คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6101/2558 ฉบับเต็ม

#586548
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6101/2558 บริษัทแอล พี แลนด์ แอนด์เฮ้าส์ซิ่งดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด โจทก์ นางสาวลลิษา มหาเจริญ จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 420 ป.วิ.พ. มาตรา 55, มาตรา 271 โจทก์บรรยายฟ้องโดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยนำพวกและบริวารบุกรุกเข้ามาในโรงแรมของโจทก์ รื้อค้นปิดล็อกประตูห้องทำงานของพนักงานและสั่งให้พนักงานของโจทก์เปิดห้องเพื่อให้บริวารของจำเลยเข้าพัก สั่งอาหาร เครื่องดื่มแล้วไม่ยอมจ่ายเงิน ทั้งมีการข่มขู่เอาเงินจากพนักงานของโจทก์ไปและแสดงตัวว่าจำเลยเป็นเจ้าของกิจการ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยชดใช้ค่าห้องพัก ค่าอาหารและเรียกเงินที่จำเลยเอาไปจากพนักงานของโจทก์ ตามข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวแสดงว่า โจทก์ประสงค์จะฟ้องจำเลยให้รับผิดในมูลละเมิดที่ทำให้โจทก์ฐานะเจ้าของและผู้ครอบครองโรงแรมเสียหาย หาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทโจทก์ที่ต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีเดิมที่ว่า จำเลยเป็นผู้ถือหุ้นของโจทก์ที่ศาลฎีกาพิพากษาให้หุ้นกลับคืนเป็นของจำเลย และต้องพิจารณาถึงอำนาจของผู้ฟ้องคดีว่าต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในกิจการโรงแรมหรือเป็นผู้ถือหุ้นตามจำนวนเสียงข้างมาก หรือเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ดังข้อฎีกาของจำเลยแต่อย่างใด ประกอบกับหลังศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีดังกล่าวให้หุ้นกลับคืนเป็นของจำเลยแล้ว ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าได้มีการจดแจ้งการโอนชื่อจำเลยลงในทะเบียนผู้ถือหุ้นแต่อย่างใด เมื่อการฟ้องคดีของโจทก์ได้กระทำโดยผู้รับมอบอำนาจฟ้องคดี ทั้งตามคำฟ้องโจทก์มิได้ประสงค์ให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้ถือหุ้นโจทก์ หรือเกี่ยวกับการบริหารกิจการโจทก์ที่ต้องอาศัยผลของคำพิพากษาศาลฎีกาดังข้ออ้างของจำเลยตามที่กล่าว แต่เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับผิดในมูลละเมิดที่โจทก์ฐานะเจ้าของและผู้ครอบครองโรงแรมอ้างว่าจำเลยกับพวกกระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมาย เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงเป็นผู้ถูกโต้แย้งสิทธิและมีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ แม้ว่าจำเลยจะชนะคดีและเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีที่จำเลยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์กับพวกเป็นจำเลยตามคำพิพากษาศาลฎีกาก็ตาม แต่จำเลยมีสิทธิอย่างไรตามคำพิพากษาดังกล่าว ก็ชอบที่ต้องไปดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือต้องไปว่ากล่าวฟ้องร้องเอากับโจทก์อีกส่วนต่างหาก การที่จำเลยพาพวกและบริวารบุกรุกเข้าไปในโรงแรมของโจทก์โดยพลการ จึงเป็นการกระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมาย ทำให้โจทก์เสียหายอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 389,651.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยและบริวารออกไปจากโรงแรมของโจทก์และห้ามเกี่ยวข้องกับกิจการของโจทก์ทั้งหมด จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 338,625.18 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2549) จนกว่าชำระเสร็จ และให้จำเลยพร้อมบริวารออกไปจากโรงแรมซิกมารีสอร์ทคลับของโจทก์ ห้ามเกี่ยวข้องในกิจการของโจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 8,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 8,000 บาท แทนโจทก์ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องโดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยนำพวกและบริวารบุกรุกเข้ามาในโรงแรมของโจทก์ รื้อค้น ปิดล็อกประตูห้องทำงานของพนักงานและสั่งให้พนักงานของโจทก์เปิดห้องเพื่อให้บริวารของจำเลยเข้าพัก สั่งอาหาร เครื่องดื่มแล้วไม่ยอมจ่ายเงิน ทั้งมีการข่มขู่เอาเงินจากพนักงานของโจทก์ไปและแสดงตัวว่าจำเลยเป็นเจ้าของกิจการ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยชดใช้ค่าห้องพัก ค่าอาหารและเรียกเงินที่จำเลยเอาไปจากพนักงานของโจทก์ จะเห็นได้ว่า ตามข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวแสดงว่า โจทก์ประสงค์จะฟ้องจำเลยให้รับผิดในมูลละเมิดที่ทำให้โจทก์ในฐานะเจ้าของและผู้ครอบครองโรงแรมเสียหาย หาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทโจทก์ที่ต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีเดิมที่ว่า จำเลยเป็นผู้ถือหุ้นของโจทก์จำนวน 940 หุ้น จากหุ้นโจทก์ทั้งหมด 1,000 หุ้น ที่ศาลฎีกาพิพากษาให้หุ้นกลับคืนเป็นของจำเลย และต้องพิจารณาถึงอำนาจของผู้ฟ้องคดีว่าต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในกิจการโรงแรม หรือเป็นผู้ถือหุ้นตามจำนวนเสียงข้างมาก หรือเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ดังข้อฎีกาของจำเลยแต่อย่างใด ประกอบกับหลังศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีดังกล่าวให้หุ้นกลับคืนเป็นของจำเลยแล้วไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ได้มีการจดแจ้งการโอนชื่อจำเลยลงในทะเบียนผู้ถือหุ้นแต่อย่างใด เมื่อการฟ้องคดีของโจทก์ได้กระทำโดยนายทรงวิทย์ และนายกิตติ ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันโจทก์ในขณะยื่นฟ้อง และในการฟ้องคดีบุคคลทั้งสองได้มอบอำนาจให้นางธนาภรณ์ เป็นผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทน ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ทั้งตามคำฟ้องโจทก์มิได้ประสงค์ให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้ถือหุ้นโจทก์ หรือเกี่ยวกับการบริหารกิจการโจทก์ที่ต้องอาศัยผลของคำพิพากษาศาลฎีกาดังข้ออ้างของจำเลยตามที่กล่าว แต่เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับผิดในมูลละเมิดที่โจทก์ฐานะเจ้าของและผู้ครอบครองโรงแรมอ้างว่าจำเลยกับพวกกระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมาย เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงเป็นผู้ถูกโต้แย้งสิทธิและมีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า การกระทำของจำเลยและบริวารเป็นการละเมิดต่อโจทก์ หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องโดยมีคำขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจากการที่จำเลยและบริวารกระทำการละเมิดต่อโจทก์ โดยโจทก์นำสืบว่า จำเลยพาพวกซึ่งเป็นบริวารของจำเลยประมาณ 30 คน บุกรุกเข้าไปในโรงแรมของโจทก์ ในสำนักงาน และห้องผู้จัดการและบังคับให้พนักงานมอบกุญแจให้เพื่อนำไปเปิดห้องพัก 12 ห้องให้บริวารของจำเลยพักพร้อมสั่งอาหารและเครื่องดื่ม และยังบังคับให้พนักงานของโจทก์มอบเงินสดให้เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ส่วนจำเลยหาได้นำสืบหักล้าง หรือปฏิเสธว่า มิได้กระทำการดังที่โจทก์กล่าวหา ทั้งจำเลยก็รับมาในฎีกาชัดเจนว่า เหตุที่ต้องดำเนินการดังกล่าวตามที่โจทก์ฟ้องมานั้นก็เพราะว่าเป็นการใช้สิทธิโดยชอบธรรมตามกฎหมายสารบัญญัติเพื่อป้องกันความเสียหายของจำเลย และเพื่อให้โจทก์โอนหุ้นกลับคืนมาเป็นของจำเลย บ่งชี้ว่า จำเลยกระทำการตามคำฟ้องจริงเพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีเดิม ซึ่งแม้ว่าจำเลยจะชนะคดีและเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีที่จำเลยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์กับพวกเป็นจำเลย ตามคำพิพากษาศาลฎีกา ก็ตาม แต่จำเลยมีสิทธิอย่างไรตามคำพิพากษาดังกล่าว ก็ชอบที่ต้องไปดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษา หรือต้องไปว่ากล่าวฟ้องร้องเอากับโจทก์อีกส่วนต่างหาก การที่จำเลยพาพวกและบริวารบุกรุกเข้าไปในโรงแรมของโจทก์โดยพลการ จึงเป็นการกระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมาย ทำให้โจทก์เสียหายอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ส่วนปัญหาค่าเสียหายมีเพียงใดนั้น เห็นว่า ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยโดยให้เหตุผลเพื่อกำหนดค่าเสียหายทั้งในส่วนของห้องพัก ซึ่งรวมถึงค่าห้องพัก ค่าอาหารและค่าเครื่องดื่มภายในห้องพักเป็นเงิน 279,010.18 บาท กับค่าอาหารในร้านอาหารในโรงแรมของโจทก์เป็นเงิน 55,274 บาท เหมาะสมแล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก ส่วนค่าเสียหายที่จำเลยเอาเงินไปจากพนักงานของโจทก์ซึ่งเป็นเงินในห้องอาหารในโรงแรมและเงินจากส่วนบริการส่วนหน้าของโรงแรมนั้น โจทก์ฟ้องเรียกมาเป็นเงิน 3,260.18 บาท แต่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้เป็นเงิน 4,341 บาท จึงเกินไปกว่าที่ระบุมาในฟ้องไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง และเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) จึงกำหนดให้เป็นเงิน 3,260.18 บาท ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยชำระเงิน 337,544.36 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (วาสนา หงส์เจริญ -วิรุฬห์ แสงเทียน-ปิยกุล บุญเพิ่ม) ศาลจังหวัดพัทยา - นายประทีป ทับอัตตานนท์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นางสาวนันทวัน เจริญชาศรี แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก พาณิชย์และเศรษฐกิจ หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พณ.323/2553 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ384/2549 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ1489/2549 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
586548
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดพัทยา",
        "judge": "นายประทีป ทับอัตตานนท์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 2",
        "judge": "นางสาวนันทวัน เจริญชาศรี"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081971251"
    }
}
date
2558
deka_no
6101/2558
deka_running_no
6101
deka_year
2558
department
พาณิชย์และเศรษฐกิจ
judges
[
    "วาสนา หงส์เจริญ",
    "วิรุฬห์ แสงเทียน",
    "ปิยกุล บุญเพิ่ม"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 420"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 55",
            "ม. 271"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "บริษัทแอล พี แลนด์"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "แอนด์เฮ้าส์ซิ่งดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวลลิษา มหาเจริญ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 389,651.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยและบริวารออกไปจากโรงแรมของโจทก์และห้ามเกี่ยวข้องกับกิจการของโจทก์ทั้งหมด

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 338,625.18 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2549) จนกว่าชำระเสร็จ และให้จำเลยพร้อมบริวารออกไปจากโรงแรมซิกมารีสอร์ทคลับของโจทก์ ห้ามเกี่ยวข้องในกิจการของโจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 8,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 8,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องโดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยนำพวกและบริวารบุกรุกเข้ามาในโรงแรมของโจทก์ รื้อค้น ปิดล็อกประตูห้องทำงานของพนักงานและสั่งให้พนักงานของโจทก์เปิดห้องเพื่อให้บริวารของจำเลยเข้าพัก สั่งอาหาร เครื่องดื่มแล้วไม่ยอมจ่ายเงิน ทั้งมีการข่มขู่เอาเงินจากพนักงานของโจทก์ไปและแสดงตัวว่าจำเลยเป็นเจ้าของกิจการ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยชดใช้ค่าห้องพัก ค่าอาหารและเรียกเงินที่จำเลยเอาไปจากพนักงานของโจทก์ จะเห็นได้ว่า ตามข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวแสดงว่า โจทก์ประสงค์จะฟ้องจำเลยให้รับผิดในมูลละเมิดที่ทำให้โจทก์ในฐานะเจ้าของและผู้ครอบครองโรงแรมเสียหาย หาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทโจทก์ที่ต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีเดิมที่ว่า จำเลยเป็นผู้ถือหุ้นของโจทก์จำนวน 940 หุ้น จากหุ้นโจทก์ทั้งหมด 1,000 หุ้น ที่ศาลฎีกาพิพากษาให้หุ้นกลับคืนเป็นของจำเลย และต้องพิจารณาถึงอำนาจของผู้ฟ้องคดีว่าต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในกิจการโรงแรม หรือเป็นผู้ถือหุ้นตามจำนวนเสียงข้างมาก หรือเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ดังข้อฎีกาของจำเลยแต่อย่างใด ประกอบกับหลังศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีดังกล่าวให้หุ้นกลับคืนเป็นของจำเลยแล้วไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ได้มีการจดแจ้งการโอนชื่อจำเลยลงในทะเบียนผู้ถือหุ้นแต่อย่างใด เมื่อการฟ้องคดีของโจทก์ได้กระทำโดยนายทรงวิทย์ และนายกิตติ ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันโจทก์ในขณะยื่นฟ้อง และในการฟ้องคดีบุคคลทั้งสองได้มอบอำนาจให้นางธนาภรณ์ เป็นผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทน ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ทั้งตามคำฟ้องโจทก์มิได้ประสงค์ให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้ถือหุ้นโจทก์ หรือเกี่ยวกับการบริหารกิจการโจทก์ที่ต้องอาศัยผลของคำพิพากษาศาลฎีกาดังข้ออ้างของจำเลยตามที่กล่าว แต่เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับผิดในมูลละเมิดที่โจทก์ฐานะเจ้าของและผู้ครอบครองโรงแรมอ้างว่าจำเลยกับพวกกระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมาย เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงเป็นผู้ถูกโต้แย้งสิทธิและมีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า การกระทำของจำเลยและบริวารเป็นการละเมิดต่อโจทก์ หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องโดยมีคำขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจากการที่จำเลยและบริวารกระทำการละเมิดต่อโจทก์ โดยโจทก์นำสืบว่า จำเลยพาพวกซึ่งเป็นบริวารของจำเลยประมาณ 30 คน บุกรุกเข้าไปในโรงแรมของโจทก์ ในสำนักงาน และห้องผู้จัดการและบังคับให้พนักงานมอบกุญแจให้เพื่อนำไปเปิดห้องพัก 12 ห้องให้บริวารของจำเลยพักพร้อมสั่งอาหารและเครื่องดื่ม และยังบังคับให้พนักงานของโจทก์มอบเงินสดให้เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ส่วนจำเลยหาได้นำสืบหักล้าง หรือปฏิเสธว่า มิได้กระทำการดังที่โจทก์กล่าวหา ทั้งจำเลยก็รับมาในฎีกาชัดเจนว่า เหตุที่ต้องดำเนินการดังกล่าวตามที่โจทก์ฟ้องมานั้นก็เพราะว่าเป็นการใช้สิทธิโดยชอบธรรมตามกฎหมายสารบัญญัติเพื่อป้องกันความเสียหายของจำเลย และเพื่อให้โจทก์โอนหุ้นกลับคืนมาเป็นของจำเลย บ่งชี้ว่า จำเลยกระทำการตามคำฟ้องจริงเพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีเดิม ซึ่งแม้ว่าจำเลยจะชนะคดีและเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีที่จำเลยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์กับพวกเป็นจำเลย ตามคำพิพากษาศาลฎีกา ก็ตาม แต่จำเลยมีสิทธิอย่างไรตามคำพิพากษาดังกล่าว ก็ชอบที่ต้องไปดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษา หรือต้องไปว่ากล่าวฟ้องร้องเอากับโจทก์อีกส่วนต่างหาก การที่จำเลยพาพวกและบริวารบุกรุกเข้าไปในโรงแรมของโจทก์โดยพลการ จึงเป็นการกระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมาย ทำให้โจทก์เสียหายอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ส่วนปัญหาค่าเสียหายมีเพียงใดนั้น เห็นว่า ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยโดยให้เหตุผลเพื่อกำหนดค่าเสียหายทั้งในส่วนของห้องพัก ซึ่งรวมถึงค่าห้องพัก ค่าอาหารและค่าเครื่องดื่มภายในห้องพักเป็นเงิน 279,010.18 บาท กับค่าอาหารในร้านอาหารในโรงแรมของโจทก์เป็นเงิน 55,274 บาท เหมาะสมแล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก ส่วนค่าเสียหายที่จำเลยเอาเงินไปจากพนักงานของโจทก์ซึ่งเป็นเงินในห้องอาหารในโรงแรมและเงินจากส่วนบริการส่วนหน้าของโรงแรมนั้น โจทก์ฟ้องเรียกมาเป็นเงิน 3,260.18 บาท แต่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้เป็นเงิน 4,341 บาท จึงเกินไปกว่าที่ระบุมาในฟ้องไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง และเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) จึงกำหนดให้เป็นเงิน 3,260.18 บาท ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยชำระเงิน 337,544.36 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ384/2549
primary_red_case_no
พ1489/2549
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000282.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พณ.323/2553
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558