คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 400/2557 ฉบับเต็ม

#586534
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 400/2557 นายอำนวย สังวาลย์ไพร โจทก์ นายอภินันท์ สังวาลย์ไพร ในฐานะทายาทโดยธรรม กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 148 ในคดีก่อน คำฟ้องของโจทก์ยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า ส. ซึ่งเป็นภริยาของบุตร ท. สัญญายกที่ดินพิพาทให้โจทก์ ส่วนฟ้องของโจทก์คดีนี้เป็นการยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์แต่ต้นโดยได้รับการให้จาก ท. มารดาของโจทก์ ถึงแม้คำขอของโจทก์ในคดีก่อนและคดีนี้จะขอให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งเหมือนกันก็ตาม ก็ยังถือไม่ได้ว่าประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยในคดีก่อนกับประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัยในคดีนี้อาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนและไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 63986 ดังกล่าวทางด้านทิศเหนือเนื้อที่ 16 ไร่ 91.5 ตารางวาให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 966/2549 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยาน ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษา ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงยุติตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 966/2549 ของศาลชั้นต้น โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้แบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 63986 ตำบลขุนทะเล อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง เนื้อที่ 16 ไร่ 91.5 ตารางวา ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์มิได้อุทธรณ์ คดีถึงที่สุด มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า ในคดีก่อนโจทก์ฟ้องว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค.3) เลขที่ 801 นางเสน่ห์ มารดาของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสมาชิกนิคมสร้างตนเองขุนทะเลยกให้โจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่ง และทำบันทึกให้ถ้อยคำตกลงยินยอมต่อนิคมสร้างตนเองขุนทะเลว่าหากที่ดินพิพาททางราชการออกโฉนดแล้วจะแบ่งแยกให้แก่โจทก์ ตามบันทึกข้อตกลงฉบับลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2540 ปี 2544 ทางราชการออกโฉนดที่ดินพิพาทเลขที่ 63986 ต่อมาปี 2547 นางเสน่ห์ถึงแก่ความตาย โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองไปแบ่งแยกที่ดินพิพาทแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นการยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่านางเสน่ห์สัญญายกที่ดินพิพาทให้โจทก์ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองว่า นางทา นายบุญหลง และโจทก์ร่วมกันเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี 2493 ต่อมาปี 2511 ทางราชการประกาศให้เป็นเขตนิคมสร้างตนเองขุนทะเล ก่อนที่นางทาถึงแก่ความตายในปี 2526 ได้ยกที่ดินพิพาทให้โจทก์และนายบุญหลงคนละกึ่งหนึ่ง โจทก์และนายบุญหลงแยกการครอบครองที่ดินพิพาทอย่างเป็นส่วนสัดตลอดมาโดยโจทก์ครอบครองด้านทิศเหนือ นายบุญหลงครอบครองด้านทิศใต้ หลังจากนั้นนายบุญหลงไม่สามารถประกอบกิจการงานได้และเป็นคนพิการ โจทก์จึงยินยอมให้นางเสน่ห์ภริยานายบุญหลงเข้าเป็นสมาชิกนิคมสร้างตนเองขุนทะเลแทนนางทา โดยนางเสน่ห์ยอมรับว่าโจทก์เป็นเจ้าของรวมที่ดินที่พิพาทกึ่งหนึ่ง หากทางราชการออกโฉนดที่ดินแล้วจะแบ่งแยกที่ดินให้โจทก์กึ่งหนึ่ง ปรากฏตามบันทึกถ้อยคำรับรองข้อตกลงยินยอมในการแบ่งแยกที่ดินของนางเสน่ห์ สมาชิกนิคมขุนทะเล เมื่อได้รับโฉนดที่ดินและครบกำหนดเวลามีสิทธิ์ที่จะแบ่งแยกได้ออกเป็น 2 ส่วน เท่ากัน ต่อเจ้าหน้าที่นิคมสร้างตนเองขุนทะเลและหนังสือแสดงการทำประโยชน์ ต่อมาทางราชการออกโฉนดที่ดินเลขที่ 63986 ให้แก่นางเสน่ห์ และมีกำหนดห้ามโอน 5 ปี เมื่อพ้นกำหนดแล้ว โจทก์บอกกล่าวจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นทายาทของนางเสน่ห์แบ่งแยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ฟ้องของโจทก์คดีนี้เป็นการยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์มาแต่ต้นโดยได้รับการให้จากนางทามารดาของโจทก์ ถึงแม้คำขอของโจทก์ในคดีก่อนและคดีนี้จะขอให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 63986 ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งเหมือนกันก็ตาม ก็ยังถือไม่ได้ว่าประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยในคดีก่อนกับประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัยในคดีนี้อาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่ง หมายเลขแดงที่ 966/2549 ของศาลชั้นต้นและไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 กับคำสั่งงดสืบพยานของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ (ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์-ศรีอัมพร ศาลิคุปต์-สุทธิโชค เทพไตรรัตน์) ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี - นายสุชาติ สุทธิปัญญา ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นางกฤษณี เยพิทักษ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1454/2553 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ156/2550 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ635/2550 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
586534
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี",
        "judge": "นายสุชาติ สุทธิปัญญา"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 8",
        "judge": "นางกฤษณี เยพิทักษ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081978847"
    }
}
date
2557
deka_no
400/2557
deka_running_no
400
deka_year
2557
department
แผนก
judges
[
    "ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์",
    "ศรีอัมพร ศาลิคุปต์",
    "สุทธิโชค เทพไตรรัตน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 148"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายอำนวย สังวาลย์ไพร"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "นายอภินันท์ สังวาลย์ไพร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ในฐานะทายาทโดยธรรม กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 63986 ดังกล่าวทางด้านทิศเหนือเนื้อที่ 16 ไร่ 91.5 ตารางวาให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 966/2549 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษา ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงยุติตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 966/2549 ของศาลชั้นต้น โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้แบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 63986 ตำบลขุนทะเล อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง เนื้อที่ 16 ไร่ 91.5 ตารางวา ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์มิได้อุทธรณ์ คดีถึงที่สุด มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า ในคดีก่อนโจทก์ฟ้องว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค.3) เลขที่ 801 นางเสน่ห์ มารดาของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสมาชิกนิคมสร้างตนเองขุนทะเลยกให้โจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่ง และทำบันทึกให้ถ้อยคำตกลงยินยอมต่อนิคมสร้างตนเองขุนทะเลว่าหากที่ดินพิพาททางราชการออกโฉนดแล้วจะแบ่งแยกให้แก่โจทก์ ตามบันทึกข้อตกลงฉบับลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2540 ปี 2544 ทางราชการออกโฉนดที่ดินพิพาทเลขที่ 63986 ต่อมาปี 2547 นางเสน่ห์ถึงแก่ความตาย โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองไปแบ่งแยกที่ดินพิพาทแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นการยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่านางเสน่ห์สัญญายกที่ดินพิพาทให้โจทก์ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองว่า นางทา นายบุญหลง และโจทก์ร่วมกันเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี 2493 ต่อมาปี 2511 ทางราชการประกาศให้เป็นเขตนิคมสร้างตนเองขุนทะเล ก่อนที่นางทาถึงแก่ความตายในปี 2526 ได้ยกที่ดินพิพาทให้โจทก์และนายบุญหลงคนละกึ่งหนึ่ง โจทก์และนายบุญหลงแยกการครอบครองที่ดินพิพาทอย่างเป็นส่วนสัดตลอดมาโดยโจทก์ครอบครองด้านทิศเหนือ นายบุญหลงครอบครองด้านทิศใต้ หลังจากนั้นนายบุญหลงไม่สามารถประกอบกิจการงานได้และเป็นคนพิการ โจทก์จึงยินยอมให้นางเสน่ห์ภริยานายบุญหลงเข้าเป็นสมาชิกนิคมสร้างตนเองขุนทะเลแทนนางทา โดยนางเสน่ห์ยอมรับว่าโจทก์เป็นเจ้าของรวมที่ดินที่พิพาทกึ่งหนึ่ง หากทางราชการออกโฉนดที่ดินแล้วจะแบ่งแยกที่ดินให้โจทก์กึ่งหนึ่ง ปรากฏตามบันทึกถ้อยคำรับรองข้อตกลงยินยอมในการแบ่งแยกที่ดินของนางเสน่ห์ สมาชิกนิคมขุนทะเล เมื่อได้รับโฉนดที่ดินและครบกำหนดเวลามีสิทธิ์ที่จะแบ่งแยกได้ออกเป็น 2 ส่วน เท่ากัน ต่อเจ้าหน้าที่นิคมสร้างตนเองขุนทะเลและหนังสือแสดงการทำประโยชน์ ต่อมาทางราชการออกโฉนดที่ดินเลขที่ 63986 ให้แก่นางเสน่ห์ และมีกำหนดห้ามโอน 5 ปี เมื่อพ้นกำหนดแล้ว โจทก์บอกกล่าวจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นทายาทของนางเสน่ห์แบ่งแยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ฟ้องของโจทก์คดีนี้เป็นการยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์มาแต่ต้นโดยได้รับการให้จากนางทามารดาของโจทก์ ถึงแม้คำขอของโจทก์ในคดีก่อนและคดีนี้จะขอให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 63986 ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งเหมือนกันก็ตาม ก็ยังถือไม่ได้ว่าประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยในคดีก่อนกับประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัยในคดีนี้อาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่ง หมายเลขแดงที่ 966/2549 ของศาลชั้นต้นและไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 กับคำสั่งงดสืบพยานของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ156/2550
primary_red_case_no
พ635/2550
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000348.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1454/2553
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2557