจทก์ทั้งสามฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกจากจำเลยที่ 2 เกิน 1 ปี นับแต่นายเพิ่มตาย คดีโจทก์ทั้งสามขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 1755 มิใช่กรณีที่มีอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 1733 วรรคสอง ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ที่ 2 เป็นภริยาของนายเพิ่มเจ้ามรดก นายเพิ่มถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2548 โจทก์ที่ 2 มีบุตรกับนายเพิ่มรวม 4 คน คือ โจทก์ที่ 1 ที่ 3 และจำเลยทั้งสองตามบัญชีเครือญาติ จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายเพิ่ม เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2549 ตามคำสั่งศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2551 ในขณะที่ที่ดินพิพาทมีเอกสารสิทธิเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ต่อมาจำเลยที่ 2 ขอออกโฉนดสำหรับที่ดินพิพาทเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 1800 ตำบลไทรโยค อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2551 ตามสำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ 1800 และสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 124 (รวม 5 แผ่น) โจทก์ทั้งสามยังไม่ได้รับส่วนแบ่งมรดกของนายเพิ่ม เห็นว่า เมื่อโจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 2 ต่างเป็นทายาทโดยธรรมของนายเพิ่มเจ้ามรดกลำดับเดียวกัน โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 2 ชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งมรดกทั้งหมดเท่ากัน อีกทั้งมีสิทธิและหน้าที่เกี่ยวกับทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งร่วมกันจนกว่าจะได้แบ่งมรดกแล้วเสร็จ จึงถือได้ว่าโจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทเท่า ๆ กัน การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพิ่มโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 แต่เพียงผู้เดียวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากทายาททุกคน จึงเป็นการปฏิบัติผิดหน้าที่ผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 ดังนั้น โจทก์ทั้งสามในฐานะทายาทโดยธรรมผู้มีส่วนได้เสียและมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกย่อมฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกที่จำเลยที่ 1 โอนให้แก่จำเลยที่ 2 แต่ผู้เดียวจากจำเลยที่ 2 ได้ตามมาตรา 1745 ประกอบมาตรา 1363 คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ 2 อ้าง ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ เมื่อโจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกกระทำการโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 แต่เพียงผู้เดียวซึ่งไม่ถูกต้องจึงเป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก กำหนดอายุความต้องบังคับตามมาตรา 1733 วรรคสอง หาใช่บังคับอายุความตามมาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 1755 ดังที่จำเลยฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ทั้งสามยังไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ปดารณี ลัดพลี-ชัยรัตน์ ศิลาลาย-ปานนท์ กัจฉปานันท์) ศาลจังหวัดกาญจนบุรี - นายสุวีร์ ตรียุทธนากุล ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นางสุวิชา นาควัชระ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.3969/2554 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ69/2552 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ402/2553 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
585757
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดกาญจนบุรี",
        "judge": "นายสุวีร์ ตรียุทธนากุล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นางสุวิชา นาควัชระ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081977140"
    }
}
date
2557
deka_no
7844/2557
deka_running_no
7844
deka_year
2557
department
แผนก
judges
[
    "ปดารณี ลัดพลี",
    "ชัยรัตน์ ศิลาลาย",
    "ปานนท์ กัจฉปานันท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1363",
            "ม. 1719",
            "ม. 1733 วรรคสอง",
            "ม. 1745",
            "ม. 1754 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 1755"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายพล แจ่มน้อย กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาววรัญญาหรือลัดดา แจ่มน้อย กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 124 (ที่ถูก โฉนดที่ดินเลขที่ 1800) ตำบลไทรโยค อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ระหว่างจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพิ่มและจำเลยที่ 2 ในฐานะเป็นผู้มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 1800 ใส่ชื่อของโจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของร่วมกันในที่ดินตามโฉนดเลขที่ 1800 ดังกล่าว หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ให้โจทก์ทั้งสามไปดำเนินการฝ่ายเดียว

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 124 ตำบลไทรโยค อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี (โฉนดที่ดินเลขที่ 1800 ตำบลไทรโยค อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี) กับให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพิ่ม ดำเนินการใส่ชื่อโจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของร่วมในที่ดินข้างต้น หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ โดยอธิบดีผู้พิพากษาภาค 7 อนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะส่วนที่พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 124 ตำบลไทรโยค อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ให้จำเลยที่ 2 ไปดำเนินการจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของรวมในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 124 ตำบลไทรโยค อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี (โฉนดที่ดินเลขที่ 1800 ตำบลไทรโยค อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี) คนละหนึ่งในห้าส่วน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ที่ 1 ถึงแก่ความตาย นางสาวสริตา บุตรของโจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน

พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้นางสาวสริตาเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ที่ 1 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 2 ในปัญหาข้อกฎหมายเพียงประการเดียวว่า คดีโจทก์ทั้งสามขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 2 ต่างเป็นทายาทของนายเพิ่มเจ้ามรดก โจทก์ทั้งสามฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกจากจำเลยที่ 2 เกิน 1 ปี นับแต่นายเพิ่มตาย คดีโจทก์ทั้งสามขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 1755 มิใช่กรณีที่มีอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 1733 วรรคสอง ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ที่ 2 เป็นภริยาของนายเพิ่มเจ้ามรดก นายเพิ่มถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2548 โจทก์ที่ 2 มีบุตรกับนายเพิ่มรวม 4 คน คือ โจทก์ที่ 1 ที่ 3 และจำเลยทั้งสองตามบัญชีเครือญาติ จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายเพิ่ม เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2549 ตามคำสั่งศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2551 ในขณะที่ที่ดินพิพาทมีเอกสารสิทธิเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ต่อมาจำเลยที่ 2 ขอออกโฉนดสำหรับที่ดินพิพาทเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 1800 ตำบลไทรโยค อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2551 ตามสำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ 1800 และสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 124 (รวม 5 แผ่น) โจทก์ทั้งสามยังไม่ได้รับส่วนแบ่งมรดกของนายเพิ่ม เห็นว่า เมื่อโจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 2 ต่างเป็นทายาทโดยธรรมของนายเพิ่มเจ้ามรดกลำดับเดียวกัน โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 2 ชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งมรดกทั้งหมดเท่ากัน อีกทั้งมีสิทธิและหน้าที่เกี่ยวกับทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งร่วมกันจนกว่าจะได้แบ่งมรดกแล้วเสร็จ จึงถือได้ว่าโจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทเท่า ๆ กัน การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพิ่มโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 แต่เพียงผู้เดียวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากทายาททุกคน จึงเป็นการปฏิบัติผิดหน้าที่ผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 ดังนั้น โจทก์ทั้งสามในฐานะทายาทโดยธรรมผู้มีส่วนได้เสียและมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกย่อมฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกที่จำเลยที่ 1 โอนให้แก่จำเลยที่ 2 แต่ผู้เดียวจากจำเลยที่ 2 ได้ตามมาตรา 1745 ประกอบมาตรา 1363 คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ 2 อ้าง ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ เมื่อโจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกกระทำการโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 แต่เพียงผู้เดียวซึ่งไม่ถูกต้องจึงเป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก กำหนดอายุความต้องบังคับตามมาตรา 1733 วรรคสอง หาใช่บังคับอายุความตามมาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 1755 ดังที่จำเลยฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ทั้งสามยังไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ69/2552
primary_red_case_no
พ402/2553
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000333.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.3969/2554
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2557