คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6486/2558 ฉบับเต็ม

#587627
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6486/2558 บริษัทสุวรรณภูมิ รีเทล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด โจทก์ บริษัทซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน) จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) คำฟ้องคดีก่อนและคดีนี้โจทก์อ้างเหตุว่าจำเลยปฏิบัติผิดสัญญาเช่าและสัญญาให้บริการฉบับเดียวกัน ซึ่งโจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาทำให้สัญญาทั้งสองฉบับเลิกกันแล้ว ในคดีก่อนโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินที่ค้างและค่าเสียหายกับขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่เช่า พร้อมส่งมอบที่เช่าคืนโจทก์ กรณีเป็นการใช้สิทธิในฐานะคู่สัญญาฝ่ายที่ได้รับความเสียหายจากการเลิกสัญญา โจทก์สามารถเรียกเอาค่าเสียหายในอนาคตรวมถึงค่าเสียหายต่างๆ อันสืบเนื่องจากจำเลยไม่ส่งมอบที่เช่าคืนโจทก์ภายหลังสัญญาเลิกกันได้ ค่าใช้ทรัพย์ที่ตกเป็นของโจทก์โดยข้อสัญญาและค่าปรับที่จำเลยออกจากที่เช่าล่าช้าตามฟ้องโจทก์คดีนี้ล้วนเป็นค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเลิกสัญญาที่คู่สัญญาได้คาดเห็นอยู่ก่อนแล้วว่าจำเลยอาจส่งมอบที่เช่าคืนโจทก์ล่าช้าและยังคงใช้ประโยชน์ในที่เช่าต่อไป จึงได้มีการระบุไว้เป็นข้อตกลงในสัญญาเช่า ทั้งยังถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าเสียหายที่โจทก์ฟ้องเรียกจากจำเลยเป็นรายเดือนจนกว่าจะได้ที่เช่าคืนในคดีก่อนแล้ว ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นคำฟ้องเรื่องเดียวกันกับฟ้องคดีก่อน เป็นฟ้องซ้อนไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้เงินค่าเสียหาย 56,790,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และใช้ค่าเสียหายวันละ 127,900 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะส่งมอบพื้นที่เช่าจุดที่ 1 ในสภาพดีให้แก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 2,495,240 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 (ที่ถูก ร้อยละ 7.5 ต่อปี) ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 กรกฎาคม 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระค่าปรับอีกวันละ 7,674 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนถึงวันที่ 16 กรกฎาคม 2552 กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท คำขออื่นให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ โดยโจทก์ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์บางส่วน ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาบางส่วน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติโดยคู่ความมิได้โต้แย้งกันว่า เดิมโจทก์กับจำเลยทำสัญญาเช่าพื้นที่ส่วนหนึ่งของอาคารชอปปิงอาเขต อาคารศูนย์บริหารการขนส่งสาธารณะ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และทำสัญญาให้บริการกัน ตามสำเนาสัญญาเช่าและสัญญาให้บริการ ต่อมาโจทก์อ้างว่าจำเลยผิดสัญญาโดยไม่ชำระค่าเช่า ค่าบริการ และผลประโยชน์ต่าง ๆ แก่โจทก์ โจทก์จึงมีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระภายในกำหนด หากจำเลยไม่ชำระให้ถือเอาหนังสือดังกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญาทั้งสองฉบับ แต่จำเลยไม่ชำระตามกำหนด โจทก์จึงฟ้องจำเลยต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้เป็นคดีหมายเลขดำที่ 8936/2550 ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเช่า ค่าบริการ และผลประโยชน์ต่าง ๆ ที่ค้างชำระพร้อมชดใช้ค่าเสียหายกับขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่เช่าและส่งมอบที่เช่าคืนให้แก่โจทก์ ตามสำเนาคำฟ้อง จำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดี ต่อมาจำเลยยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้เป็นคดีหมายเลขดำที่ 7209/2551 อ้างว่าจำเลยเข้าทำสัญญากับโจทก์โดยสำคัญผิดและบอกล้างโมฆียกรรมแล้ว ขอให้บังคับโจทก์ชำระค่าเสียหายแก่จำเลย ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งให้รวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน ระหว่างที่คดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ โจทก์จึงฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ 8936/2550 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้หรือไม่ เห็นว่า ในคดีหมายเลขดำที่ 8936/2550 ดังกล่าว โจทก์ฟ้องจำเลยโดยกล่าวอ้างว่าจำเลยปฏิบัติผิดสัญญาเช่าและสัญญาให้บริการซึ่งเป็นสัญญาฉบับเดียวกันกับคดีนี้ โจทก์จึงใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา ทำให้สัญญาทั้งสองฉบับเป็นอันเลิกกัน และขอให้บังคับจำเลยชำระเงินต่าง ๆ ที่ค้างชำระพร้อมชดใช้ค่าเสียหายกับขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่เช่าและส่งมอบที่เช่าคืนให้แก่โจทก์ อันเป็นการใช้สิทธิต่าง ๆ ในฐานะคู่สัญญาฝ่ายที่ได้รับความเสียหายจากการเลิกสัญญา ซึ่งโจทก์สามารถเรียกเอาค่าเสียหายต่าง ๆ ในอนาคตได้ด้วยรวมถึงค่าเสียหายต่าง ๆ อันสืบเนื่องมาจากจำเลยไม่ส่งมอบที่เช่าคืนให้แก่โจทก์ภายหลังสัญญาเลิกกัน ซึ่งค่าใช้ทรัพย์ที่ตกเป็นของโจทก์โดยข้อสัญญาก็ดี ค่าปรับที่จำเลยออกจากที่เช่าล่าช้าเกินกว่าที่กำหนดก็ดี ล้วนเป็นค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเลิกสัญญาที่คู่สัญญาได้คาดเห็นอยู่ก่อนแล้วว่าจำเลยอาจส่งมอบที่เช่าคืนให้โจทก์ล่าช้าและยังใช้ประโยชน์ในที่เช่าต่อไป ดังเห็นได้จากการที่มีการระบุไว้ในสัญญาเช่าเป็นใจความสำคัญว่า หากสัญญาเช่าสิ้นสุดลงไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ จำเลยต้องขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่เช่าและส่งมอบที่เช่าให้แก่โจทก์ในสภาพดีภายใน 30 วัน หากพ้นกำหนดดังกล่าวยอมให้โจทก์กลับเข้าครอบครองที่เช่าทันที และให้ทรัพย์สินที่จำเลยมิได้ขนย้ายออกไปตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ และให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะเรียกเอาค่าปรับในกรณีที่จำเลยขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่เช่าล่าช้าเกินกว่าที่กำหนดอีกด้วย นอกจากนี้ค่าเสียหายที่โจทก์อ้างว่าเป็นค่าใช้ทรัพย์ที่ตกเป็นของโจทก์โดยข้อสัญญา และค่าปรับนับแต่วันที่สัญญาเลิกกัน ยังถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องเอาจากจำเลยเป็นรายเดือนนับแต่วันที่สัญญาเลิกกันจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่เช่าและส่งมอบที่เช่าคืนให้โจทก์ ซึ่งโจทก์ฟ้องเรียกร้องเอาจากจำเลยแล้วในคดีหมายเลขดำที่ 8936/2550 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ดังนั้นฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นคำฟ้องเรื่องเดียวกันและเป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ 8936/2550 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. (ปกิต สุวรรณพรหมา-วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์-ประมวล สุขสมพร) ศาลแพ่ง - นายสมพงศ์ เผือกประดิษฐ ศาลอุทธรณ์ - นายชูศักดิ์ จำปา แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1817/2557 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ3817/2551 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ910/2553 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
587627
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นายสมพงศ์ เผือกประดิษฐ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายชูศักดิ์ จำปา"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081971026"
    }
}
date
2558
deka_no
6486/2558
deka_running_no
6486
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "ปกิต สุวรรณพรหมา",
    "วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์",
    "ประมวล สุขสมพร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 173 วรรคสอง (1)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทสุวรรณภูมิ รีเทล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน)"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้เงินค่าเสียหาย 56,790,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และใช้ค่าเสียหายวันละ 127,900 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะส่งมอบพื้นที่เช่าจุดที่ 1 ในสภาพดีให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 2,495,240 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 (ที่ถูก ร้อยละ 7.5 ต่อปี) ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 กรกฎาคม 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระค่าปรับอีกวันละ 7,674 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนถึงวันที่ 16 กรกฎาคม 2552 กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ โดยโจทก์ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์บางส่วน

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาบางส่วน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติโดยคู่ความมิได้โต้แย้งกันว่า เดิมโจทก์กับจำเลยทำสัญญาเช่าพื้นที่ส่วนหนึ่งของอาคารชอปปิงอาเขต อาคารศูนย์บริหารการขนส่งสาธารณะ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และทำสัญญาให้บริการกัน ตามสำเนาสัญญาเช่าและสัญญาให้บริการ ต่อมาโจทก์อ้างว่าจำเลยผิดสัญญาโดยไม่ชำระค่าเช่า ค่าบริการ และผลประโยชน์ต่าง ๆ แก่โจทก์ โจทก์จึงมีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระภายในกำหนด หากจำเลยไม่ชำระให้ถือเอาหนังสือดังกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญาทั้งสองฉบับ แต่จำเลยไม่ชำระตามกำหนด โจทก์จึงฟ้องจำเลยต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้เป็นคดีหมายเลขดำที่ 8936/2550 ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเช่า ค่าบริการ และผลประโยชน์ต่าง ๆ ที่ค้างชำระพร้อมชดใช้ค่าเสียหายกับขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่เช่าและส่งมอบที่เช่าคืนให้แก่โจทก์ ตามสำเนาคำฟ้อง จำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดี ต่อมาจำเลยยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้เป็นคดีหมายเลขดำที่ 7209/2551 อ้างว่าจำเลยเข้าทำสัญญากับโจทก์โดยสำคัญผิดและบอกล้างโมฆียกรรมแล้ว ขอให้บังคับโจทก์ชำระค่าเสียหายแก่จำเลย ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งให้รวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน ระหว่างที่คดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ โจทก์จึงฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ 8936/2550 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้หรือไม่ เห็นว่า ในคดีหมายเลขดำที่ 8936/2550 ดังกล่าว โจทก์ฟ้องจำเลยโดยกล่าวอ้างว่าจำเลยปฏิบัติผิดสัญญาเช่าและสัญญาให้บริการซึ่งเป็นสัญญาฉบับเดียวกันกับคดีนี้ โจทก์จึงใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา ทำให้สัญญาทั้งสองฉบับเป็นอันเลิกกัน และขอให้บังคับจำเลยชำระเงินต่าง ๆ ที่ค้างชำระพร้อมชดใช้ค่าเสียหายกับขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่เช่าและส่งมอบที่เช่าคืนให้แก่โจทก์ อันเป็นการใช้สิทธิต่าง ๆ ในฐานะคู่สัญญาฝ่ายที่ได้รับความเสียหายจากการเลิกสัญญา ซึ่งโจทก์สามารถเรียกเอาค่าเสียหายต่าง ๆ ในอนาคตได้ด้วยรวมถึงค่าเสียหายต่าง ๆ อันสืบเนื่องมาจากจำเลยไม่ส่งมอบที่เช่าคืนให้แก่โจทก์ภายหลังสัญญาเลิกกัน ซึ่งค่าใช้ทรัพย์ที่ตกเป็นของโจทก์โดยข้อสัญญาก็ดี ค่าปรับที่จำเลยออกจากที่เช่าล่าช้าเกินกว่าที่กำหนดก็ดี ล้วนเป็นค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเลิกสัญญาที่คู่สัญญาได้คาดเห็นอยู่ก่อนแล้วว่าจำเลยอาจส่งมอบที่เช่าคืนให้โจทก์ล่าช้าและยังใช้ประโยชน์ในที่เช่าต่อไป ดังเห็นได้จากการที่มีการระบุไว้ในสัญญาเช่าเป็นใจความสำคัญว่า หากสัญญาเช่าสิ้นสุดลงไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ จำเลยต้องขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่เช่าและส่งมอบที่เช่าให้แก่โจทก์ในสภาพดีภายใน 30 วัน หากพ้นกำหนดดังกล่าวยอมให้โจทก์กลับเข้าครอบครองที่เช่าทันที และให้ทรัพย์สินที่จำเลยมิได้ขนย้ายออกไปตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ และให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะเรียกเอาค่าปรับในกรณีที่จำเลยขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่เช่าล่าช้าเกินกว่าที่กำหนดอีกด้วย นอกจากนี้ค่าเสียหายที่โจทก์อ้างว่าเป็นค่าใช้ทรัพย์ที่ตกเป็นของโจทก์โดยข้อสัญญา และค่าปรับนับแต่วันที่สัญญาเลิกกัน ยังถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องเอาจากจำเลยเป็นรายเดือนนับแต่วันที่สัญญาเลิกกันจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่เช่าและส่งมอบที่เช่าคืนให้โจทก์ ซึ่งโจทก์ฟ้องเรียกร้องเอาจากจำเลยแล้วในคดีหมายเลขดำที่ 8936/2550 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ดังนั้นฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นคำฟ้องเรื่องเดียวกันและเป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ 8936/2550 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
พ3817/2551
primary_red_case_no
พ910/2553
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000280.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1817/2557
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558