คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9704/2558 ฉบับเต็ม

#587384
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9704/2558 นางสาวิตรีหรือจิรอร ตังคนังนุกูล โจทก์ นายวิศิษฎ์ ตังคนังนุกูล กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) คดีก่อนโจทก์ซึ่งเป็นผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้ร้องในฐานะทายาทโดยธรรมเป็นผู้จัดการมรดกของ ช. ผู้ตายโดยไม่มีพินัยกรรม จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่าผู้คัดค้านทั้งสองเป็นบุตรของ ช. ซึ่ง ช. ให้การรับรองว่าเป็นบุตร ช. ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองแต่งตั้งให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกและยกทรัพย์มรดกของ ช. ทั้งหมดให้ผู้คัดค้านทั้งสอง ขอให้ยกคำร้องขอ และมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของ ช. ผู้ตาย คดีดังกล่าวจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่าสมควรตั้งผู้ร้องหรือผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และมีประเด็นต้องวินิจฉัยถึงความสมบูรณ์ของพินัยกรรมตามคำคัดค้านของผู้คัดค้านทั้งสอง ขณะที่คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองที่ ช. ทำขึ้นที่สำนักงานเขตวัฒนา โดยอ้างว่า ช. สำคัญผิดหรือถูกจำเลยทั้งสองกับพวกใช้กลฉ้อฉล เนื่องจากขณะทำพินัยกรรมไม่มีแพทย์ตรวจสอบร่างกายและจิตใจของ ช. ซึ่งมีอายุ 92 ปี ระหว่างป่วยเป็นโรคหัวใจและโรคทางสมองผิดปกติ ช. มีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์และไม่เข้าใจภาษาไทย ล่ามไม่ได้แปลพินัยกรรมให้ถูกต้อง พินัยกรรมดังกล่าวเป็นโมฆะ จึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า มีเหตุจะต้องเพิกถอนพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองที่ ช. ทำไว้หรือไม่ ซึ่งต้องวินิจฉัยถึงความสมบูรณ์ของพินัยกรรมเช่นเดียวกัน ประเด็นของคดีทั้งสองจึงเป็นเรื่องเดียวกัน และเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า พินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองของนายเชนทร์ เป็นโมฆะ ไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองของนายเชนทร์ ให้ไม่มีผลบังคับได้ตามกฎหมาย กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่านายเชนทร์ ผู้ตาย จดทะเบียนสมรสกับนางจุรีรัตน์ มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ โจทก์ นายเชนทร์ยังมีภริยาไม่ได้ทะเบียนสมรสอีก 1 คน ได้แก่ นางมยุรี มีบุตรด้วยกัน 5 คน ได้แก่ นางสาวลลิดา นางสาวอลิสา นายวสันต์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขณะนายเชนทร์ อายุ 92 ปี ได้ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองไว้ที่สำนักงานเขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ระบุให้จำเลยทั้งสองร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกและเป็นผู้รับทรัพย์มรดกทั้งหมดของนายเชนทร์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.580/2552 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีดังกล่าวโจทก์ซึ่งเป็นผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้ร้องในฐานะทายาทโดยธรรมเป็นผู้จัดการมรดกของนายเชนทร์ผู้ตายโดยไม่มีพินัยกรรม จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่าผู้คัดค้านทั้งสองเป็นบุตรของนายเชนทร์ซึ่งนายเชนทร์ให้การรับรองว่าเป็นบุตร นายเชนทร์ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองแต่งตั้งให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกและยกทรัพย์มรดกของนายเชนทร์ทั้งหมดให้ผู้คัดค้านทั้งสอง ขอให้ยกคำร้องขอ และมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของนายเชนทร์ผู้ตาย คดีดังกล่าวจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่าสมควรตั้งผู้ร้องหรือผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และมีประเด็นต้องวินิจฉัยถึงความสมบูรณ์ของพินัยกรรมตามคำคัดค้านของผู้คัดค้านทั้งสอง ขณะที่คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองที่นายเชนทร์ทำขึ้นที่สำนักงานเขตวัฒนา โดยอ้างว่านายเชนทร์สำคัญผิดหรือถูกจำเลยทั้งสองกับพวกใช้กลฉ้อฉล เนื่องจากขณะทำพินัยกรรมไม่มีแพทย์ตรวจสอบร่างกายและจิตใจของนายเชนทร์ซึ่งมีอายุ 92 ปี ระหว่างป่วยเป็นโรคหัวใจและโรคทางสมองผิดปกติ นายเชนทร์มีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์และไม่เข้าใจภาษาไทย ล่ามไม่ได้แปลพินัยกรรมให้ถูกต้อง พินัยกรรมดังกล่าวเป็นโมฆะ จึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า มีเหตุจะต้องเพิกถอนพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองที่นายเชนทร์ทำไว้หรือไม่ ซึ่งต้องวินิจฉัยถึงความสมบูรณ์ของพินัยกรรมเช่นเดียวกัน ประเด็นของคดีทั้งสองจึงเป็นเรื่องเดียวกัน และเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามให้เป็นพับ (พีรพล พิชยวัฒน์-วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี-รังสรรค์ ดวงพัตรา) ศาลจังหวัดพระโขนง - นายประพันธ์ กลีบบัว ศาลอุทธรณ์ - นายวัชรชัย แสงอุไร แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1145/2557 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ10538/2551 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ2062/2554 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
587384
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดพระโขนง",
        "judge": "นายประพันธ์ กลีบบัว"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายวัชรชัย แสงอุไร"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081969657"
    }
}
date
2558
deka_no
9704/2558
deka_running_no
9704
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "พีรพล พิชยวัฒน์",
    "วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี",
    "รังสรรค์ ดวงพัตรา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 173 วรรคสอง (1)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาวิตรีหรือจิรอร ตังคนังนุกูล"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายวิศิษฎ์ ตังคนังนุกูล กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า พินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองของนายเชนทร์ เป็นโมฆะ ไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองของนายเชนทร์ ให้ไม่มีผลบังคับได้ตามกฎหมาย กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่านายเชนทร์ ผู้ตาย จดทะเบียนสมรสกับนางจุรีรัตน์ มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ โจทก์ นายเชนทร์ยังมีภริยาไม่ได้ทะเบียนสมรสอีก 1 คน ได้แก่ นางมยุรี มีบุตรด้วยกัน 5 คน ได้แก่ นางสาวลลิดา นางสาวอลิสา นายวสันต์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขณะนายเชนทร์ อายุ 92 ปี ได้ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองไว้ที่สำนักงานเขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ระบุให้จำเลยทั้งสองร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกและเป็นผู้รับทรัพย์มรดกทั้งหมดของนายเชนทร์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.580/2552 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีดังกล่าวโจทก์ซึ่งเป็นผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้ร้องในฐานะทายาทโดยธรรมเป็นผู้จัดการมรดกของนายเชนทร์ผู้ตายโดยไม่มีพินัยกรรม จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่าผู้คัดค้านทั้งสองเป็นบุตรของนายเชนทร์ซึ่งนายเชนทร์ให้การรับรองว่าเป็นบุตร นายเชนทร์ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองแต่งตั้งให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกและยกทรัพย์มรดกของนายเชนทร์ทั้งหมดให้ผู้คัดค้านทั้งสอง ขอให้ยกคำร้องขอ และมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของนายเชนทร์ผู้ตาย คดีดังกล่าวจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่าสมควรตั้งผู้ร้องหรือผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และมีประเด็นต้องวินิจฉัยถึงความสมบูรณ์ของพินัยกรรมตามคำคัดค้านของผู้คัดค้านทั้งสอง ขณะที่คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองที่นายเชนทร์ทำขึ้นที่สำนักงานเขตวัฒนา โดยอ้างว่านายเชนทร์สำคัญผิดหรือถูกจำเลยทั้งสองกับพวกใช้กลฉ้อฉล เนื่องจากขณะทำพินัยกรรมไม่มีแพทย์ตรวจสอบร่างกายและจิตใจของนายเชนทร์ซึ่งมีอายุ 92 ปี ระหว่างป่วยเป็นโรคหัวใจและโรคทางสมองผิดปกติ นายเชนทร์มีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์และไม่เข้าใจภาษาไทย ล่ามไม่ได้แปลพินัยกรรมให้ถูกต้อง พินัยกรรมดังกล่าวเป็นโมฆะ จึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า มีเหตุจะต้องเพิกถอนพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองที่นายเชนทร์ทำไว้หรือไม่ ซึ่งต้องวินิจฉัยถึงความสมบูรณ์ของพินัยกรรมเช่นเดียวกัน ประเด็นของคดีทั้งสองจึงเป็นเรื่องเดียวกัน และเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ10538/2551
primary_red_case_no
พ2062/2554
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000268.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1145/2557
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558