คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9557/2558 ฉบับเต็ม

#586560
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9557/2558 บริษัทกรีนเทคนิค จำกัด โจทก์ นายเดโชหรือเดโชวัฒน์ ดวงทองคำ กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 90, มาตรา 91, มาตรา 137, มาตรา 267, มาตรา 268 ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ป.ที่ดิน มาตรา 1 ใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.ท.บ. 5) ไม่ใช่เอกสารที่แสดงว่าผู้ชำระค่าภาษีมีสิทธิในที่ดิน คือ สิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เพราะเอกสารที่แสดงถึงสิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดินย่อมเป็นไปตาม ป.ที่ดิน มาตรา 1 คือ หนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดิน การกระทำการเกี่ยวกับใบภาษีบำรุงท้องที่ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงไม่กระทบถึงการที่โจทก์ยึดถือที่ดินซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิที่จำเลยทั้งหกมอบให้ไว้เป็นหลักประกันเมื่อเข้าร่วมโครงการปลูกพืชพลังงานทดแทนกับโจทก์ ทั้งโจทก์ก็ไม่เคยมีเจตนาจะชำระค่าภาษีบำรุงท้องที่ ซึ่งต้องนำใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.ท.บ. 5) ท่อนที่มอบให้เจ้าของที่ดินนี้มาแสดงด้วยเมื่อมาติดต่อขอชำระภาษีบำรุงท้องที่ การที่จำเลยที่ 1 ไปแจ้งความว่าใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ที่มอบให้โจทก์ยึดถือไว้หาย แล้วไปขออกใบแทนใหม่ จึงไม่ทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 268 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 ให้ประทับฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 267 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน และฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ใช้เป็นพยานหลักฐาน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ใช้เป็นพยานหลักฐาน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารแล้วจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้เอกสารเท็จดังกล่าวด้วย จึงลงโทษตามมาตรา 268 วรรคสองเพียงกระทงเดียว จำคุก 2 ปี และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการส่งเสริมการปลูกพืชพลังงานทดแทน ตามหนังสือรับรอง โจทก์มอบอำนาจให้นายเล็กมีอำนาจฟ้องร้องดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ด้วย เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2553 จำเลยที่ 1 ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรทองผาภูมิว่า เอกสาร "ภ.บ.ท.5" ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 สูญหาย ตามรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหาย ต่อมาจำเลยที่ 1 นำรายงานประจำวันดังกล่าวไปยื่นต่อองค์การบริหารส่วนตำบลศรีมงคลแล้วองค์การบริหารส่วนตำบลศรีมงคลได้ออกใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท.5) ใหม่ ให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ตามแบบแสดงรายการที่ดินเพื่อชำระภาษีบำรุงท้องที่ประจำปี 2553 ถึง 2556 ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2555 นายเล็กไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรไทรโยคไว้เป็นหลักฐานว่าที่ดินตามใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ที่ระบุในฟ้องรวม 6 แปลงเป็นของผู้แจ้ง และวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2555 นายเล็กไปยื่นคำร้องต่อองค์การบริหารส่วนตำบลศรีมงคลขอให้ระงับการรับชำระภาษีบำรุงท้องที่และระงับการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งหกแปลงดังกล่าว วันที่ 26 มิถุนายน 2556 โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งหกเป็นคดีนี้ คดียุติตามคำสั่งศาลชั้นต้นในชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ไม่ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 เพราะแม้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นเครือญาติกับจำเลยที่ 1 และเป็นผู้ร่วมลงทุนก็ตาม แต่การกระทำความผิดตามฟ้องนั้นจำเลยที่ 1 แต่เพียงผู้เดียวเป็นผู้ดำเนินการต่าง ๆ พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 คดีมีปัญหาตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า การกระทำความผิดที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อพันตำรวจโทสุทินว่าเอกสารหาย แล้วนำรายงานประจำวันรับแจ้งไว้เป็นหลักฐานไปแสดงและขอออกเอกสารฉบับใหม่ต่อองค์การบริหารส่วนตำบลศรีมงคลอันเป็นความผิดต่อเจ้าพนักงานและและความผิดเกี่ยวกับเอกสารนั้น ล้วนเป็นการกระทำเกี่ยวกับใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. 5) ที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 มอบให้โจทก์ยึดถือไว้ เมื่อจำเลยทั้งหกเข้าร่วมและรับเงินในโครงการปลูกพืชพลังงานทดแทน (สบู่ดำ) ของโจทก์ ใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ดังกล่าว (ภ.บ.ท.5) เป็นเอกสารที่แสดงว่าบุคคลที่มีชื่อในเอกสารได้ชำระค่าภาษีบำรุงท้องที่ของที่ดินสำหรับปี พ.ศ. ที่ระบุไว้ในใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท.5) เท่านั้นแม้ว่าในเอกสารดังกล่าวระบุว่า "ภ.บ.ท.5 (ท่อนนี้มอบให้เจ้าของที่ดิน) ชื่อเจ้าของที่ดินชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วม" ไว้ด้วย แต่ใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. 5) ดังกล่าวก็ไม่ใช่เอกสารที่แสดงว่าผู้ชำระค่าภาษีมีสิทธิในที่ดิน คือ สิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 1 เพราะเอกสารที่แสดงถึงสิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ของที่ดินย่อมเป็นไปตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 1 คือ หนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดิน มิใช่ใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท.5) การกระทำการเกี่ยวกับใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงไม่กระทบถึงการที่โจทก์ยึดถือที่ดินซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิที่จำเลยทั้งหกมอบให้ไว้เป็นหลักประกันเมื่อเข้าร่วมโครงการปลูกพืชพลังงานทดแทนกับโจทก์ ดังที่โจทก์ฎีกา ทั้งโจทก์ก็ไม่เคยมีเจตนาจะชำระค่าภาษีบำรุงท้องที่ ซึ่งต้องนำใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท.5) ก่อนที่มอบให้เจ้าของที่ดินนี้มาแสดงด้วย เมื่อมาติดต่อขอชำระภาษีบำรุงท้องที่ การที่จำเลยที่ 1 ไปแจ้งความว่าใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ที่มอบให้โจทก์ยึดถือไว้หาย แล้วไปขอออกใบแทนใหม่ จึงไม่ทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหายในคดี ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงข้อวินิจฉัยดังกล่าวได้ เมื่อโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหาย จึงไม่มีอำนาจยื่นคำฟ้องคดีนี้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (นพวรรณ อินทรัมพรรย์-สมยศ เข็มทอง-ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์) ศาลจังหวัดทองผาภูมิ - นายวสันต์ พรงาม ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายเอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1510/2558 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ324/2556 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ231/2557 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
586560
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดทองผาภูมิ",
        "judge": "นายวสันต์ พรงาม"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายเอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081969763"
    }
}
date
2558
deka_no
9557/2558
deka_running_no
9557
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "นพวรรณ อินทรัมพรรย์",
    "สมยศ เข็มทอง",
    "ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 90",
            "ม. 91",
            "ม. 137",
            "ม. 267",
            "ม. 268"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 2 (4)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายที่ดิน",
        "law_abbr": "ป.ที่ดิน",
        "sections": [
            "ม. 1"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทกรีนเทคนิค จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายเดโชหรือเดโชวัฒน์ ดวงทองคำ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 268

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 ให้ประทับฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 267 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน และฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ใช้เป็นพยานหลักฐาน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ใช้เป็นพยานหลักฐาน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารแล้วจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้เอกสารเท็จดังกล่าวด้วย จึงลงโทษตามมาตรา 268 วรรคสองเพียงกระทงเดียว จำคุก 2 ปี และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการส่งเสริมการปลูกพืชพลังงานทดแทน ตามหนังสือรับรอง โจทก์มอบอำนาจให้นายเล็กมีอำนาจฟ้องร้องดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ด้วย เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2553 จำเลยที่ 1 ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรทองผาภูมิว่า เอกสาร "ภ.บ.ท.5" ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 สูญหาย ตามรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหาย ต่อมาจำเลยที่ 1 นำรายงานประจำวันดังกล่าวไปยื่นต่อองค์การบริหารส่วนตำบลศรีมงคลแล้วองค์การบริหารส่วนตำบลศรีมงคลได้ออกใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท.5) ใหม่ ให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ตามแบบแสดงรายการที่ดินเพื่อชำระภาษีบำรุงท้องที่ประจำปี 2553 ถึง 2556 ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2555 นายเล็กไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรไทรโยคไว้เป็นหลักฐานว่าที่ดินตามใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ที่ระบุในฟ้องรวม 6 แปลงเป็นของผู้แจ้ง และวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2555 นายเล็กไปยื่นคำร้องต่อองค์การบริหารส่วนตำบลศรีมงคลขอให้ระงับการรับชำระภาษีบำรุงท้องที่และระงับการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งหกแปลงดังกล่าว วันที่ 26 มิถุนายน 2556 โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งหกเป็นคดีนี้ คดียุติตามคำสั่งศาลชั้นต้นในชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ไม่ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 เพราะแม้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นเครือญาติกับจำเลยที่ 1 และเป็นผู้ร่วมลงทุนก็ตาม แต่การกระทำความผิดตามฟ้องนั้นจำเลยที่ 1 แต่เพียงผู้เดียวเป็นผู้ดำเนินการต่าง ๆ พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 คดีมีปัญหาตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า การกระทำความผิดที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อพันตำรวจโทสุทินว่าเอกสารหาย แล้วนำรายงานประจำวันรับแจ้งไว้เป็นหลักฐานไปแสดงและขอออกเอกสารฉบับใหม่ต่อองค์การบริหารส่วนตำบลศรีมงคลอันเป็นความผิดต่อเจ้าพนักงานและและความผิดเกี่ยวกับเอกสารนั้น ล้วนเป็นการกระทำเกี่ยวกับใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. 5) ที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 มอบให้โจทก์ยึดถือไว้ เมื่อจำเลยทั้งหกเข้าร่วมและรับเงินในโครงการปลูกพืชพลังงานทดแทน (สบู่ดำ) ของโจทก์ ใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ดังกล่าว (ภ.บ.ท.5) เป็นเอกสารที่แสดงว่าบุคคลที่มีชื่อในเอกสารได้ชำระค่าภาษีบำรุงท้องที่ของที่ดินสำหรับปี พ.ศ. ที่ระบุไว้ในใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท.5) เท่านั้นแม้ว่าในเอกสารดังกล่าวระบุว่า "ภ.บ.ท.5 (ท่อนนี้มอบให้เจ้าของที่ดิน) ชื่อเจ้าของที่ดินชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วม" ไว้ด้วย แต่ใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. 5) ดังกล่าวก็ไม่ใช่เอกสารที่แสดงว่าผู้ชำระค่าภาษีมีสิทธิในที่ดิน คือ สิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 1 เพราะเอกสารที่แสดงถึงสิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ของที่ดินย่อมเป็นไปตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 1 คือ หนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดิน มิใช่ใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท.5) การกระทำการเกี่ยวกับใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงไม่กระทบถึงการที่โจทก์ยึดถือที่ดินซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิที่จำเลยทั้งหกมอบให้ไว้เป็นหลักประกันเมื่อเข้าร่วมโครงการปลูกพืชพลังงานทดแทนกับโจทก์ ดังที่โจทก์ฎีกา ทั้งโจทก์ก็ไม่เคยมีเจตนาจะชำระค่าภาษีบำรุงท้องที่ ซึ่งต้องนำใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท.5) ก่อนที่มอบให้เจ้าของที่ดินนี้มาแสดงด้วย เมื่อมาติดต่อขอชำระภาษีบำรุงท้องที่ การที่จำเลยที่ 1 ไปแจ้งความว่าใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ที่มอบให้โจทก์ยึดถือไว้หาย แล้วไปขอออกใบแทนใหม่ จึงไม่ทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหายในคดี ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงข้อวินิจฉัยดังกล่าวได้ เมื่อโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหาย จึงไม่มีอำนาจยื่นคำฟ้องคดีนี้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ324/2556
primary_red_case_no
อ231/2557
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000269.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1510/2558
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558