ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8445/2558
นายฉลอง เงินโพธิ์กลาง กับพวก
โจทก์
นางทองโรม เงินโพธิ์กลาง กับพวก
จำเลย
ป.พ.พ. มาตรา 150, มาตรา 1600, มาตรา 1750 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 11, มาตรา 12
แม้ พ.ร.บ. จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 11 และมาตรา 12 กำหนดให้ทางราชการออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ให้แก่สมาชิกนิคมที่ได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินซึ่งสมาชิกสามารถนำหนังสือดังกล่าวไปขอออกโฉนดหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ แต่ภายในห้าปีนับแต่วันได้รับโฉนดหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ผู้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินจะโอนที่ดินไปยังผู้อื่นไม่ได้ นอกจากตกทอดทางมรดกหรือโอนไปยังสหกรณ์ที่ตนเป็นสมาชิกอยู่แล้วแต่กรณี เมื่อที่ดินพิพาทยังไม่มีการออกโฉนดหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตาม พ.ร.บ. ดังกล่าว ที่ดินพิพาทจึงยังเป็นที่ดินของรัฐซึ่งราษฎรสามารถมีสิทธิครอบครองได้ และไม่มีกฎหมายห้ามโอนสิทธิครอบครองระหว่างราษฎรด้วยกัน เพียงแต่ราษฎรไม่สามารถยกการครอบครองขึ้นอ้างต่อรัฐได้เท่านั้น เมื่อราษฎรสามารถอ้างสิทธิครอบครองยันกันระหว่างราษฎรด้วยกันได้ และสิทธิในการครอบครองที่ดินพิพาทดังกล่าวจึงถือเป็นทรัพย์มรดกอย่างหนึ่ง
หลักจาก ข. ซึ่งเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทของสหกรณ์นิคมสวรรคโลก จำกัด และได้รับหนังสือแสดงการทำประโยชน์ในที่ดิน (กสน.5) ถึงแก่ความตาย ทายาทของ ข. ตกลงให้ใส่ชื่อจำเลยที่ 1 ใน กสน.5 ต่อมาจำเลยที่ 1 นำหนังสือดังกล่าวไปขอออกโฉนดจึงถือได้ว่าเป็นการดำเนินการแทนทายาทอื่น บันทึกข้อตกลงให้ความยินยอมในการแบ่งแยกโฉนดที่ดินที่จำเลยที่ 1 และบรรดาทายาทของ ข. ตกลงทำขึ้นเพื่อแบ่งแยกที่ดินพิพาทกัน จึงเป็นสัญญาแบ่งทรัพย์มรดกระหว่างทายาท ไม่ถือว่าเป็นการจงใจหลีกเลี่ยงข้อกำหนดห้ามโอนตามกฎหมายหรือมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามโดยชัดแจ้งตาม พ.ร.บ. จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 12 ย่อมไม่มีผลเป็นโมฆะและสามารถบังคับกันได้
___________________________
โจทก์ทั้งหกฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้เงินกู้แก่สหกรณ์นิคมศรีสำโรง จำกัด จดทะเบียนไถ่ถอนจำนอง และใส่ชื่อโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน 9 ไร่ ใส่ชื่อโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดิน 15 ไร่ หากไม่สามารถทำได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ทั้งหกเป็นเงิน 2,880,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ
จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันไถ่ถอนจำนองแล้วแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 6726 ตำบลคลองมะพลับ อำเภอศรีนคร จังหวัดสุโขทัย เฉพาะส่วนให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 9 ไร่ ให้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 6 รวม 15 ไร่ และโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์ทั้งหกตามส่วนดังกล่าว หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 198,000 บาท และแก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 6 รวมเป็นเงิน 333,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 มิถุนายน 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งหกโดยกำหนด ค่าทนายความ 6,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ (ที่ถูก โจทก์ทั้งหก) ชนะคดี
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องของโจทก์ทั้งหก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
โจทก์ทั้งหกฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์ที่ 1 จำเลยที่ 1 และนายไหล เป็นบุตรของนายขอน โจทก์ที่ 2 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายไหล ส่วนโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 6 เป็นบุตรของโจทก์ที่ 2 กับนายไหล ก่อนนายขอนถึงแก่ความตาย นายขอนได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทของสหกรณ์นิคมสวรรคโลก จำกัด และได้รับหนังสือแสดงการทำประโยชน์ในที่ดิน (กสน.5) ต่อมานายขอนถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทและยื่นคำขอหนังสือแสดงการทำประโยชน์ต่ออธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์และได้รับหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน. 5) และจำเลยที่ 1 ขอออกโฉนดที่ดินในเวลาต่อมา คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่นายขอนซึ่งเป็นผู้มีสิทธิครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินของสหกรณ์นิคมสวรรคโลกตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ในที่ดินของนิคมสหกรณ์ (กสน.5) ถึงแก่ความตาย สิทธิครอบครองดังกล่าวเป็นทรัพย์มรดกของนายขอนหรือไม่ และโจทก์ทั้งหกมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งในที่ดินพิพาทตามบันทึกข้อตกลงให้ความยินยอมในการแบ่งแยกโฉนดที่ดิน หรือไม่ เห็นว่า แม้ตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 11 และมาตรา 12 ได้กำหนดให้ทางราชการออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ให้แก่สมาชิกนิคมที่ได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดิน ซึ่งสมาชิกสามารถนำหนังสือดังกล่าวไปขอออกโฉนดหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ แต่ภายในห้าปีนับแต่วันได้รับโฉนดหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ผู้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินจะโอนที่ดินไปยังผู้อื่นไม่ได้ นอกจากตกทอดทางมรดกหรือโอนไปยังสหกรณ์ที่ตนเป็นสมาชิกอยู่แล้วแต่กรณี และขณะที่ที่ดินพิพาทยังไม่มีการออกโฉนดหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ที่ดินพิพาทจึงยังเป็นที่ดินของรัฐซึ่งราษฎรสามารถมีสิทธิครอบครองได้ และไม่มีกฎหมายห้ามโอนสิทธิครอบครองระหว่างราษฎรด้วยกันเพียงแต่ราษฎรไม่สามารถยกการครอบครองขึ้นอ้างต่อรัฐได้เท่านั้น แต่สามารถใช้ยันกันระหว่างราษฎรด้วยกันได้ สิทธิในการครอบครองที่ดินพิพาทดังกล่าวจึงถือเป็นทรัพย์มรดกอย่างหนึ่ง ข้อเท็จจริงได้ความตามคำเบิกความของนายธีรพล ผู้อำนวยการสหกรณ์นิคมสวรรคโลก จำกัด ว่าเมื่อนายขอนถึงแก่ความตายที่ดินพิพาทยังไม่ได้มีการไปขอออกโฉนด เท่ากับว่าที่ดินดังกล่าวยังคงเป็นของสหกรณ์นิคมสวรรคโลก จำกัด อยู่ ทางสหกรณ์จึงได้แจ้งให้ทายาทของนายขอนเข้าสวมสิทธิโดยให้ตกลงกันเองว่าจะให้คนใดเข้ามาใส่ชื่อใน กสน.5 ก่อนเพียงคนเดียวซึ่งเป็นแนวปฏิบัติของสหกรณ์ ศูนย์ดำรงธรรมและสหกรณ์ได้เรียกทายาทของนายขอนมาไกล่เกลี่ยเรื่องที่ดินดังกล่าว และร้อยตรีอภิวัฒน์ เป็นพยานในข้อตกลงการให้ความยินยอมในการแบ่งแยกโฉนดที่ดินดังกล่าวตาม ซึ่งพยานดังกล่าวเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ปรากฏว่ามีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง เมื่อพิจารณาประกอบกับหนังสือที่โจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 ร่วมกันลงลายมือชื่อถึงหัวหน้าสหกรณ์นิคมสวรรคโลก จำกัด เพื่อขอให้แบ่งแยกที่ดินและเอกสาร ซึ่งแสดงให้เห็นการดำเนินการแก้ไขปัญหาตามลำดับแล้วจึงมีน้ำหนักในการรับฟัง ส่วนที่จำเลยที่ 1 เบิกความอ้างว่า เจ้าหน้าที่สหกรณ์นิคมสวรรคโลก จำกัด นำกระดาษเปล่ามาให้จำเลยที่ 1 ลงชื่อแล้วพูดว่าหากไม่ลงชื่อ ผู้ว่าราชการจังหวัดจะยึดโฉนดคืนจำเลยที่ 1 จึงลงลายมือชื่อ หลังจากโอนที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 แล้วจึงมาทราบว่ามีบันทึกการแบ่งแยกที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 1 และนายไหลตามบันทึกข้อตกลงนั้น คงมีแต่คำเบิกความของจำเลยที่ 1 เพียงลอย ๆ มีน้ำหนักน้อย ข้อเท็จจริงเชื่อได้ว่า หลังจากที่นายขอนถึงแก่ความตาย ทายาทของนายขอนได้ตกลงให้ใส่ชื่อจำเลยที่ 1 ใน กสน.5 การที่จำเลยที่ 1 มีชื่อใน กสน.5 ดังกล่าวและต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ขอออก เป็นโฉนดจึงถือได้ว่าเป็นการถือแทนทายาทอื่น ๆ ของนายขอน และต่อมาได้มีการทำบันทึกข้อตกลงการให้ความยินยอมในการแบ่งแยกโฉนดที่ดินจริงตามบันทึกข้อตกลง ข้อตกลงในการแบ่งที่ดินตามโฉนดดังกล่าวจึงเป็นสัญญาแบ่งทรัพย์มรดกระหว่างทายาทและไม่ถือว่าเป็นการจงใจหลีกเลี่ยงข้อกำหนดห้ามโอนตามกฎหมาย หรือมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามโดยชัดแจ้งตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 12 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า "ภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้รับโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดิน ผู้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินจะโอนที่ดินนั้นไปยังผู้อื่นไม่ได้ นอกจากการตกทอดโดยทางมรดกหรือโอนไปยังสหกรณ์ที่ตนเป็นสมาชิกอยู่แล้วแต่กรณีภายในกำหนดระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง ที่ดินนั้นไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี" ย่อมไม่มีผลเป็นโมฆะและสามารถบังคับกันได้ จำเลยที่ 1 จึงต้องผูกพันแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งหกตามบันทึกข้อตกลงในการแบ่งแยกโฉนดที่ดินดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งหกฟังขึ้น
พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
(สุภกิจ กิตสัมบันท์-โสฬส สุวรรณเนตร์-วิวัธน ทองลงยา)
ศาลจังหวัดสวรรคโลก - นางสาวจันทนา วัชรเสถียร
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายทวีศักดิ์ จิวะวิทูรกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ