คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6089/2558 ฉบับเต็ม

#587626
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6089/2558 นางพิมใจ ทรัพย์เหลือหลาย ในฐานะผู้จัดการมรดก ของนายคี้ แซ่ล้อ โจทก์ นายสมบัติ ทรัพย์เหลือหลาย จำเลย ป.ที่ดิน มาตรา 86, มาตรา 94 แม้ผู้ตายเป็นคนต่างด้าวซื้อที่ดินพิพาทและให้จำเลยเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทน ถือได้ว่าเป็นการได้ที่ดินพิพาทมาโดยไม่ชอบด้วย ป.ที่ดิน มาตรา 86 แต่การได้ที่ดินพิพาทมาดังกล่าวก็หาใช่จะไม่มีผลใดๆ เสียเลย เพราะผู้ตายยังมีสิทธิได้รับผลตามบทบัญญัติ มาตรา 94 แห่ง ป.ที่ดิน ในอันที่จะจัดการจำหน่ายที่ดินพิพาทนั้นได้ภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนดหรืออธิบดีกรมที่ดินอาจจำหน่ายที่ดินนั้นได้ กรณีต้องถือว่าตราบใดที่ผู้ตายหรืออธิบดีกรมที่ดินยังไม่ได้จำหน่ายที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทจึงยังเป็นของผู้ตาย เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทย่อมเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกจึงมีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์ หรือนำไปจำหน่ายตาม ป.ที่ดิน มาตรา 94 แล้วนำเงินมาแบ่งปันแก่ทายาทได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินทั้ง 22 แปลง ตามฟ้องมาเป็นชื่อโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดก หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนโอนสิทธิหรือกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินที่ดินทั้ง 22 แปลง ตามฟ้องแต่เพียงผู้เดียว จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 19246, 19247, 19270, 19271, 19272, 19274, 19276, 19280, 19305 และ 19306 ตำบลสำปะทวน อำเภอนครชัยศรี (เมือง) จังหวัดนครปฐม โฉนดที่ดินเลขที่ 43527 ตำบลลาดพร้าว อำเภอบางกะปิ จังหวัดพระนคร ปัจจุบันอยู่แขวงลาดพร้าว (ออเป้า) เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร โฉนดที่ดินเลขที่ 51318, 89390 และ 89391 ตำบลลาดพร้าว (ออเป้า)อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร โฉนดที่ดินเลขที่ 135281, 135282, 135283 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี และที่ดินโฉนดที่แบ่งแยกออกจากที่ดินเลขที่ 135282 ดังกล่าว คือที่ดินโฉนดเลขที่ 35955, 35956, 35957, 35958 และ 35959 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี มาใส่ชื่อโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดก ให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนโอนสิทธิหรือกรรมสิทธิ์ที่ดินข้างต้นแต่เพียงผู้เดียว หากจำเลยไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 5,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เดิมนายคี้ ผู้ตายเป็นคนต่างด้าวสัญชาติจีน ได้แต่งงานอยู่กินฉันสามีภริยากับนางเซี่ยมจึง เมื่อปี 2494 มีบุตรด้วยกัน 3 คน คือ นางอรพินท์ นางสาวเกษราและจำเลย นางเซี่ยมจึงถึงแก่ความตายเมื่อปี 2500 ต่อมาปี 2520 ผู้ตายจดทะเบียนสมรสกับโจทก์ มีบุตรด้วยกัน 5 คน แต่มีชีวิตอยู่ 4 คน คือ นางสาวสุมาลี นางสาวรัชนีวรรณ นายสมควรและนายสมเกียรติ หลังจากนั้นผู้ตายได้นางวันดี เป็นภริยาอีกคนหนึ่ง มีบุตรด้วยกัน 3 คน แต่มีชีวิตอยู่ 2 คน คือ นางสาวดวงใจและนายบุญชัย ในปี 2531 ผู้ตายได้รับอนุญาตให้แปลงสัญชาติเป็นไทย และปี 2546 ผู้ตายถึงแก่ความตาย โดยมีโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล โจทก์เรียกประชุมทายาทและฟ้องเรียกคืนที่ดินที่มีชื่อทายาททั้งหมด คดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ สำหรับคดีนี้ผู้ตายเป็นผู้ส่งเสียให้จำเลยไปศึกษาต่อที่ประเทศออสเตรเลีย เมื่อประมาณปี 2516 และจำเลยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีกลับมาประเทศไทยในปี 2527 ที่ดินพิพาท คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 19246, 19247, 19270, 19271, 19272, 19274, 19276, 19280, 19305 และ 19306 ตำบลสำปะทวน อำเภอนครชัยศรี (เมือง) จังหวัดนครปฐม ที่ดินโฉนดเลขที่ 43527, 51318 และ 89391 ตำบลลาดพร้าว (ออเป้า) อำเภอบางกะปิ จังหวัดพระนคร ที่ดินโฉนดเลขที่ 135281, 135282 และ 135283 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี กับที่ดินที่แบ่งแยกจากโฉนดเลขที่ 135282 ดังกล่าวอีก 5 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 35955, 35964, 35957, 35958 และ 35959 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี รวมเป็น 22 แปลง มีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือไม่ เห็นว่า โฉนดที่ดินพิพาทมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของ จำเลยย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยเป็นเพียงผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาทแทนผู้ตาย โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว ซึ่งโจทก์มีตัวโจทก์และนางสุมาลีเป็นพยานเบิกความประกอบกันได้ความว่า ขณะผู้ตายยังอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ ผู้ตายประกอบอาชีพรับเหมาก่อสร้างร่วมกับพี่น้องแบบกงสี ต่อมาปี 2520 กงสีเลิกกัน เมื่อแบ่งกงสีระหว่างพี่น้องตามบัญชีกงสี ผู้ตายได้รับส่วนแบ่งเป็นที่ดินของนายสิทธิชัย น้องชายผู้ตาย 10 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 19246, 19247, 19270, 19271, 19272, 19274, 19276, 19280, 19305 และ 19306 ด้วย แต่เนื่องจากผู้ตายเป็นคนต่างด้าวจึงใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทน ปี 2522 ผู้ตายซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 43526 และ 43527 และใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทน ต่อมาปี 2542 ผู้ตายสั่งให้จำเลยขายที่ดินโฉนดเลขที่ 43526 ดังกล่าวไป และให้นางสุมาลีนำเงินฝากเข้าบัญชีของผู้ตายที่ธนาคาร ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 51318, 89390 และ 89391 ผู้ตายซื้อมาประมาณปี 2525 และใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทน เพื่อปลูกอาคารทำเป็นสำนักงานและบ้านพัก โดยผู้ตายเป็นผู้ยื่นคำขออนุญาตปลูกสร้างอาคารด้วยตนเอง สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 135281, 135282 และ 135283 ผู้ตายซื้อเมื่อปี 2526 และใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนเช่นกัน แต่หลังจากผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยไปแจ้งความที่สถานีตำรวจว่าโฉนดที่ดินเลขที่ 135281, 135282 และ 135283 สูญหายและไปขอออกใบแทนโฉนดที่ดินดังกล่าว แล้วนำโฉนดที่ดินเลขที่ 135282 ไปแบ่งแยกออกโฉนดที่ดินอีก 5 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 35955, 35956, 35957, 35958 และ 35959 ซึ่งโจทก์ได้ฟ้องจำเลยและนางอรพินท์ฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินจดข้อความอันเป็นเท็จ แต่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายและพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุด ดังนี้ จะเห็นได้ว่า จำเลยมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเมื่อระหว่างปี 2522 ถึง 2525 ขณะจำเลยมีอายุประมาณ 23 ถึง 27 ปี กำลังศึกษาอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย โดยผู้ตายเป็นผู้ส่งเสียออกค่าใช้จ่ายให้แก่จำเลยทั้งหมด จึงไม่มีความจำเป็นที่จำเลยจะต้องถือครองที่ดินพิพาทซึ่งมีจำนวนหลายแปลงแต่อย่างใด แต่ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบกลับได้ความว่า ขณะจำเลยกำลังศึกษาอยู่ที่ประเทศออสเตรเลียนั้น จำเลยต้องมอบอำนาจให้นางอรพินท์พี่สาวจำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 51318, 89390 และ 89391 ที่จำเลยอ้างว่าผู้ตายซื้อให้จำเลยเพื่อเป็นประกันหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัด ล้อมทรัพย์โยธาการ ของผู้ตาย กับธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โดยจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 51318 ในวงเงิน 1,880,000 บาท กับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 89390 และ 89391 ในวงเงิน 1,120,000 บาท และต่อมามีการขึ้นเงินจากจำนองเป็นประกันครั้งที่หนึ่งอีก 1,000,000 บาท แสดงว่าขณะนั้นกิจการของผู้ตายยังขาดสภาพคล่องไม่มั่นคงพอและต้องการเงินทุนอีกมาก ทำให้เชื่อได้ว่าผู้ตายจำเป็นต้องซื้อที่ดินเพื่อใช้เป็นหลักประกันในการขอกู้เงินจากธนาคารแต่ผู้ตายไม่สามารถซื้อที่ดินด้วยตนเองได้เพราะผู้ตายเป็นคนต่างด้าว จึงต้องให้จำเลยซื้อแทนเพื่อนำที่ดินไปเป็นหลักประกันในการกู้เงินจากธนาคารนั่นเอง อันเป็นความริเริ่มของผู้ตายหาใช่ผู้ตายต้องไปขอความยินยอมจากจำเลยเพื่อนำที่ดินไปจำนองดังที่จำเลยให้การไม่ พยานหลักฐานของโจทก์มีเหตุผลและน้ำหนักรับฟังดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยและสามารถรับฟังหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายข้างต้นได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแทนผู้ตาย แม้ผู้ตายเป็นคนต่างด้าวซื้อที่ดินพิพาทและให้จำเลยเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนถือได้ว่าเป็นการได้ที่ดินพิพาทมาโดยไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 86 แต่การได้ที่ดินพิพาทมาก็หาใช่จะไม่มีผลใด ๆ เสียเลย เพราะผู้ตายยังมีสิทธิได้รับผลตามบทบัญญัติ มาตรา 94 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ในอันที่จะจัดการจำหน่ายที่ดินพิพาทนั้นได้ภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด หรืออธิบดีกรมที่ดินอาจจำหน่ายที่ดินนั้นได้ กรณีต้องถือว่าตราบใดที่ผู้ตายหรืออธิบดีกรมที่ดินยังไม่ได้จำหน่ายที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทจึงยังเป็นของผู้ตาย เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทย่อมเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกจึงมีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์หรือนำไปจำหน่ายตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 94 แล้วนำเงินมาแบ่งปันแก่ทายาทได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 19246, 19247, 19270, 19271, 19272, 19274, 19276, 19280, 19305 และ 19306 ตำบลสำปะทวน อำเภอนครชัยศรี (เมือง) จังหวัดนครปฐม ที่ดินโฉนดเลขที่ 43527 ตำบลลาดพร้าว (ออเป้า) อำเภอบางกะปิ จังหวัดพระนคร ที่ดินโฉนดเลขที่ 51318, 89390 และ 89391 ตำบลลาดพร้าว (ออเป้า) อำเภอบางกะปิ จังหวัดพระนคร ที่ดินโฉนดเลขที่ 135281, 135282 และ 135283 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี ที่ดินโฉนดเลขที่ 35955, 35956, 35957, 35958 และ 35959 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี มาเป็นชื่อโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดก หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้โจทก์จำหน่ายที่ดินพิพาทภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนดเพื่อนำเงินมาแบ่งปันแก่ทายาท หากไม่ปฏิบัติตามให้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้นได้ตามกฎหมาย โดยให้โจทก์ซึ่งมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ไปจดทะเบียนโอนจำหน่ายให้ หากไม่ไปให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ (วีระวัฒน์ ปวราจารย์-เมทินี ชโลธร-ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล) ศาลแพ่ง - นายนวชาติ ยมะสมิต ศาลอุทธรณ์ - นายประพันธ์ ทรัพย์แสง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1601/2557 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ5833/2550 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ3042/2555 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
587626
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นายนวชาติ ยมะสมิต"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายประพันธ์ ทรัพย์แสง"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081971256"
    }
}
date
2558
deka_no
6089/2558
deka_running_no
6089
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "วีระวัฒน์ ปวราจารย์",
    "เมทินี ชโลธร",
    "ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายที่ดิน",
        "law_abbr": "ป.ที่ดิน",
        "sections": [
            "ม. 86",
            "ม. 94"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "นางพิมใจ ทรัพย์เหลือหลาย ในฐานะผู้จัดการมรดก"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ของนายคี้ แซ่ล้อ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสมบัติ ทรัพย์เหลือหลาย"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินทั้ง 22 แปลง ตามฟ้องมาเป็นชื่อโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดก หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนโอนสิทธิหรือกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินที่ดินทั้ง 22 แปลง ตามฟ้องแต่เพียงผู้เดียว

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 19246, 19247, 19270, 19271, 19272, 19274, 19276, 19280, 19305 และ 19306 ตำบลสำปะทวน อำเภอนครชัยศรี (เมือง) จังหวัดนครปฐม โฉนดที่ดินเลขที่ 43527 ตำบลลาดพร้าว อำเภอบางกะปิ จังหวัดพระนคร ปัจจุบันอยู่แขวงลาดพร้าว (ออเป้า) เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร โฉนดที่ดินเลขที่ 51318, 89390 และ 89391 ตำบลลาดพร้าว (ออเป้า)อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร โฉนดที่ดินเลขที่ 135281, 135282, 135283 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี และที่ดินโฉนดที่แบ่งแยกออกจากที่ดินเลขที่ 135282 ดังกล่าว คือที่ดินโฉนดเลขที่ 35955, 35956, 35957, 35958 และ 35959 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี มาใส่ชื่อโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดก ให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนโอนสิทธิหรือกรรมสิทธิ์ที่ดินข้างต้นแต่เพียงผู้เดียว หากจำเลยไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เดิมนายคี้ ผู้ตายเป็นคนต่างด้าวสัญชาติจีน ได้แต่งงานอยู่กินฉันสามีภริยากับนางเซี่ยมจึง เมื่อปี 2494 มีบุตรด้วยกัน 3 คน คือ นางอรพินท์ นางสาวเกษราและจำเลย นางเซี่ยมจึงถึงแก่ความตายเมื่อปี 2500 ต่อมาปี 2520 ผู้ตายจดทะเบียนสมรสกับโจทก์ มีบุตรด้วยกัน 5 คน แต่มีชีวิตอยู่ 4 คน คือ นางสาวสุมาลี นางสาวรัชนีวรรณ นายสมควรและนายสมเกียรติ หลังจากนั้นผู้ตายได้นางวันดี เป็นภริยาอีกคนหนึ่ง มีบุตรด้วยกัน 3 คน แต่มีชีวิตอยู่ 2 คน คือ นางสาวดวงใจและนายบุญชัย ในปี 2531 ผู้ตายได้รับอนุญาตให้แปลงสัญชาติเป็นไทย และปี 2546 ผู้ตายถึงแก่ความตาย โดยมีโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล โจทก์เรียกประชุมทายาทและฟ้องเรียกคืนที่ดินที่มีชื่อทายาททั้งหมด คดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ สำหรับคดีนี้ผู้ตายเป็นผู้ส่งเสียให้จำเลยไปศึกษาต่อที่ประเทศออสเตรเลีย เมื่อประมาณปี 2516 และจำเลยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีกลับมาประเทศไทยในปี 2527 ที่ดินพิพาท คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 19246, 19247, 19270, 19271, 19272, 19274, 19276, 19280, 19305 และ 19306 ตำบลสำปะทวน อำเภอนครชัยศรี (เมือง) จังหวัดนครปฐม ที่ดินโฉนดเลขที่ 43527, 51318 และ 89391 ตำบลลาดพร้าว (ออเป้า) อำเภอบางกะปิ จังหวัดพระนคร ที่ดินโฉนดเลขที่ 135281, 135282 และ 135283 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี กับที่ดินที่แบ่งแยกจากโฉนดเลขที่ 135282 ดังกล่าวอีก 5 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 35955, 35964, 35957, 35958 และ 35959 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี รวมเป็น 22 แปลง มีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือไม่ เห็นว่า โฉนดที่ดินพิพาทมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของ จำเลยย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยเป็นเพียงผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาทแทนผู้ตาย โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว ซึ่งโจทก์มีตัวโจทก์และนางสุมาลีเป็นพยานเบิกความประกอบกันได้ความว่า ขณะผู้ตายยังอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ ผู้ตายประกอบอาชีพรับเหมาก่อสร้างร่วมกับพี่น้องแบบกงสี ต่อมาปี 2520 กงสีเลิกกัน เมื่อแบ่งกงสีระหว่างพี่น้องตามบัญชีกงสี ผู้ตายได้รับส่วนแบ่งเป็นที่ดินของนายสิทธิชัย น้องชายผู้ตาย 10 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 19246, 19247, 19270, 19271, 19272, 19274, 19276, 19280, 19305 และ 19306 ด้วย แต่เนื่องจากผู้ตายเป็นคนต่างด้าวจึงใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทน ปี 2522 ผู้ตายซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 43526 และ 43527 และใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทน ต่อมาปี 2542 ผู้ตายสั่งให้จำเลยขายที่ดินโฉนดเลขที่ 43526 ดังกล่าวไป และให้นางสุมาลีนำเงินฝากเข้าบัญชีของผู้ตายที่ธนาคาร ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 51318, 89390 และ 89391 ผู้ตายซื้อมาประมาณปี 2525 และใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทน เพื่อปลูกอาคารทำเป็นสำนักงานและบ้านพัก โดยผู้ตายเป็นผู้ยื่นคำขออนุญาตปลูกสร้างอาคารด้วยตนเอง สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 135281, 135282 และ 135283 ผู้ตายซื้อเมื่อปี 2526 และใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนเช่นกัน แต่หลังจากผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยไปแจ้งความที่สถานีตำรวจว่าโฉนดที่ดินเลขที่ 135281, 135282 และ 135283 สูญหายและไปขอออกใบแทนโฉนดที่ดินดังกล่าว แล้วนำโฉนดที่ดินเลขที่ 135282 ไปแบ่งแยกออกโฉนดที่ดินอีก 5 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 35955, 35956, 35957, 35958 และ 35959 ซึ่งโจทก์ได้ฟ้องจำเลยและนางอรพินท์ฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินจดข้อความอันเป็นเท็จ แต่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายและพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุด ดังนี้ จะเห็นได้ว่า จำเลยมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเมื่อระหว่างปี 2522 ถึง 2525 ขณะจำเลยมีอายุประมาณ 23 ถึง 27 ปี กำลังศึกษาอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย โดยผู้ตายเป็นผู้ส่งเสียออกค่าใช้จ่ายให้แก่จำเลยทั้งหมด จึงไม่มีความจำเป็นที่จำเลยจะต้องถือครองที่ดินพิพาทซึ่งมีจำนวนหลายแปลงแต่อย่างใด แต่ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบกลับได้ความว่า ขณะจำเลยกำลังศึกษาอยู่ที่ประเทศออสเตรเลียนั้น จำเลยต้องมอบอำนาจให้นางอรพินท์พี่สาวจำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 51318, 89390 และ 89391 ที่จำเลยอ้างว่าผู้ตายซื้อให้จำเลยเพื่อเป็นประกันหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัด ล้อมทรัพย์โยธาการ ของผู้ตาย กับธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โดยจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 51318 ในวงเงิน 1,880,000 บาท กับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 89390 และ 89391 ในวงเงิน 1,120,000 บาท และต่อมามีการขึ้นเงินจากจำนองเป็นประกันครั้งที่หนึ่งอีก 1,000,000 บาท แสดงว่าขณะนั้นกิจการของผู้ตายยังขาดสภาพคล่องไม่มั่นคงพอและต้องการเงินทุนอีกมาก ทำให้เชื่อได้ว่าผู้ตายจำเป็นต้องซื้อที่ดินเพื่อใช้เป็นหลักประกันในการขอกู้เงินจากธนาคารแต่ผู้ตายไม่สามารถซื้อที่ดินด้วยตนเองได้เพราะผู้ตายเป็นคนต่างด้าว จึงต้องให้จำเลยซื้อแทนเพื่อนำที่ดินไปเป็นหลักประกันในการกู้เงินจากธนาคารนั่นเอง อันเป็นความริเริ่มของผู้ตายหาใช่ผู้ตายต้องไปขอความยินยอมจากจำเลยเพื่อนำที่ดินไปจำนองดังที่จำเลยให้การไม่ พยานหลักฐานของโจทก์มีเหตุผลและน้ำหนักรับฟังดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยและสามารถรับฟังหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายข้างต้นได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแทนผู้ตาย แม้ผู้ตายเป็นคนต่างด้าวซื้อที่ดินพิพาทและให้จำเลยเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนถือได้ว่าเป็นการได้ที่ดินพิพาทมาโดยไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 86 แต่การได้ที่ดินพิพาทมาก็หาใช่จะไม่มีผลใด ๆ เสียเลย เพราะผู้ตายยังมีสิทธิได้รับผลตามบทบัญญัติ มาตรา 94 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ในอันที่จะจัดการจำหน่ายที่ดินพิพาทนั้นได้ภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด หรืออธิบดีกรมที่ดินอาจจำหน่ายที่ดินนั้นได้ กรณีต้องถือว่าตราบใดที่ผู้ตายหรืออธิบดีกรมที่ดินยังไม่ได้จำหน่ายที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทจึงยังเป็นของผู้ตาย เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทย่อมเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกจึงมีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์หรือนำไปจำหน่ายตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 94 แล้วนำเงินมาแบ่งปันแก่ทายาทได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 19246, 19247, 19270, 19271, 19272, 19274, 19276, 19280, 19305 และ 19306 ตำบลสำปะทวน อำเภอนครชัยศรี (เมือง) จังหวัดนครปฐม ที่ดินโฉนดเลขที่ 43527 ตำบลลาดพร้าว (ออเป้า) อำเภอบางกะปิ จังหวัดพระนคร ที่ดินโฉนดเลขที่ 51318, 89390 และ 89391 ตำบลลาดพร้าว (ออเป้า) อำเภอบางกะปิ จังหวัดพระนคร ที่ดินโฉนดเลขที่ 135281, 135282 และ 135283 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี ที่ดินโฉนดเลขที่ 35955, 35956, 35957, 35958 และ 35959 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี มาเป็นชื่อโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดก หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้โจทก์จำหน่ายที่ดินพิพาทภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนดเพื่อนำเงินมาแบ่งปันแก่ทายาท หากไม่ปฏิบัติตามให้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้นได้ตามกฎหมาย โดยให้โจทก์ซึ่งมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ไปจดทะเบียนโอนจำหน่ายให้ หากไม่ไปให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ5833/2550
primary_red_case_no
พ3042/2555
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000282.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1601/2557
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558