คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7289/2558 ฉบับเต็ม

#586559
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7289/2558 พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น โจทก์ นายสี นามไพร จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 15, มาตรา 176 วรรคหนึ่ง, มาตรา 186 (9), มาตรา 195 วรรคสอง ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 334, 336 ทวิ และมีคำขอให้จำเลยคืนโครงหลังคาเหล็กของโรงงานและอุปกรณ์ส่วนควบของอาคารโรงงานหรือใช้ราคาแก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดและราคาทรัพย์ใช้แทนย่อมรับฟังเป็นยุติตามฟ้อง จำเลยยื่นอุทธรณ์ว่า จำเลยมิได้รับว่าจำเลยกระทำโดยทุจริตและโรงเรือนมีสภาพเก่ามีราคาเพียง 50,000 บาท จึงเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นนอกจากที่จำเลยให้การรับสารภาพและเป็นการอุทธรณ์ข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลชั้นต้นมิได้มีคำวินิจฉัยในเรื่องคำขอส่วนแพ่ง คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 186 (9) แม้โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 336 ทวิ ให้จำเลยคืนโครงหลังคาเหล็กของโรงงานและอุปกรณ์ส่วนควบของอาคารโรงงานหรือใช้ราคาเป็นเงิน 8,448,180 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุก 4 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 3 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนโครงหลังคาเหล็กของโรงงานและอุปกรณ์ส่วนควบของอาคารโรงงานหรือใช้ราคาเป็นเงิน 8,448,180 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยยื่นอุทธรณ์ว่าจำเลยมิได้รับว่าจำเลยกระทำโดยทุจริต เนื่องจากพนักงานของผู้เสียหายหลอกขายโรงเรือนไม้ให้จำเลย จำเลยเข้ารื้อถอนโรงเรือนตามสัญญา จึงเป็นการกระทำโดยสุจริตและโรงเรือนมีสภาพเก่าราคาเพียง 50,000 บาท มิใช่ 8,448,180 บาท หากศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยในประเด็นนี้แล้ว จะทราบข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดโดยเจตนาทุจริต การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รับวินิจฉัยให้จึงไม่ชอบและศาลชั้นต้นไม่ได้มีคำพิพากษาในคำขอส่วนแพ่ง เมื่อโจทก์ไม่อุทธรณ์จึงถือว่าโจทก์ไม่ติดใจ คำพิพากษาในส่วนแพ่งจึงยุติ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยใช้ราคาในส่วนแพ่งแก่ผู้เสียหายอีก จึงเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 336 ทวิ และมีคำขอให้จำเลยคืนโครงหลังคาเหล็กของโรงงานและอุปกรณ์ส่วนควบของอาคารโรงงานหรือใช้ราคาเป็นเงิน 8,448,180 บาท แก่ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นคำขอส่วนแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่โจทก์ฟ้อง เมื่อศาลชั้นต้นสอบคำให้การและจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องของโจทก์ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดและราคาทรัพย์ใช้แทนย่อมรับฟังเป็นยุติตามฟ้อง อุทธรณ์ในข้อนี้ของจำเลยจึงเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นนอกจากที่จำเลยให้การรับสารภาพและเป็นการอุทธรณ์ข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รับวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวจึงชอบแล้วและเมื่อคำฟ้องของโจทก์มีคำขอให้จำเลยคืนโครงหลังคาเหล็กของโรงงานและอุปกรณ์ส่วนควบของอาคารโรงงานหรือใช้ราคาเป็นเงิน 8,448,180 บาท แก่ผู้เสียหายด้วย แต่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำวินิจฉัยในเรื่องคำขอส่วนแพ่ง คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (9) แม้โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ไม่ใช่เรื่องที่ศาลชั้นต้นมีคำวินิจฉัยแล้วโจทก์ไม่ยื่นอุทธรณ์อันจะถือว่าโจทก์ไม่ติดใจ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยคืนโครงหลังคาเหล็กของโรงงานและอุปกรณ์ส่วนควบของอาคารโรงงานหรือใช้ราคาเป็นเงิน 8,448,180 บาท แก่ผู้เสียหายนั้น จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว พิพากษายืน (สมจิตร์ ทองศรี-ถมรัตน์ เลิศไพรวัน-สมชาติ ธัญญาวินิชกุล) ศาลจังหวัดขอนแก่น - นายเชิดพันธุ์ อุปนิสากร ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายวิชัย ศิริแสงทอง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1103/2558 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ2223/2556 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ154/2557 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
586559
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดขอนแก่น",
        "judge": "นายเชิดพันธุ์ อุปนิสากร"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายวิชัย ศิริแสงทอง"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081970482"
    }
}
date
2558
deka_no
7289/2558
deka_running_no
7289
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "สมจิตร์ ทองศรี",
    "ถมรัตน์ เลิศไพรวัน",
    "สมชาติ ธัญญาวินิชกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 15",
            "ม. 176 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 186 (9)",
            "ม. 195 วรรคสอง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 225 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสี นามไพร"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 336 ทวิ ให้จำเลยคืนโครงหลังคาเหล็กของโรงงานและอุปกรณ์ส่วนควบของอาคารโรงงานหรือใช้ราคาเป็นเงิน 8,448,180 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุก 4 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 3 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนโครงหลังคาเหล็กของโรงงานและอุปกรณ์ส่วนควบของอาคารโรงงานหรือใช้ราคาเป็นเงิน 8,448,180 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยยื่นอุทธรณ์ว่าจำเลยมิได้รับว่าจำเลยกระทำโดยทุจริต เนื่องจากพนักงานของผู้เสียหายหลอกขายโรงเรือนไม้ให้จำเลย จำเลยเข้ารื้อถอนโรงเรือนตามสัญญา จึงเป็นการกระทำโดยสุจริตและโรงเรือนมีสภาพเก่าราคาเพียง 50,000 บาท มิใช่ 8,448,180 บาท หากศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยในประเด็นนี้แล้ว จะทราบข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดโดยเจตนาทุจริต การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รับวินิจฉัยให้จึงไม่ชอบและศาลชั้นต้นไม่ได้มีคำพิพากษาในคำขอส่วนแพ่ง เมื่อโจทก์ไม่อุทธรณ์จึงถือว่าโจทก์ไม่ติดใจ คำพิพากษาในส่วนแพ่งจึงยุติ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยใช้ราคาในส่วนแพ่งแก่ผู้เสียหายอีก จึงเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 336 ทวิ และมีคำขอให้จำเลยคืนโครงหลังคาเหล็กของโรงงานและอุปกรณ์ส่วนควบของอาคารโรงงานหรือใช้ราคาเป็นเงิน 8,448,180 บาท แก่ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นคำขอส่วนแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่โจทก์ฟ้อง เมื่อศาลชั้นต้นสอบคำให้การและจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องของโจทก์ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดและราคาทรัพย์ใช้แทนย่อมรับฟังเป็นยุติตามฟ้อง อุทธรณ์ในข้อนี้ของจำเลยจึงเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นนอกจากที่จำเลยให้การรับสารภาพและเป็นการอุทธรณ์ข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รับวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวจึงชอบแล้วและเมื่อคำฟ้องของโจทก์มีคำขอให้จำเลยคืนโครงหลังคาเหล็กของโรงงานและอุปกรณ์ส่วนควบของอาคารโรงงานหรือใช้ราคาเป็นเงิน 8,448,180 บาท แก่ผู้เสียหายด้วย แต่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำวินิจฉัยในเรื่องคำขอส่วนแพ่ง คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (9) แม้โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ไม่ใช่เรื่องที่ศาลชั้นต้นมีคำวินิจฉัยแล้วโจทก์ไม่ยื่นอุทธรณ์อันจะถือว่าโจทก์ไม่ติดใจ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยคืนโครงหลังคาเหล็กของโรงงานและอุปกรณ์ส่วนควบของอาคารโรงงานหรือใช้ราคาเป็นเงิน 8,448,180 บาท แก่ผู้เสียหายนั้น จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ2223/2556
primary_red_case_no
อ154/2557
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000275.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1103/2558
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558