คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9667/2558 ฉบับเต็ม

#585763
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9667/2558 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายอดิศักดิ์ เทอดพิทักษ์วานิช โจทก์ร่วม นายชนะภัย บุญเที่ยง กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 83, มาตรา 341 ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) ข้อความตามบันทึกระบุได้ความว่า จำเลยนำเหรียญหลวงพ่อคูณมาขายให้โจทก์ร่วมหลายครั้ง เป็นเงิน 1,030,000 บาท ซึ่งปรากฏว่าเป็นเหรียญปลอม ทำเลียนแบบ จำเลยยอมรับที่จะนำเงินมาคืนโจทก์ร่วมเป็นเงิน 1,030,000 บาท โดยจะผ่อนชำระให้เดือนละ 50,000 บาท ทุกเดือน เริ่มงวดแรกวันที่ 2 ธันวาคม 2552 เป็นต้นไป จนกว่าจะผ่อนหมด หากจำเลยผิดเงื่อนไขไม่ว่างวดใดงวดหนึ่ง ยินยอมให้โจทก์ร่วมดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญาได้ทันที เมื่อไม่มีข้อความตอนใดแสดงว่า โจทก์ร่วมตกลงระงับข้อพิพาทหรือสละสิทธิในการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสอง จึงมิใช่การยอมความ แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่า จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คฉบับละ 50,000 บาท อีก 14 ฉบับ รวมเป็นเงิน 700,000 บาท ให้โจทก์ร่วม เพื่อชำระเงินตามบันทึก ส่วนที่เหลืออีก 280,000 บาท จะชำระเป็นเงินสด เมื่อเช็คถึงกำหนด โจทก์ร่วมนำไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ในเช็ค 2 ฉบับ ต่อมาพนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นจำเลยต่อศาลแขวงพระนครใต้ โดยโจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์ และศาลแขวงพระนครใต้มีคำพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 แล้ว ส่วนเช็คฉบับอื่น เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินแล้ว โจทก์ร่วมจึงไปแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คทั้ง 14 ฉบับให้โจทก์ร่วมนั้น เป็นการสั่งจ่ายเช็คเพื่อผ่อนชำระหนี้ตามที่ตกลงในบันทึกเท่านั้น ทั้งเช็ค 14 ฉบับก็ไม่ได้ชำระหนี้ทั้งหมด ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ร่วมสละสิทธิหรือไม่ยึดถือสิทธิใดๆ รวมทั้งสิทธิที่จะดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงด้วย พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 และโจทก์ร่วมดังกล่าวเป็นเพียงการชำระหนี้ในทางแพ่งตามข้อตกลงในบันทึกเท่านั้น ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการยอมความกันอันทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 1,030,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายและริบของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธและจำเลยที่ 1 ให้การว่า ผู้เสียหายกับจำเลยที่ 1 มีการยอมความกันถูกต้องตามกฎหมายแล้ว สิทธินำคดีมาฟ้องจึงระงับไป ระหว่างพิจารณา นายอดิศักดิ์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 3 ปี โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) หรือไม่ ที่โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกาว่า ข้อความตามบันทึกไม่เป็นการยอมความนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้แล้วว่า บันทึกดังกล่าวเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความในทางแพ่ง ซึ่งไม่มีข้อตกลงว่าโจทก์ร่วมไม่ติดใจดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสองจึงถือไม่ได้ว่าเป็นการยอมความ ซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย จึงไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก ส่วนข้อความตามบันทึกที่ระบุในสาระสำคัญได้ความว่า จำเลยได้นำเหรียญหลวงพ่อคูณมาขายให้โจทก์ร่วมหลายครั้งเป็นเงิน 1,030,000 บาท ซึ่งปรากฏว่าเป็นเหรียญปลอม ทำเลียนแบบ จำเลยยอมรับที่จะนำเงินมาชำระคืนโจทก์ร่วม เป็นเงิน 1,030,000 บาท โดยขอผ่อนชำระให้เดือนละ 50,000 บาท ทุกเดือน เริ่มชำระงวดแรกตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2552 เป็นต้นไปและจะชำระให้ภายในกำหนดก่อนวันที่ 2 ของทุกเดือน ณ ภูมิลำเนาของโจทก์ร่วม จนกว่าจะผ่อนชำระหมด หากจำเลยผิดเงื่อนไขในสัญญาไม่ว่างวดใดงวดหนึ่งยินยอมให้โจทก์ร่วมดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งทางแพ่งและทางอาญาได้ทันที เมื่อไม่มีข้อความตอนใดแสดงว่าโจทก์ร่วมตกลงระงับข้อพิพาทหรือสละสิทธิในการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสอง จึงมิใช่การยอมความเช่นกัน แม้ข้อเท็จจริงได้ความตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คฉบับละ 50,000 บาท อีก 14 ฉบับ รวมเป็นเงิน 700,000 บาท ให้โจทก์ร่วม เพื่อชำระเงินตามบันทึก ส่วนที่เหลืออีก 280,000 บาท จะชำระเงินเป็นเงินสด เมื่อเช็คถึงกำหนด โจทก์ร่วมนำไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ในเช็ค 2 ฉบับ ต่อมาพนักงานอัยการได้ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นจำเลยต่อศาลแขวงพระนครใต้ โดยโจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์และศาลแขวงพระนครใต้มีคำพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 แล้ว ส่วนเช็คฉบับอื่น เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินโจทก์ร่วมไปแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็ค 14 ฉบับ ฉบับละ 50,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมนั้น เป็นการสั่งจ่ายเช็คเพื่อผ่อนชำระหนี้ตามที่ตกลงไว้ในบันทึกเท่านั้น ทั้งเช็ค 14 ฉบับ ก็ไม่ได้ชำระหนี้ทั้งหมดตามที่จำเลยทั้งสองตกลงผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์ร่วม การที่โจทก์ร่วมนำเช็คไปเรียกเก็บเงิน จึงเป็นการนำไปเรียกเก็บเงินเพื่อให้ได้เงินตามที่จำเลยทั้งสองตกลงผ่อนชำระหนี้ให้โจทก์ร่วมเท่านั้น แม้ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินแล้วโจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 และเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีที่พนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่ 1 ก็ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ร่วมสละสิทธิหรือไม่ ยึดถือสิทธิใด ๆ รวมทั้งสิทธิที่จะดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงด้วย พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 และโจทก์ร่วมเป็นเพียงการชำระหนี้ในทางแพ่งตามข้อตกลงในบันทึกเท่านั้น ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการยอมความกัน อันทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังขึ้น เมื่อศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์และอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยทั้งสอง จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยทั้งสองดังกล่าว เพื่อให้เป็นไปตามลำดับศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์และอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้ออื่นแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี (นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี-สมยศ เข็มทอง-ปกรณ์ มหรรณพ) ศาลแขวงพระนครใต้ - นายธรรมศาสตร์ ระดมกิจ ศาลอุทธรณ์ - นายเกรียงศักดิ์ วชิรเดชวงศ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1847/2558 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ3876/2554 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ1334/2555 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
585763
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงพระนครใต้",
        "judge": "นายธรรมศาสตร์ ระดมกิจ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายเกรียงศักดิ์ วชิรเดชวงศ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081969661"
    }
}
date
2558
deka_no
9667/2558
deka_running_no
9667
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี",
    "สมยศ เข็มทอง",
    "ปกรณ์ มหรรณพ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 83",
            "ม. 341"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 39 (2)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นายอดิศักดิ์ เทอดพิทักษ์วานิช"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายชนะภัย บุญเที่ยง กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 1,030,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายและริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธและจำเลยที่ 1 ให้การว่า ผู้เสียหายกับจำเลยที่ 1 มีการยอมความกันถูกต้องตามกฎหมายแล้ว สิทธินำคดีมาฟ้องจึงระงับไป

ระหว่างพิจารณา นายอดิศักดิ์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 3 ปี

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) หรือไม่ ที่โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกาว่า ข้อความตามบันทึกไม่เป็นการยอมความนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้แล้วว่า บันทึกดังกล่าวเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความในทางแพ่ง ซึ่งไม่มีข้อตกลงว่าโจทก์ร่วมไม่ติดใจดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสองจึงถือไม่ได้ว่าเป็นการยอมความ ซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย จึงไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก ส่วนข้อความตามบันทึกที่ระบุในสาระสำคัญได้ความว่า จำเลยได้นำเหรียญหลวงพ่อคูณมาขายให้โจทก์ร่วมหลายครั้งเป็นเงิน 1,030,000 บาท ซึ่งปรากฏว่าเป็นเหรียญปลอม ทำเลียนแบบ จำเลยยอมรับที่จะนำเงินมาชำระคืนโจทก์ร่วม เป็นเงิน 1,030,000 บาท โดยขอผ่อนชำระให้เดือนละ 50,000 บาท ทุกเดือน เริ่มชำระงวดแรกตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2552 เป็นต้นไปและจะชำระให้ภายในกำหนดก่อนวันที่ 2 ของทุกเดือน ณ ภูมิลำเนาของโจทก์ร่วม จนกว่าจะผ่อนชำระหมด หากจำเลยผิดเงื่อนไขในสัญญาไม่ว่างวดใดงวดหนึ่งยินยอมให้โจทก์ร่วมดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งทางแพ่งและทางอาญาได้ทันที เมื่อไม่มีข้อความตอนใดแสดงว่าโจทก์ร่วมตกลงระงับข้อพิพาทหรือสละสิทธิในการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสอง จึงมิใช่การยอมความเช่นกัน แม้ข้อเท็จจริงได้ความตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คฉบับละ 50,000 บาท อีก 14 ฉบับ รวมเป็นเงิน 700,000 บาท ให้โจทก์ร่วม เพื่อชำระเงินตามบันทึก ส่วนที่เหลืออีก 280,000 บาท จะชำระเงินเป็นเงินสด เมื่อเช็คถึงกำหนด โจทก์ร่วมนำไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ในเช็ค 2 ฉบับ ต่อมาพนักงานอัยการได้ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นจำเลยต่อศาลแขวงพระนครใต้ โดยโจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์และศาลแขวงพระนครใต้มีคำพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 แล้ว ส่วนเช็คฉบับอื่น เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินโจทก์ร่วมไปแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็ค 14 ฉบับ ฉบับละ 50,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมนั้น เป็นการสั่งจ่ายเช็คเพื่อผ่อนชำระหนี้ตามที่ตกลงไว้ในบันทึกเท่านั้น ทั้งเช็ค 14 ฉบับ ก็ไม่ได้ชำระหนี้ทั้งหมดตามที่จำเลยทั้งสองตกลงผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์ร่วม การที่โจทก์ร่วมนำเช็คไปเรียกเก็บเงิน จึงเป็นการนำไปเรียกเก็บเงินเพื่อให้ได้เงินตามที่จำเลยทั้งสองตกลงผ่อนชำระหนี้ให้โจทก์ร่วมเท่านั้น แม้ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินแล้วโจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 และเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีที่พนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่ 1 ก็ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ร่วมสละสิทธิหรือไม่ ยึดถือสิทธิใด ๆ รวมทั้งสิทธิที่จะดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงด้วย พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 และโจทก์ร่วมเป็นเพียงการชำระหนี้ในทางแพ่งตามข้อตกลงในบันทึกเท่านั้น ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการยอมความกัน อันทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังขึ้น เมื่อศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์และอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยทั้งสอง จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยทั้งสองดังกล่าว เพื่อให้เป็นไปตามลำดับศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์และอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้ออื่นแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
opensearch_id
primary_black_case_no
อ3876/2554
primary_red_case_no
อ1334/2555
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000268.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1847/2558
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558