คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10442/2558 ฉบับเต็ม

#587395
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10442/2558 นาย ซ. โจทก์ นางสาว พ. จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1458, มาตรา 1496, มาตรา 1536 วรรคสอง ป.วิ.พ. มาตรา 142 โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยและขอเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองและอุปการะเลี้ยงดูเด็กชาย ม. จำเลยให้การว่า โจทก์ว่าจ้างจำเลยให้จดทะเบียนสมรส และใช้วิทยาการทางการแพทย์โดยการผสมเชื้ออสุจิเพื่อตั้งครรภ์เด็กชาย ม. ให้โจทก์ โดยไม่เคยได้ใช้ชีวิตดังสามีภริยาเลย เมื่อเด็กชาย ม. คลอด โจทก์ไม่ส่งเงินมาให้ ไม่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรแต่กลับขู่ให้ส่งมอบบุตรให้ ขอให้ยกฟ้อง ศาลได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทด้วยว่า การจดทะเบียนสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นโมฆะหรือไม่โดยให้จำเลยมีภาระการพิสูจน์ในประเด็นดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า การจดทะเบียนสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นการจดทะเบียนที่ปราศจากความยินยอมที่จะอยู่กินฉันสามีภริยากันอย่างแท้จริง เนื่องจากโจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกันเพราะโจทก์ตกลงว่าจ้างจำเลยให้ตั้งครรภ์บุตรให้แก่โจทก์ด้วยวิธีการผสมเทียม โดยต่างไม่ยินยอมเป็นสามีภริยากันอย่างแท้จริงและไม่ประสงค์ที่จะอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยา จึงเป็นการสมรสที่ผิดเงื่อนไขตาม ป.พ.พ. มาตรา 1458 ซึ่งมีผลให้การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1496 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยให้การต่อสู้คดีว่าการสมรสเป็นโมฆะ ถือได้ว่าเป็นกรณีที่จำเลยซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียร้องขอต่อศาลให้การสมรสเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1496 วรรคสองแล้ว ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลมีอำนาจพิพากษาว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะได้ กรณีไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 แม้การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ แต่เมื่อบุตรผู้เยาว์คลอดระหว่างที่ศาลยังไม่ได้มีการพิพากษาว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ ผู้เยาว์จึงเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1536 วรรคสอง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน และให้เด็กชาย ม. อยู่ในความปกครองและอุปการะเลี้ยงดูของโจทก์แต่เพียงผู้เดียว จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และให้จำเลยผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การจดทะเบียนสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่สำนักงานทะเบียนอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2551 เป็นโมฆะ ให้แจ้งนายทะเบียนสำนักงานทะเบียนอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เพื่อบันทึกความเป็นโมฆะไว้ในทะเบียนสมรส กับให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ม. ผู้เยาว์ แต่เพียงผู้เดียว ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ และที่พิพากษาให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ม. แต่เพียงผู้เดียว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ประจำกรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2551 โจทก์เดินทางมาประเทศไทยเพื่อตกลงว่าจ้างจำเลยให้ตั้งครรภ์บุตรให้แก่โจทก์ด้วยวิธีการผสมเทียมโดยการติดต่อผ่านทางนายพิเศษ หรือบ๊อบบี้ ต่อมาวันที่ 10 กรกฎาคม 2551 โจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยโดยต่างไม่ได้ยินยอมเป็นสามีภริยากันอย่างแท้จริงและไม่ประสงค์ที่จะอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยา ในวันเดียวกับที่มีการจดทะเบียนสมรสโจทก์กับจำเลยไปโรงพยาบาลพญาไท ศรีราชา เพื่อรับการรักษาด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์กับแพทย์หญิงสุชาดา และมีการเก็บน้ำเชื้ออสุจิของโจทก์ไว้ ก่อนที่โจทก์เดินทางกลับไปประเทศกรีซในวันที่ 15 กรกฎาคม 2551 จากนั้นจำเลยเข้าไปรับการรักษาจากแพทย์จนกระทั่งจำเลยตั้งครรภ์ผู้เยาว์ซึ่งระหว่างที่จำเลยตั้งครรภ์โจทก์โอนเงินค่าใช้จ่ายให้แก่จำเลยทุกเดือน เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2552 จำเลยคลอดผู้เยาว์ที่โรงพยาบาลบุรีรัมย์และโจทก์เป็นผู้ตั้งชื่อผู้เยาว์ว่าเด็กชาย ม. ต่อมาโจทก์กับจำเลยมีการติดต่อกันเพื่อดำเนินการให้จำเลยกับบุตรผู้เยาว์เดินทางไปประเทศกรีซ แต่เนื่องจากโจทก์ปฏิเสธที่จะโอนเงินให้แก่จำเลยก่อนออกเดินทาง 150,000 บาท และอีก 150,000 บาท เมื่อจำเลยกับผู้เยาว์เดินทางไปถึงซึ่งจำเลยอ้างว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นค่าจ้างในการตั้งครรภ์ให้แก่โจทก์ จำเลยจึงไม่เดินทางไปประเทศกรีซและขาดการติดต่อกับโจทก์เป็นเวลาเกือบ 2 ปี โดยจำเลยพาผู้เยาว์ไปอยู่ที่จังหวัดขอนแก่นและทำงานอยู่กับพี่สาว ซึ่งพี่สาวและพี่เขยของจำเลยได้ช่วยอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ด้วย ส่วนโจทก์หลังจากเดินทางกลับไปประเทศกรีซแล้ว ไม่เคยเดินทางกลับมาประเทศไทยจนกระทั่งเมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะเป็นการพิพากษาเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า การจดทะเบียนสมรสของโจทก์และจำเลยเป็นโมฆะหรือไม่ โดยให้จำเลยมีภาระการพิสูจน์ในประเด็นดังกล่าวไว้ จนได้ข้อเท็จจริงอันรับฟังได้เป็นยุติว่า การจดทะเบียนสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นการจดทะเบียนที่ปราศจากความยินยอมที่จะอยู่กินฉันสามีภริยากันอย่างแท้จริง เป็นการสมรสที่ผิดเงื่อนไขตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1458 ซึ่งมีผลให้การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1496 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดีว่า การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะและขัดต่อขนบธรรมเนียมประเพณีและกฎหมาย จึงถือได้ว่าเป็นกรณีที่จำเลยซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียร้องขอต่อศาลให้การสมรสเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1496 วรรคสอง แล้ว ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลจึงมีอำนาจพิพากษาว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะได้ กรณีไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น คดีมีปัญหาให้วินิจฉัยต่อไปเกี่ยวกับสถานะความเป็นบุตรของผู้เยาว์และอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ เห็นว่า แม้การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ แต่เมื่อบุตรผู้เยาว์คลอดระหว่างที่ศาลยังไม่ได้มีการพิพากษาว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ ผู้เยาว์จึงเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1536 วรรคสอง ในส่วนของอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์นั้น แม้โจทก์กับจำเลยในฐานะเป็นบิดามารดาของผู้เยาว์เป็นผู้มีอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ร่วมกัน แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นฝ่ายเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เพียงคนเดียวมาตั้งแต่ผู้เยาว์เกิด ไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์เสียหายใด ๆ ต่อสวัสดิภาพและอนาคตของผู้เยาว์ ส่วนโจทก์ไม่เคยกลับมาประเทศไทยและไม่เคยดูแลผู้เยาว์อย่างใกล้ชิด ดังนั้น ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์ในส่วนของอำนาจปกครองในการกำหนดที่อยู่ของผู้เยาว์ แต่เพียงผู้เดียวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1499/1 และ 1567 พิพากษากลับว่า การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ ให้แจ้งนายทะเบียนสำนักงานทะเบียนอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เพื่อบันทึกความเป็นโมฆะไว้ในทะเบียนสมรส กับให้โจทก์กับจำเลยมีอำนาจปกครองเด็กชาย .ม ผู้เยาว์ร่วมกัน แต่ให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองในการกำหนดที่อยู่ของผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ (ชัยยุทธ ศรีจำนงค์-พฤษภา พนมยันตร์-จิรนิติ หะวานนท์) ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดบุรีรัมย์ - นางสาวมณฑนะ แสงคำสุข ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว - นายพฤตินัย ทัศนัยพิทักษ์กุล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก เยาวชนและครอบครัว หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ยช.(พ)197/2556 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ224/2554 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ247/2555 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
587395
courts
[
    {
        "court": "ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดบุรีรัมย์",
        "judge": "นางสาวมณฑนะ แสงคำสุข"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว",
        "judge": "นายพฤตินัย ทัศนัยพิทักษ์กุล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081969102"
    }
}
date
2558
deka_no
10442/2558
deka_running_no
10442
deka_year
2558
department
เยาวชนและครอบครัว
judges
[
    "ชัยยุทธ ศรีจำนงค์",
    "พฤษภา พนมยันตร์",
    "จิรนิติ หะวานนท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1458",
            "ม. 1496",
            "ม. 1536 วรรคสอง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย ซ."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาว พ."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน และให้เด็กชาย ม. อยู่ในความปกครองและอุปการะเลี้ยงดูของโจทก์แต่เพียงผู้เดียว

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และให้จำเลยผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การจดทะเบียนสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่สำนักงานทะเบียนอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2551 เป็นโมฆะ ให้แจ้งนายทะเบียนสำนักงานทะเบียนอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เพื่อบันทึกความเป็นโมฆะไว้ในทะเบียนสมรส กับให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ม. ผู้เยาว์ แต่เพียงผู้เดียว ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ และที่พิพากษาให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ม. แต่เพียงผู้เดียว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ประจำกรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2551 โจทก์เดินทางมาประเทศไทยเพื่อตกลงว่าจ้างจำเลยให้ตั้งครรภ์บุตรให้แก่โจทก์ด้วยวิธีการผสมเทียมโดยการติดต่อผ่านทางนายพิเศษ หรือบ๊อบบี้ ต่อมาวันที่ 10 กรกฎาคม 2551 โจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยโดยต่างไม่ได้ยินยอมเป็นสามีภริยากันอย่างแท้จริงและไม่ประสงค์ที่จะอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยา ในวันเดียวกับที่มีการจดทะเบียนสมรสโจทก์กับจำเลยไปโรงพยาบาลพญาไท ศรีราชา เพื่อรับการรักษาด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์กับแพทย์หญิงสุชาดา และมีการเก็บน้ำเชื้ออสุจิของโจทก์ไว้ ก่อนที่โจทก์เดินทางกลับไปประเทศกรีซในวันที่ 15 กรกฎาคม 2551 จากนั้นจำเลยเข้าไปรับการรักษาจากแพทย์จนกระทั่งจำเลยตั้งครรภ์ผู้เยาว์ซึ่งระหว่างที่จำเลยตั้งครรภ์โจทก์โอนเงินค่าใช้จ่ายให้แก่จำเลยทุกเดือน เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2552 จำเลยคลอดผู้เยาว์ที่โรงพยาบาลบุรีรัมย์และโจทก์เป็นผู้ตั้งชื่อผู้เยาว์ว่าเด็กชาย ม. ต่อมาโจทก์กับจำเลยมีการติดต่อกันเพื่อดำเนินการให้จำเลยกับบุตรผู้เยาว์เดินทางไปประเทศกรีซ แต่เนื่องจากโจทก์ปฏิเสธที่จะโอนเงินให้แก่จำเลยก่อนออกเดินทาง 150,000 บาท และอีก 150,000 บาท เมื่อจำเลยกับผู้เยาว์เดินทางไปถึงซึ่งจำเลยอ้างว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นค่าจ้างในการตั้งครรภ์ให้แก่โจทก์ จำเลยจึงไม่เดินทางไปประเทศกรีซและขาดการติดต่อกับโจทก์เป็นเวลาเกือบ 2 ปี โดยจำเลยพาผู้เยาว์ไปอยู่ที่จังหวัดขอนแก่นและทำงานอยู่กับพี่สาว ซึ่งพี่สาวและพี่เขยของจำเลยได้ช่วยอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ด้วย ส่วนโจทก์หลังจากเดินทางกลับไปประเทศกรีซแล้ว ไม่เคยเดินทางกลับมาประเทศไทยจนกระทั่งเมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะเป็นการพิพากษาเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า การจดทะเบียนสมรสของโจทก์และจำเลยเป็นโมฆะหรือไม่ โดยให้จำเลยมีภาระการพิสูจน์ในประเด็นดังกล่าวไว้ จนได้ข้อเท็จจริงอันรับฟังได้เป็นยุติว่า การจดทะเบียนสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นการจดทะเบียนที่ปราศจากความยินยอมที่จะอยู่กินฉันสามีภริยากันอย่างแท้จริง เป็นการสมรสที่ผิดเงื่อนไขตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1458 ซึ่งมีผลให้การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1496 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดีว่า การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะและขัดต่อขนบธรรมเนียมประเพณีและกฎหมาย จึงถือได้ว่าเป็นกรณีที่จำเลยซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียร้องขอต่อศาลให้การสมรสเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1496 วรรคสอง แล้ว ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลจึงมีอำนาจพิพากษาว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะได้ กรณีไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาให้วินิจฉัยต่อไปเกี่ยวกับสถานะความเป็นบุตรของผู้เยาว์และอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ เห็นว่า แม้การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ แต่เมื่อบุตรผู้เยาว์คลอดระหว่างที่ศาลยังไม่ได้มีการพิพากษาว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ ผู้เยาว์จึงเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1536 วรรคสอง ในส่วนของอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์นั้น แม้โจทก์กับจำเลยในฐานะเป็นบิดามารดาของผู้เยาว์เป็นผู้มีอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ร่วมกัน แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นฝ่ายเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เพียงคนเดียวมาตั้งแต่ผู้เยาว์เกิด ไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์เสียหายใด ๆ ต่อสวัสดิภาพและอนาคตของผู้เยาว์ ส่วนโจทก์ไม่เคยกลับมาประเทศไทยและไม่เคยดูแลผู้เยาว์อย่างใกล้ชิด ดังนั้น ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์ในส่วนของอำนาจปกครองในการกำหนดที่อยู่ของผู้เยาว์ แต่เพียงผู้เดียวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1499/1 และ 1567

พิพากษากลับว่า การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ ให้แจ้งนายทะเบียนสำนักงานทะเบียนอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เพื่อบันทึกความเป็นโมฆะไว้ในทะเบียนสมรส กับให้โจทก์กับจำเลยมีอำนาจปกครองเด็กชาย .ม ผู้เยาว์ร่วมกัน แต่ให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองในการกำหนดที่อยู่ของผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ224/2554
primary_red_case_no
พ247/2555
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000263.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ยช.(พ)197/2556
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558