คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15899/2557 ฉบับเต็ม

#586015
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15899/2557 บริษัทเอ.พี.แซด.คอร์ปอเรชั่น จำกัด โจทก์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กับพวก จำเลย พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง คำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องละเมิด เรียกค่าเสียหาย โดยบรรยายชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ใช้ให้พนักงานของจำเลยที่ 1 ใส่กุญแจประตูทางเข้าบริเวณที่เช่า เป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถเข้าออก ใช้สอยและผลิตสินค้าในที่เช่าได้ เป็นการกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ และยอมรับว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลหน่วยงานของรัฐ จำเลยที่ 2 เป็นผู้อำนวยการซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ให้พนักงานของจำเลยที่1 กระทำการดังกล่าว แม้จะบรรยายในลักษณะว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำละเมิดก็ตาม จำเลยที่ 2 เป็นผู้แทนจำเลยที่ 1 การแสดงออกถึงวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 ย่อมผ่านทางจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้อำนวยการผู้รับผิดชอบโดยตรง กรณีต้องด้วยมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ที่บัญญัติให้หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ โจทก์ชอบที่จะฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐได้โดยตรง จำเลยที่ 2 ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ในขอบเขตของตนจึงไม่ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 784,075,494.17 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความ 500,000 บาท โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบรับกันฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลหน่วยงานของรัฐ มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้อำนวยการ เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2546 โจทก์ได้ทำสัญญาเช่าพื้นที่บางส่วนของอาคารโรงงานต้นแบบศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติและสัญญาให้บริการในพื้นที่ซึ่งโจทก์เช่าพื้นที่อาคารโรงงานต้นแบบตามสำเนาสัญญาเช่าพื้นที่อาคารโรงงานต้นแบบและสัญญาให้บริการ โจทก์ค้างชำระค่าเช่าและค่าน้ำประปาค่าไฟฟ้าตลอดจนค่าใช้จ่ายต่างๆ ตลอดมา เมื่อจำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาแล้ว วันที่ 30 พฤศจิกายน 2549 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 มีคำสั่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ใส่กุญแจประตูทางเข้าบริเวณพื้นที่เช่าดังกล่าว โจทก์ไม่สามารถใช้สอยอาคารที่เช่าและเครื่องมือเครื่องจักรเพื่อผลิตสินค้าได้ตามปกติ หลังจากที่โจทก์ฟ้องคดีนี้แล้ว จำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์เป็นจำเลยเรื่องผิดสัญญาเช่าพื้นที่อาคารโรงงานต้นแบบและสัญญาให้บริการ ต่อศาลจังหวัดพระโขนง ศาลจังหวัดพระโขนงมีคำพิพากษาให้โจทก์ชำระค่าเช่าและค่าบริการแก่จำเลยที่ 1 ตามสำเนาคำพิพากษา คู่ความไม่อุทธรณ์ คดีถึงที่สุดแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องละเมิด เรียกค่าเสียหาย โดยบรรยายชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ใช้ให้พนักงานของจำเลยที่ 1 ใส่กุญแจประตูทางเข้าบริเวณที่เช่า เป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถเข้าออก ใช้สอยและผลิตสินค้าในที่เช่าได้ ซึ่งเป็นการรบกวนการครอบครองของโจทก์ เป็นการกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิด ต่อโจทก์โดยกระทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย และยอมรับว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลหน่วยงานของรัฐ จำเลยที่ 2 เป็นผู้อำนวยการซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ให้พนักงานของจำเลยที่ 1 กระทำการดังกล่าว แม้จะบรรยายในลักษณะว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำละเมิดก็ตาม จำเลยที่ 2 เป็นผู้แทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย การแสดงออกถึงวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 ย่อมผ่านทางจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้อำนวยการผู้รับผิดชอบโดยตรง กรณีต้องด้วยมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ที่บัญญัติให้หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ เช่นนี้ โจทก์ชอบที่จะฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐได้โดยตรง จำเลยที่ 2 ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ในขอบเขตของตนจึงไม่ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ ประกอบกับคำฟ้องของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 กระทำการนอกเหนือหน้าที่ขอบอำนาจของจำเลยที่ 1 แต่ประการใด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 (5) และ 167 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแก้ไขให้ถูกต้องได้ พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ยื่นคำแก้อุทธรณ์และคำแก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้ (สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย-พิศล พิรุณ-ธีระ เบญจรัศมีโรจน์) ศาลจังหวัดธัญบุรี - นายทศพรรณ คงเพียรธรรม ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายอนุวัตร มุทิกากร แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.3276/2555 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ400/2550 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ36/2554 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
586015
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดธัญบุรี",
        "judge": "นายทศพรรณ คงเพียรธรรม"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายอนุวัตร มุทิกากร"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081975090"
    }
}
date
2557
deka_no
15899/2557
deka_running_no
15899
deka_year
2557
department
แผนก
judges
[
    "สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย",
    "พิศล พิรุณ",
    "ธีระ เบญจรัศมีโรจน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539",
        "sections": [
            "ม. 5 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทเอ.พี.แซด.คอร์ปอเรชั่น จำกัด"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 784,075,494.17 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความ 500,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบรับกันฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลหน่วยงานของรัฐ มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้อำนวยการ เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2546 โจทก์ได้ทำสัญญาเช่าพื้นที่บางส่วนของอาคารโรงงานต้นแบบศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติและสัญญาให้บริการในพื้นที่ซึ่งโจทก์เช่าพื้นที่อาคารโรงงานต้นแบบตามสำเนาสัญญาเช่าพื้นที่อาคารโรงงานต้นแบบและสัญญาให้บริการ โจทก์ค้างชำระค่าเช่าและค่าน้ำประปาค่าไฟฟ้าตลอดจนค่าใช้จ่ายต่างๆ ตลอดมา เมื่อจำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาแล้ว วันที่ 30 พฤศจิกายน 2549 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 มีคำสั่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ใส่กุญแจประตูทางเข้าบริเวณพื้นที่เช่าดังกล่าว โจทก์ไม่สามารถใช้สอยอาคารที่เช่าและเครื่องมือเครื่องจักรเพื่อผลิตสินค้าได้ตามปกติ หลังจากที่โจทก์ฟ้องคดีนี้แล้ว จำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์เป็นจำเลยเรื่องผิดสัญญาเช่าพื้นที่อาคารโรงงานต้นแบบและสัญญาให้บริการ ต่อศาลจังหวัดพระโขนง ศาลจังหวัดพระโขนงมีคำพิพากษาให้โจทก์ชำระค่าเช่าและค่าบริการแก่จำเลยที่ 1 ตามสำเนาคำพิพากษา คู่ความไม่อุทธรณ์ คดีถึงที่สุดแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องละเมิด เรียกค่าเสียหาย โดยบรรยายชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ใช้ให้พนักงานของจำเลยที่ 1 ใส่กุญแจประตูทางเข้าบริเวณที่เช่า เป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถเข้าออก ใช้สอยและผลิตสินค้าในที่เช่าได้ ซึ่งเป็นการรบกวนการครอบครองของโจทก์ เป็นการกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิด ต่อโจทก์โดยกระทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย และยอมรับว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลหน่วยงานของรัฐ จำเลยที่ 2 เป็นผู้อำนวยการซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ให้พนักงานของจำเลยที่ 1 กระทำการดังกล่าว แม้จะบรรยายในลักษณะว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำละเมิดก็ตาม จำเลยที่ 2 เป็นผู้แทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย การแสดงออกถึงวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 ย่อมผ่านทางจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้อำนวยการผู้รับผิดชอบโดยตรง กรณีต้องด้วยมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ที่บัญญัติให้หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ เช่นนี้ โจทก์ชอบที่จะฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐได้โดยตรง จำเลยที่ 2 ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ในขอบเขตของตนจึงไม่ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ ประกอบกับคำฟ้องของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 กระทำการนอกเหนือหน้าที่ขอบอำนาจของจำเลยที่ 1 แต่ประการใด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 (5) และ 167 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแก้ไขให้ถูกต้องได้

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ยื่นคำแก้อุทธรณ์และคำแก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้
opensearch_id
primary_black_case_no
พ400/2550
primary_red_case_no
พ36/2554
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000315.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.3276/2555
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2557