ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19436/2557
นายอดิศร ไตรสินสมบูรณ์
โจทก์
บริษัทจอห์นสันไดเวอร์ซี่ (ประเทศไทย) จำกัด
กับพวก
จำเลย
ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), มาตรา 226, มาตรา 245 (1)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31
พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 5, มาตรา 7, มาตรา 23
เดิมโจทก์เป็นลูกจ้างของบริษัท ย. ต่อมาบริษัท ย. ขายแผนกไดเวอร์ซี่ลีเวอร์ให้จำเลยที่ 1 ทำให้สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับบริษัท ย. สิ้นสุดลงโดยไม่ได้มีสาเหตุอันเกิดจากโจทก์ บริษัท ย. จึงจ่ายเงินผลประโยชน์ เมื่อออกจากงานในช่วงก่อนดำรงตำแหน่งผู้จัดการและเงินสมทบที่บริษัท ย. จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงาน ย. พร้อมดอกผลให้โจทก์ตามสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับบริษัท ย. เงินทั้งสองจำนวนจึงเป็นทรัพย์สินของโจทก์ที่ได้รับเมื่อออกจากการเป็นลูกจ้างของบริษัท ย. เมื่อโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 การที่โจทก์มีคำสั่งให้บริษัท ย. โอนเงินผลประโยชน์เมื่อออกจากงานในช่วงก่อนดำรงตำแหน่งผู้จัดการไปยังจำเลยที่ 1 และโอนเงินสมทบพร้อมดอกผลที่บริษัท ย. จ่ายให้ตามสัญญาจ้างไปยังกองทุนจำเลยที่ 2 (กองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่จำเลยที่ 1 และลูกจ้างของจำเลยที่ 1 จัดตั้งขึ้น) เพื่อนำเงินทั้งสองจำนวนมาใช้ประกอบการคำนวณผลประโยชน์เมื่อโจทก์ออกจากงาน จึงไม่ใช่การโอนทรัพย์สินที่เป็นเงินทั้งสองจำนวนให้เป็นของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ต้นเงินทั้งสองจำนวนยังคงเป็นทรัพย์สินของโจทก์
เมื่อจำเลยที่ 1 ลงโทษเลิกจ้างโจทก์ จำเลยที่ 1 ต้องคืนเงินผลประโยชน์เมื่อออกจากงานในช่วงก่อนดำรงตำแหน่งผู้จัดการให้โจทก์ จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้จัดการกองทุนของจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดคืนเงินจำนวนนี้ให้โจทก์
เงินสมทบพร้อมดอกผลที่บริษัท ย. จ่ายให้โจทก์ตามสัญญาจ้างและโจทก์มีคำสั่งให้บริษัท ย. โอนมายังกองทุนจำเลยที่ 2 เป็นเงินที่โจทก์จ่ายเข้ากองทุนจำเลยที่ 2 ไม่ใช่เงินที่จำเลยที่ 1 จ่ายเข้ากองทุนจำเลยที่ 2 เงินจำนวนนี้จึงอยู่ในส่วนเงินสะสมของโจทก์ผู้เป็นลูกจ้าง ไม่ใช่ส่วนเงินสมทบของจำเลยที่ 1 ผู้เป็นนายจ้าง เมื่อจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ จำเลยที่ 3 จึงมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินจำนวนนี้พร้อมดอกผลแก่โจทก์ แม้จำเลยที่ 3 ส่งคืนเงินนั้นให้จำเลยที่ 1 ไปแล้วก็ไม่ทำให้จำเลยที่ 3 หลุดพ้นจากความรับผิด
กองทุนจำเลยที่ 2 จดทะเบียนแล้วจึงเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากจำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 7 การเรียกเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งจดทะเบียนแล้วต้องฟ้องกองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งจดทะเบียนแล้วเป็นจำเลยให้จ่ายเงินสะสม เงินสมทบ และดอกผลให้ไม่ว่าได้มีการจ่ายเงินและดอกผลคืนให้แก่นายจ้างไปแล้วหรือไม่ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินพร้อมดอกผลให้โจทก์
พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง ที่ใช้บังคับขณะเกิดเหตุคดีนี้บัญญัติว่า "เมื่อลูกจ้างสิ้นสมาชิกภาพเพราะเหตุอื่นซึ่งมิใช่กองทุนเลิก ผู้จัดการกองทุนต้องจ่ายเงินจากกองทุนให้แก่ลูกจ้างตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับของกองทุน โดยให้จ่าย..." จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้จัดการกองทุนของจำเลยที่ 2 จึงต้องนำเงินสมทบพร้อมดอกผลที่โจทก์มีคำสั่งให้บริษัท ย. โอนมายังกองทุนจำเลยที่ 2 จากกองทุนจำเลยที่ 2 มาจ่ายให้โจทก์ เมื่อโจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้จำนวนนี้ จำเลยที่ 2 จึงยังไม่หลุดพ้นจากหนี้นั้น การที่จำเลยที่ 2 ไม่จ่ายเงินจำนวนนี้อันเป็นเงินสะสมพร้อมดอกผลให้โจทก์ภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันสิ้นสุดสมาชิกภาพตามข้อบังคับของกองทุนจำเลยที่ 2 กองทุนจำเลยที่ 2 จึงตกเป็นผู้ผิดนัดซึ่งต้องเสียดอกเบี้ยระหว่างผิดนัด การจ่ายเงินออกจากกองทุนจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้จัดการกองทุนจำเลยที่ 2 ต้องดำเนินการจ่ายเงินออกจากกองทุนจำเลยที่ 2 ให้โจทก์เป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ จึงให้คำพิพากษามีผลระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ที่ไม่ได้อุทธรณ์ด้วยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31
___________________________
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 193,942.45 บาท เงินผลประโยชน์ก่อนดำรงตำแหน่งผู้จัดการที่โอนมาให้จำเลยที่ 1 ยึดถือไว้ 311,050 บาท ค่าชดเชย 295,845 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 591,690 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จสิ้นและให้จำเลยทั้งสามร่วมกันจ่ายเงินสมทบที่โจทก์ให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนทิสโก้ จำกัด โอนมายังจำเลยที่ 2 พร้อมดอกผลจากกองทุนจำเลยที่ 2 จำนวน 820,470.69 บาท และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันจ่ายเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพฝ่ายนายจ้างพร้อมดอกผล 189,526.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จสิ้น
จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันจ่ายเงินสมทบที่โจทก์ให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนทิสโก้ จำกัด โอนมายังจำเลยที่ 2 พร้อมดอกผลจำนวน 820,470.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระครบถ้วน ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 จ่ายเงินผลประโยชน์ก่อนดำรงตำแหน่งผู้จัดการที่โอนมาให้จำเลยที่ 1 ยึดถือไว้จำนวน 311,050 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ฟ้องโจทก์นอกจากนี้ให้ยก
จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เข้าเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 โดยมีเงื่อนไขการจ้างงานและมีข้อตกลงว่าโจทก์จะรักษาข้อมูลความลับทางการค้าและไม่ทำการค้าขายแข่งขันกับจำเลยที่ 1 ตามหนังสือแต่งตั้งและสัญญาการรักษาความลับและการไม่แข่งขันทางการค้าระหว่างเป็นลูกจ้างโจทก์ร่วมกับภรรยาทำการค้าขายแข่งกับจำเลยที่ 1 โจทก์ถูกจำเลยที่ 1 เลิกจ้างเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2546 โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกันโดยโจทก์โอนเงินผลประโยชน์ในช่วงก่อนดำรงตำแหน่งผู้จัดการในบริษัทยูนิลีเวอร์ไทยโฮลดิ้งส์ จำกัด จำนวน 311,050 บาท และเงินผลประโยชน์เมื่อออกงานในช่วงดำรงตำแหน่งผู้จัดการของบริษัทจำนวน 783,927.96 บาท ไปยังจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2545 ข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจำเลยที่ 2 เป็นไปตามเอกสาร แล้ววินิจฉัยว่า การกระทำของโจทก์เป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงาน ทุจริตต่อหน้าที่และจงใจทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในส่วนของนายจ้าง แต่สำหรับเงินผลประโยชน์ในช่วงก่อนดำรงตำแหน่งผู้จัดการ จำนวน 311,050 บาท และเงินผลประโยชน์เมื่อออกจากงานในช่วงดำรงตำแหน่งผู้จัดการในบริษัทยูนิลีเวอร์ไทยโฮลดิ้งส์ จำกัด จำนวน 783,927.96 บาท นั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตั้งแต่บริษัทยูนิลีเวอร์ไทยโฮลดิ้งส์ จำกัด โอนจ่ายให้แก่โจทก์ เงื่อนไขการจ้างงานเป็นเงื่อนไขระหว่างโจทก์กับบริษัทจอห์นสันแวกซ์โปรเฟสชั่นแนล จำกัด ไม่เกี่ยวข้องกับจำเลยทั้งสาม จำเลยทั้งสามจึงต้องจ่ายเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยคืนแก่โจทก์และเมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ต้องชำระเงินตามฟ้อง จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ใดแก่โจทก์ คู่ความไม่โต้แย้งความมีอยู่และความถูกต้องของเอกสาร
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ต้องคืนเงินผลประโยชน์ก่อนดำรงตำแหน่งผู้จัดการที่โอนมาให้จำเลยที่ 1 ยึดถือไว้และคืนเงินสมทบที่บริษัทยูนิลีเวอร์ไทยโฮลดิ้งส์ จำกัด จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานยูนิลีเวอร์ไทยโฮลดิ้งส์ จำกัด ซึ่งโจทก์ให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนทิสโก้ จำกัด โอนมายังจำเลยที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ว่า เงินทั้งสองจำนวนดังกล่าวไม่ได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์มาตั้งแต่ขณะที่โจทก์ทำงานอยู่กับบริษัทยูนิลีเวอร์ไทยโฮลดิ้งส์ จำกัด การจ่ายเงินคืนให้แก่โจทก์ต้องเป็นไปตามข้อตกลงในเอกสาร จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้จัดการกองทุนได้จ่ายเงินไปตามคำสั่งของจำเลยที่ 2 ภายในเวลา 30 วัน นับแต่วันที่โจทก์สิ้นสมาชิกภาพ จำเลยที่ 3 จึงหลุดพ้นจากความรับผิดนั้น เห็นว่า ตามสัญญาระหว่างโจทก์กับบริษัทยูนิลีเวอร์ไทยโฮลดิ้งส์ จำกัด มีข้อตกลงกำหนดไว้ในข้อ 12.3 ว่าในกรณีที่บริษัท (หมายถึงบริษัทยูนิลีเวอร์ไทยโฮลดิ้งส์ จำกัด) สิ้นสุดการจ้างโดยไม่มีสาเหตุ ให้พนักงาน (โจทก์) ได้รับ 12.3.1 เงินบำเหน็จตามกฎหมาย 12.3.2 เงินผลประโยชน์ที่พึงได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพื่อผลประโยชน์ในการลาจาก แต่จะไม่มีการจ่ายเงินใด ๆ ให้แก่พนักงานที่ปฏิบัติงานให้บริษัทน้อยกว่านี้ และ 12.3.3 ถ้าพนักงานเป็นผู้จัดการได้รับเลื่อนตำแหน่งมาจากผู้คุมงานในตำแหน่งผู้คุมงาน 6 ปี บริบูรณ์หรือมากกว่า ให้พนักงานได้รับผลตอบแทนเท่ากับเงินเดือนครั้งสุดท้ายที่ยังไม่ได้หักค่าอื่นใดเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้คุมงานคูณด้วยจำนวนปีทำงานก่อนที่จะเลื่อนตำแหน่งขึ้นมาเป็นผู้จัดการ ดังนั้นเมื่อบริษัทยูนิลีเวอร์ไทยโฮลดิ้งส์ จำกัด ขายแผนกไดเวอร์ซี่ลีเวอร์ให้จำเลยที่ 1 จึงเป็นผลให้สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับบริษัทยูนิลีเวอร์ไทยโฮลดิ้งส์ จำกัด สิ้นสุดลง อันเป็นกรณีเลิกจ้างโดยไม่ได้มีสาเหตุอันเกิดจากโจทก์ การที่บริษัทยูนิลีเวอร์ไทยโฮลดิ้งส์ จำกัด จ่ายเงินให้แก่โจทก์ตามเอกสาร อันได้แก่ ค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ารวมจำนวน 1,043,042 บาท เงินผลประโยชน์เมื่อออกจากงานในช่วงที่โจทก์ดำรงตำแหน่งผู้จัดการเท่ากับเงินสมทบส่วนที่บริษัทยูนิลีเวอร์ไทยโฮลดิ้งส์ จำกัด จ่ายสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานยูนิลีเวอร์ไทยโฮลดิ้งส์ จำกัด พร้อมดอกผล ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2545 รวมจำนวน 759,636 บาท และเงินผลประโยชน์เมื่อออกจากงานในช่วงก่อนโจทก์ดำรงตำแหน่งผู้จัดการจำนวน 311,050 บาท จึงเป็นเงินตามสัญญาเอกสาร ข้อ 12.3.1 ข้อ 12.3.2 และข้อ 12.3.3 ตามลำดับ ที่โจทก์ได้รับจากบริษัทยูนิลีเวอร์ไทยโฮลดิ้งส์ จำกัด ซึ่งเป็นนายจ้างเดิม เงินทั้งหมดดังกล่าวนั้นจึงเป็นทรัพย์สินของโจทก์ที่ได้รับเมื่อออกจากการเป็นลูกจ้างของบริษัทยูนิลีเวอร์ไทยโฮลดิ้งส์ จำกัด นายจ้างเดิม ปรากฏจากเอกสารว่าโจทก์ประสงค์ให้มีการโอนผลประโยชน์เมื่อออกจากงานพร้อมดอกผลในช่วงที่โจทก์ดำรงตำแหน่งผู้จัดการจำนวน 759,636 บาท ไปยังกองทุนใหม่คือ กองทุนจำเลยที่ 2 ในนามของบริษัทจอห์นสันแวกซ์โปรเฟสชั่นแนล จำกัด (ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นจำเลยที่ 1) และโอนเงินผลประโยชน์เมื่อออกจากงานในช่วงก่อนโจทก์ดำรงตำแหน่งผู้จัดการจำนวน 311,050 บาท ไปที่บริษัทจอห์นสันแวกซ์โปรเฟสชั่นแนล จำกัด (ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นจำเลยที่ 1) และปรากฏตามเงื่อนไขการจ้างเพิ่มเติมจากจดหมายเสนองาน สำหรับคุณอดิศร (โจทก์) ที่ผู้จัดการใหญ่ของจำเลยที่ 1 และโจทก์ลงลายมือชื่อไว้ระบุว่า การโอนเงินทั้งสองจำนวนมาก็เพื่อนำมาใช้ประกอบการคำนวณผลประโยชน์เมื่อออกจากงานตามความเป็นจริงและตามสูตรการคำนวณผลประโยชน์เมื่อออกจากงานแต่ละกรณีที่แตกต่างกัน ดังนั้นการโอนเงินทั้งสองจำนวนที่โจทก์ได้รับจากบริษัทยูนิลีเวอร์ไทยโฮลดิ้งส์ จำกัด เมื่อออกจากงานไปยังจำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่การโอนทรัพย์สินที่เป็นเงินทั้งสองจำนวนให้เป็นของจำเลยที่ 1 ที่ 2 โจทก์เพียงแต่โอนเงินทั้งสองจำนวนไปเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ตนเองตามสูตรการคำนวณที่โจทก์จะได้รับเมื่อออกจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 เท่านั้น ส่วนต้นเงินทั้งสองจำนวนยังคงเป็นทรัพย์สินของโจทก์ เมื่อได้ความว่าจำเลยที่ 1 เท่านั้นที่เป็นผู้รับโอนเงินจำนวน 311,050 บาท ไปตามความประสงค์ของโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 3 หาต้องรับผิดในเงินดังกล่าวดังที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาไม่ สำหรับเงินจำนวน 759,636 บาท ซึ่งคิดถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2545 หรือเป็นจำนวน 783,927.96 บาท ซึ่งคิดถึงวันที่ 3 พฤษภาคม 2545 อันเป็นวันสุดท้ายที่โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างของบริษัทยูนิลีเวอร์ไทยโฮลดิ้งส์ จำกัด เงินจำนวนนี้โจทก์ได้รับจากบริษัทยูนิลีเวอร์ไทยโฮลดิ้งส์ จำกัด และโจทก์มีคำสั่งให้บริษัทยูนิลีเวอร์ไทยโฮลดิ้งส์ จำกัด โอนไปยังกองทุนจำเลยที่ 2 ดังที่วินิจฉัยมาข้างต้น เงินจำนวนนี้จึงเป็นเงินที่โจทก์จ่ายเข้ากองทุนจำเลยที่ 2 ไม่ใช่เงินที่จำเลยที่ 1 จ่ายเข้ากองทุนจำเลยที่ 2 เงินจำนวนนี้จึงอยู่ในส่วนเงินสะสมของโจทก์ผู้เป็นลูกจ้าง ไม่ใช่ส่วนเงินสมทบของจำเลยที่ 1 ผู้เป็นนายจ้าง ดังนั้นจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้จัดการกองทุนจำเลยที่ 2 จึงมีหน้าที่ต้องดำเนินการจ่ายเงินของโจทก์จำนวน 783,927.96 บาท พร้อมดอกผลจากเงินดังกล่าวคิดถึงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2545 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์รวมเป็นเงิน 820,470.96 บาท แก่โจทก์ แม้จำเลยที่ 3 ส่งคืนเงินนั้นให้แก่จำเลยที่ 1 ไปแล้ว ก็ไม่ทำให้จำเลยที่ 3 หลุดพ้นจากความรับผิด เนื่องจากโจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้ดังกล่าว เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่คืนเงินจำนวน 311,050 บาท แก่โจทก์จึงต้องเสียดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัด เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ทวงถามแล้ว ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เสียดอกเบี้ยมานับแต่วันฟ้องจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น
อนึ่ง ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 3 จ่ายเงินที่โจทก์มีคำสั่งให้บริษัทยูนิลีเวอร์ไทยโฮลดิ้งส์ จำกัด โอนมายังกองทุนจำเลยที่ 2 พร้อมดอกผลรวม 820,470.96 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์โดยบริษัทจัดการกองทุนทิสโก้ จำกัด ในฐานะผู้จัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานยูนิลีเวอร์ไทยโฮลดิ้งส์ จำกัด เป็นผู้ดำเนินการโอนนั้น เมื่อกองทุนจำเลยที่ 2 จดทะเบียนแล้วจึงเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 7 การเรียกเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งจดทะเบียนแล้วต้องฟ้องกองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งจดทะเบียนแล้วเป็นจำเลยให้จ่ายเงินสะสม เงินสมทบและดอกผลให้ไม่ว่ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งจดทะเบียนแล้วหรือผู้จัดการกองทุนจะได้จ่ายเงินและดอกผลคืนให้แก่นายจ้างไปแล้วหรือไม่ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินพร้อมดอกผลให้โจทก์ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 246 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง ที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุคดีนี้บัญญัติว่า "เมื่อลูกจ้างสิ้นสมาชิกภาพเพราะเหตุอื่นซึ่งมิใช่กองทุนเลิกผู้จัดการกองทุนต้องจ่ายเงินจากกองทุนให้แก่ลูกจ้างตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับของกองทุน โดยให้จ่าย..." ดังนั้น จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้จัดการกองทุนของจำเลยที่ 2 ต้องนำเงินจำนวน 820,470.96 บาท จากกองทุนจำเลยที่ 2 มาจ่ายให้โจทก์ เมื่อโจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้จำนวนนี้จำเลยที่ 2 จึงยังไม่หลุดพ้นจากหนี้นั้น การที่จำเลยที่ 2 ไม่จ่ายเงิน 820,470.96 บาท อันเป็นเงินสะสมพร้อมดอกผลให้โจทก์ภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันสิ้นสุดสมาชิกภาพตามข้อบังคับของกองทุนจำเลยที่ 2 ข้อ 9.6 วรรคสอง จำเลยที่ 2 จึงตกเป็นผู้ผิดนัดซึ่งต้องเสียดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี การจ่ายเงินออกจากกองทุนจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้จัดการกองทุนจำเลยที่ 2 ต้องดำเนินการจ่ายเงินออกจากกองทุนจำเลยที่ 2 ให้โจทก์เป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ จึงให้คำพิพากษานี้มีผลระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ที่ไม่ได้อุทธรณ์ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31
พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 ไม่ต้องจ่ายเงินผลประโยชน์ก่อนดำรงตำแหน่งผู้จัดการที่โอนมาให้จำเลยที่ 1 ยึดถือไว้จำนวน 311,050 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 จ่ายเงินสะสมและดอกผลรวมจำนวน 820,470.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 3 ดำเนินการจ่ายเงินพร้อมดอกเบี้ยจำนวนดังกล่าวจากกองทุนจำเลยที่ 2 แก่โจทก์ ทั้งนี้จำเลยที่ 1 ไม่ต้องร่วมจ่ายเงินจำนวน 820,470.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
(วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์-นิยุต สุภัทรพาหิรผล-ธีระพงศ์ จิระภาค)
ศาลแรงงานกลาง - นายสมจิตร ทองประดับ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
แผนก
แรงงาน
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ร.1533/2549
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ564/2548
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ6697/2548
หมายเหตุ