คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6260/2558 ฉบับเต็ม

#585986
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6260/2558 ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ ที เอส จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ นางชุลีกร สุธีรางกูร ผู้ซื้อทรัพย์ นางสาวจุฑามาศ แสงแย้ม จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 271 พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 คำสั่งกรมบังคับคดี ที่ 333/2551 เรื่อง การปฏิบัติงานเกี่ยวกับการจำหน่ายทรัพย์สิน มาตรา ข้อ 10, ข้อ 14 โจทก์ซึ่งได้รับอนุญาตตามคำสั่งศาลเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิม โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 ย่อมมีอำนาจดำเนินการใดๆ ในชั้นบังคับคดี รวมทั้งยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์จำนองใหม่ได้ คดีนี้โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดระหว่างที่ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าซื้อทรัพย์ส่วนที่เหลือ การที่ผู้ซื้อทรัพย์วางเงินค่าซื้อทรัพย์เพิ่มอีกร้อยละ 5.5 และยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าซื้อทรัพย์ส่วนที่เหลืออีกครั้งระหว่างการไต่สวนคำร้องขอของโจทก์ เจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมมีอำนาจพิจารณาอนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินไปจนกว่าคดีที่โจทก์ร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดจะถึงที่สุด อันเป็นไปตามคำสั่งกรมบังคับคดีที่ 333/2551 เรื่อง การปฏิบัติงานเกี่ยวกับการจำหน่ายทรัพย์สิน ข้อ 14 ที่ระบุว่า ในกรณีที่มีการร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์สิน หากผู้ซื้อทรัพย์ประสงค์จะได้รับเงินคืนและผู้อำนวยการกอง ผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีจังหวัดหรือสาขา แล้วแต่กรณี มีคำสั่งให้คืนเงินให้ผู้ซื้อ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีคืนเงินให้แก่ผู้ซื้อโดยเหลือไว้ร้อยละ 5.5 ของราคาที่ซื้อขาย หากศาลมีคำสั่งถึงที่สุดให้ยกคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาด ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งให้ผู้ซื้อชำระราคาส่วนที่เหลือภายใน 15 วัน นับแต่วันได้รับแจ้ง โดยคำสั่งนี้สอดคล้องกับระเบียบกระทรวงยุติธรรม ว่าด้วยการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดี พ.ศ.2522 ข้อ 85 ที่ให้อำนาจอธิบดีกรมบังคับคดีขยายกำหนดเวลาชำระเงินได้ตามที่เห็นสมควร หากทรัพย์ที่ขายมีราคาสูงมากหรือมีเหตุผลพิเศษประการอื่น คำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีชอบด้วยกฎหมายแล้ว ___________________________ คดีสืบเนื่องจากจำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโฉนดเลขที่ 8900 ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ออกขายทอดตลาด วันที่ 8 ธันวาคม 2553 เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์จำนองให้ผู้ซื้อทรัพย์ไปในราคา 1,720,000 บาท ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าซื้อทรัพย์ส่วนที่เหลือ เจ้าพนักงานบังคับคดีอนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินไปอีก 3 เดือน นับแต่วันครบกำหนดเวลาวางเงิน 15 วัน ระหว่างนั้นคือ วันที่ 21 ธันวาคม 2553 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดและระหว่างการไต่สวนคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของโจทก์คือ เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2554 ผู้ซื้อทรัพย์วางเงินค่าซื้อทรัพย์เพิ่มอีกร้อยละ 5.5 และยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าซื้อทรัพย์ส่วนที่เหลืออีก เจ้าพนักงานบังคับคดีอนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินไปจนกว่าคดีที่โจทก์ร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดจะถึงที่สุด วันที่ 23 พฤษภาคม 2554 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด โจทก์อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง วันที่ 12 มิถุนายน 2555 โจทก์ยื่นคำร้องใหม่ว่า คำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าซื้อทรัพย์ส่วนที่เหลือแก่ผู้ซื้อทรัพย์ไปจนกว่าคดีที่โจทก์ร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดจะถึงที่สุดนั้น ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 308 เพราะฝ่าฝืนต่อคำสั่งกรมบังคับคดีที่ให้ขยายระยะเวลาได้ 3 เดือน นับแต่วันครบกำหนดเวลาวางเงิน 15 วัน เท่านั้น ขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์จำนองใหม่ ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้านว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีชอบด้วยระเบียบกระทรวงยุติธรรม ว่าด้วยการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดี พ.ศ.2522 และคำสั่งกรมบังคับคดีแล้ว ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2555 ให้ยกคำร้อง กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ซื้อทรัพย์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น รวม 3 ครั้ง ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาถึงวันที่ 27 เมษายน 2556 ในระหว่างที่โจทก์ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น บริษัทบริหารสินทรัพย์ ที เอส จำกัด ได้ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ที เอส จำกัด เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2556 ต่อมาวันที่ 26 เมษายน 2556 ซึ่งอยู่ในระหว่างเวลาที่โจทก์ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นต่อไปอีก 30 วัน ศาลชั้นต้นอนุญาต ผู้เข้าสวมสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2555 ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์ในฐานะผู้สวมสิทธิมีอำนาจดำเนินการใด ๆ ในชั้นบังคับคดีหรือไม่ เห็นว่า บุคคลที่มีสิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาจะต้องเป็นคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 หรือเป็นบุคคลภายนอกที่ได้รับโอนสิทธิและหน้าที่ในหนี้ตามคำพิพากษาจากคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดี ตามบทบัญญัติของกฎหมายให้เข้าสวมสิทธิแทนได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์ได้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิม โดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 ซึ่งวางหลักเกณฑ์ว่า ในกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว ก็ให้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้นเช่นนี้แล้ว โจทก์ซึ่งได้รับอนุญาตตามคำสั่งศาลให้สวมสิทธิจึงมีอำนาจดำเนินการใด ๆ ในชั้นบังคับคดี รวมทั้งยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์จำนองใหม่ได้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขยายระยะเวลาวางเงินค่าซื้อทรัพย์ส่วนที่เหลือให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ไปจนกว่าคดีที่โจทก์ร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดจะถึงที่สุดนั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คำสั่งกรมบังคับคดีที่ 333/2551 เรื่อง การปฏิบัติงานเกี่ยวกับการจำหน่ายทรัพย์สิน ข้อ 10 ระบุให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขยายระยะเวลาในการชำระราคาทรัพย์ส่วนที่ค้างชำระแก่ผู้ซื้อทรัพย์ได้ไม่เกิน 3 เดือน นับแต่วันครบกำหนดชำระราคา 15 วัน และไม่ว่ากรณีใด ๆ ไม่ให้มีการขยายระยะเวลาอีกและคำสั่งข้อ 14 ระบุไว้ด้วยว่า ในกรณีที่มีการร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์สิน หากผู้ซื้อประสงค์ที่จะได้รับเงินคืนและผู้อำนวยการกอง ผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีจังหวัดหรือสาขา แล้วแต่กรณี มีคำสั่งให้คืนเงินให้ผู้ซื้อ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีคืนเงินให้แก่ผู้ซื้อโดยเหลือไว้ร้อยละ 5.5 ของราคาที่ซื้อขาย หากศาลมีคำสั่งถึงที่สุดให้ยกคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาด ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งให้ผู้ซื้อชำระราคาส่วนที่เหลือภายใน 15 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งและการขอขยายระยะเวลาดังกล่าวให้ปฏิบัติตามข้อ 10 ดังนี้ เมื่อโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาด ผู้ซื้อทรัพย์ย่อมมีสิทธิขอวางเงินค่าซื้อทรัพย์แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีไว้ร้อยละ 5.5 ของราคาที่ซื้อขายแล้วขอขยายระยะเวลาวางเงินส่วนที่เหลือออกไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุดได้และเจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมมีอำนาจพิจารณาอนุญาตได้ตามคำสั่งของกรมบังคับคดี ทั้งคำสั่งกรมบังคับคดีก็สอดคล้องกับระเบียบกระทรวงยุติธรรม ว่าด้วยการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดี พ.ศ.2522 ข้อ 85 ที่ให้อำนาจอธิบดีกรมบังคับคดีขยายกำหนดเวลาชำระเงินได้ตามที่เห็นสมควร หากทรัพย์ที่ขายมีราคาสูงมากหรือมีเหตุผลพิเศษประการอื่น คำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ธานิศ เกศวพิทักษ์-เมทินี ชโลธร-ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล) ศาลจังหวัดอุดรธานี - นายพลวัฒน์ อมราสิงห์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายสัญญา ภูริภักดี แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.3009/2557 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ1741/2549 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ72/2550 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
585986
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดอุดรธานี",
        "judge": "นายพลวัฒน์ อมราสิงห์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายสัญญา ภูริภักดี"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081971142"
    }
}
date
2558
deka_no
6260/2558
deka_running_no
6260
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "ธานิศ เกศวพิทักษ์",
    "เมทินี ชโลธร",
    "ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 271"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541",
        "law_abbr": "พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541",
        "sections": [
            "ม. 7"
        ]
    },
    {
        "law_name": "คำสั่งกรมบังคับคดี ที่ 333/2551 เรื่อง การปฏิบัติงานเกี่ยวกับการจำหน่ายทรัพย์สิน สั่ง ณ วันที่ 23 กรกฎาคม 2551",
        "law_abbr": "คำสั่งกรมบังคับคดี ที่ 333/2551 เรื่อง การปฏิบัติงานเกี่ยวกับการจำหน่ายทรัพย์สิน",
        "sections": []
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ ที เอส จำกัด"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา"
    },
    {
        "role": "ผู้ซื้อทรัพย์",
        "name": "นางชุลีกร สุธีรางกูร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวจุฑามาศ แสงแย้ม"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องจากจำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโฉนดเลขที่ 8900 ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ออกขายทอดตลาด วันที่ 8 ธันวาคม 2553 เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์จำนองให้ผู้ซื้อทรัพย์ไปในราคา 1,720,000 บาท ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าซื้อทรัพย์ส่วนที่เหลือ เจ้าพนักงานบังคับคดีอนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินไปอีก 3 เดือน นับแต่วันครบกำหนดเวลาวางเงิน 15 วัน ระหว่างนั้นคือ วันที่ 21 ธันวาคม 2553 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดและระหว่างการไต่สวนคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของโจทก์คือ เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2554 ผู้ซื้อทรัพย์วางเงินค่าซื้อทรัพย์เพิ่มอีกร้อยละ 5.5 และยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าซื้อทรัพย์ส่วนที่เหลืออีก เจ้าพนักงานบังคับคดีอนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินไปจนกว่าคดีที่โจทก์ร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดจะถึงที่สุด วันที่ 23 พฤษภาคม 2554 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด โจทก์อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

วันที่ 12 มิถุนายน 2555 โจทก์ยื่นคำร้องใหม่ว่า คำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าซื้อทรัพย์ส่วนที่เหลือแก่ผู้ซื้อทรัพย์ไปจนกว่าคดีที่โจทก์ร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดจะถึงที่สุดนั้น ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 308 เพราะฝ่าฝืนต่อคำสั่งกรมบังคับคดีที่ให้ขยายระยะเวลาได้ 3 เดือน นับแต่วันครบกำหนดเวลาวางเงิน 15 วัน เท่านั้น ขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์จำนองใหม่

ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้านว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีชอบด้วยระเบียบกระทรวงยุติธรรม ว่าด้วยการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดี พ.ศ.2522 และคำสั่งกรมบังคับคดีแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2555 ให้ยกคำร้อง กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ซื้อทรัพย์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น รวม 3 ครั้ง ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาถึงวันที่ 27 เมษายน 2556 ในระหว่างที่โจทก์ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น บริษัทบริหารสินทรัพย์ ที เอส จำกัด ได้ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ที เอส จำกัด เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2556 ต่อมาวันที่ 26 เมษายน 2556 ซึ่งอยู่ในระหว่างเวลาที่โจทก์ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นต่อไปอีก 30 วัน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ผู้เข้าสวมสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2555

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์ในฐานะผู้สวมสิทธิมีอำนาจดำเนินการใด ๆ ในชั้นบังคับคดีหรือไม่ เห็นว่า บุคคลที่มีสิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาจะต้องเป็นคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 หรือเป็นบุคคลภายนอกที่ได้รับโอนสิทธิและหน้าที่ในหนี้ตามคำพิพากษาจากคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดี ตามบทบัญญัติของกฎหมายให้เข้าสวมสิทธิแทนได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์ได้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิม โดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 ซึ่งวางหลักเกณฑ์ว่า ในกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว ก็ให้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้นเช่นนี้แล้ว โจทก์ซึ่งได้รับอนุญาตตามคำสั่งศาลให้สวมสิทธิจึงมีอำนาจดำเนินการใด ๆ ในชั้นบังคับคดี รวมทั้งยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์จำนองใหม่ได้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขยายระยะเวลาวางเงินค่าซื้อทรัพย์ส่วนที่เหลือให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ไปจนกว่าคดีที่โจทก์ร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดจะถึงที่สุดนั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คำสั่งกรมบังคับคดีที่ 333/2551 เรื่อง การปฏิบัติงานเกี่ยวกับการจำหน่ายทรัพย์สิน ข้อ 10 ระบุให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขยายระยะเวลาในการชำระราคาทรัพย์ส่วนที่ค้างชำระแก่ผู้ซื้อทรัพย์ได้ไม่เกิน 3 เดือน นับแต่วันครบกำหนดชำระราคา 15 วัน และไม่ว่ากรณีใด ๆ ไม่ให้มีการขยายระยะเวลาอีกและคำสั่งข้อ 14 ระบุไว้ด้วยว่า ในกรณีที่มีการร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์สิน หากผู้ซื้อประสงค์ที่จะได้รับเงินคืนและผู้อำนวยการกอง ผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีจังหวัดหรือสาขา แล้วแต่กรณี มีคำสั่งให้คืนเงินให้ผู้ซื้อ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีคืนเงินให้แก่ผู้ซื้อโดยเหลือไว้ร้อยละ 5.5 ของราคาที่ซื้อขาย หากศาลมีคำสั่งถึงที่สุดให้ยกคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาด ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งให้ผู้ซื้อชำระราคาส่วนที่เหลือภายใน 15 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งและการขอขยายระยะเวลาดังกล่าวให้ปฏิบัติตามข้อ 10 ดังนี้ เมื่อโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาด ผู้ซื้อทรัพย์ย่อมมีสิทธิขอวางเงินค่าซื้อทรัพย์แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีไว้ร้อยละ 5.5 ของราคาที่ซื้อขายแล้วขอขยายระยะเวลาวางเงินส่วนที่เหลือออกไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุดได้และเจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมมีอำนาจพิจารณาอนุญาตได้ตามคำสั่งของกรมบังคับคดี ทั้งคำสั่งกรมบังคับคดีก็สอดคล้องกับระเบียบกระทรวงยุติธรรม ว่าด้วยการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดี พ.ศ.2522 ข้อ 85 ที่ให้อำนาจอธิบดีกรมบังคับคดีขยายกำหนดเวลาชำระเงินได้ตามที่เห็นสมควร หากทรัพย์ที่ขายมีราคาสูงมากหรือมีเหตุผลพิเศษประการอื่น คำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ1741/2549
primary_red_case_no
พ72/2550
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000281.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.3009/2557
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558