คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10634/2558 ฉบับเต็ม

#587392
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10634/2558 คณะกรรมการเลือกตั้ง โจทก์ ดาบตำรวจสมบัติ สิงห์หลง จำเลย พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 97 วรรคหนึ่ง, มาตรา 99 วรรคหนึ่ง มาตรา 97 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 บัญญัติว่า ในกรณีมีหลักฐานเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ก็ให้มีการเลือกตั้งใหม่ หาใช่จำต้องฟังจนแน่ใจว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดในคดีอาญาหรือทำละเมิดจริง ดังนั้น แม้พนักงานอัยการจะมีคำสั่งไม่ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาก็ตาม แต่เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์มีหลักฐานควรเชื่อได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นผลให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมแล้ว จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าใช้จ่ายในการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ตาม มาตรา 99 วรรคหนึ่ง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินจำนวน 207,200.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 195,207.65 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 207,200.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 195,207.65 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยจะต้องรับผิดค่าใช้จ่ายในการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า คำสั่งให้เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของจำเลยและจัดการให้มีการเลือกใหม่ ยังไม่ถึงที่สุด และโจทก์ไม่นำสืบให้เห็นว่าจำเลยทำละเมิดอย่างใด ไม่นำผู้รับมอบอำนาจมาสืบว่ามีการมอบอำนาจให้ฟ้องจริงหรือไม่ ทั้งตามมาตรา 97 หรือมาตรา 99 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 กำหนดให้โจทก์ใช้ดุลพินิจมีคำสั่งให้เพิกถอนการเลือกตั้งและมีการเลือกตั้งใหม่เป็นเพียงข้อสันนิษฐานของโจทก์เท่านั้น ซึ่งตามเจตนารมณ์แล้วโจทก์มีหน้าที่ต้องพิสูจน์ว่ามีการละเมิดต่อโจทก์จริง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดนั้น เห็นว่า สำหรับเรื่องการมอบอำนาจให้ฟ้อง จำเลยมิได้ให้การต่อสู้คดีในข้อนี้ไว้ จึงไม่มีประเด็นที่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาตั้งแต่ศาลชั้นต้น แม้เรื่องอำนาจฟ้องจะเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่สำหรับคดีนี้ศาลฎีกายังไม่เห็นสมควรจะยกขึ้นวินิจฉัยให้ จึงไม่ยกขึ้นวินิจฉัยตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ทั้งเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนด 1 ปี และจัดการให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดยวินิจฉัยว่ากรณีมีหลักฐานอันควรเชื่อว่า จำเลยมีส่วนให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 43 วรรคสอง (2) วรรคหนึ่ง และให้เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งจำเลยเป็นเวลา 1 ปี และมีคำสั่งให้เลือกตั้งใหม่ตามมาตรา 97 วรรคหนึ่ง เมื่อคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ซึ่งตามมาตรา 97 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 บัญญัติว่า ในกรณีมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมก็ให้เลือกตั้งใหม่ได้ หาใช่จำต้องฟังจนกว่าจะแน่ใจว่าจำเลยได้เป็นผู้กระทำความผิดในคดีอาญาหรือทำละเมิดจริง ดังนั้น แม้พนักงานอัยการจะมีคำสั่งไม่ฟ้องจำเลยในคดีอาญาก็ตาม แต่เมื่อตามพยานหลักฐานของโจทก์มีเหตุเกิดจากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการกระทำของจำเลยทำให้ผลการเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมแล้ว จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าใช้จ่ายในการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ตามที่มาตรา 99 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 บัญญัติไว้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยต้องรับผิดค่าใช้จ่ายในการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนโดยมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมไว้นั้นเป็นการไม่ชอบเพราะแม้ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง จะยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงก็ตาม แต่เมื่อเป็นคดีแพ่งในการวินิจฉัยชี้ขาดคดี ศาลจำต้องมีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมไม่ว่าคู่ความจะมีคำขอหรือไม่ก็ดี ก็เป็นหน้าที่ของศาลจะต้องสั่งลงไว้ในคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 (5) และมาตรา 167 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ (วิกร อังคณาวิศัลย์-จักร อุตตโม-สุรทิน สาเรือง) ศาลจังหวัดชัยภูมิ - นายพิชัย ลิมป์วรพรรณ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายศักดิ์สิทธิ์ จิระพรวัชรานนท์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.867/2556 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ930/2554 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ233/2555 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
587392
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดชัยภูมิ",
        "judge": "นายพิชัย ลิมป์วรพรรณ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นายศักดิ์สิทธิ์ จิระพรวัชรานนท์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081968980"
    }
}
date
2558
deka_no
10634/2558
deka_running_no
10634
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "วิกร อังคณาวิศัลย์",
    "จักร อุตตโม",
    "สุรทิน สาเรือง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545",
        "sections": [
            "ม. 97 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 99 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "คณะกรรมการเลือกตั้ง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ดาบตำรวจสมบัติ สิงห์หลง"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินจำนวน 207,200.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 195,207.65 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 207,200.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 195,207.65 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยจะต้องรับผิดค่าใช้จ่ายในการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า คำสั่งให้เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของจำเลยและจัดการให้มีการเลือกใหม่ ยังไม่ถึงที่สุด และโจทก์ไม่นำสืบให้เห็นว่าจำเลยทำละเมิดอย่างใด ไม่นำผู้รับมอบอำนาจมาสืบว่ามีการมอบอำนาจให้ฟ้องจริงหรือไม่ ทั้งตามมาตรา 97 หรือมาตรา 99 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 กำหนดให้โจทก์ใช้ดุลพินิจมีคำสั่งให้เพิกถอนการเลือกตั้งและมีการเลือกตั้งใหม่เป็นเพียงข้อสันนิษฐานของโจทก์เท่านั้น ซึ่งตามเจตนารมณ์แล้วโจทก์มีหน้าที่ต้องพิสูจน์ว่ามีการละเมิดต่อโจทก์จริง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดนั้น เห็นว่า สำหรับเรื่องการมอบอำนาจให้ฟ้อง จำเลยมิได้ให้การต่อสู้คดีในข้อนี้ไว้ จึงไม่มีประเด็นที่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาตั้งแต่ศาลชั้นต้น แม้เรื่องอำนาจฟ้องจะเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่สำหรับคดีนี้ศาลฎีกายังไม่เห็นสมควรจะยกขึ้นวินิจฉัยให้ จึงไม่ยกขึ้นวินิจฉัยตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ทั้งเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนด 1 ปี และจัดการให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดยวินิจฉัยว่ากรณีมีหลักฐานอันควรเชื่อว่า จำเลยมีส่วนให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 43 วรรคสอง (2) วรรคหนึ่ง และให้เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งจำเลยเป็นเวลา 1 ปี และมีคำสั่งให้เลือกตั้งใหม่ตามมาตรา 97 วรรคหนึ่ง เมื่อคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ซึ่งตามมาตรา 97 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 บัญญัติว่า ในกรณีมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมก็ให้เลือกตั้งใหม่ได้ หาใช่จำต้องฟังจนกว่าจะแน่ใจว่าจำเลยได้เป็นผู้กระทำความผิดในคดีอาญาหรือทำละเมิดจริง ดังนั้น แม้พนักงานอัยการจะมีคำสั่งไม่ฟ้องจำเลยในคดีอาญาก็ตาม แต่เมื่อตามพยานหลักฐานของโจทก์มีเหตุเกิดจากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการกระทำของจำเลยทำให้ผลการเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมแล้ว จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าใช้จ่ายในการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ตามที่มาตรา 99 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 บัญญัติไว้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยต้องรับผิดค่าใช้จ่ายในการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนโดยมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมไว้นั้นเป็นการไม่ชอบเพราะแม้ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง จะยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงก็ตาม แต่เมื่อเป็นคดีแพ่งในการวินิจฉัยชี้ขาดคดี ศาลจำต้องมีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมไม่ว่าคู่ความจะมีคำขอหรือไม่ก็ดี ก็เป็นหน้าที่ของศาลจะต้องสั่งลงไว้ในคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 (5) และมาตรา 167 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ930/2554
primary_red_case_no
พ233/2555
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000262.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.867/2556
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558