คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9556/2558 ฉบับเต็ม

#587639
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9556/2558 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายไกรรงค์ นาวิกผล จำเลย ป.อ. มาตรา 137, มาตรา 267 ป.พ.พ. มาตรา 1145, มาตรา 1146 การเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงข้อบังคับหรือข้อความในหนังสือบริคณห์สนธิ ป.พ.พ. มาตรา 1145 และมาตรา 1146 กำหนดว่าจะกระทำได้ต่อเมื่อมีการลงมติพิเศษ ซึ่งจะต้องมีการประชุมใหญ่โดยมีคำบอกกล่าวเรียกประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อลงมติพิเศษ และกำหนดให้เป็นหน้าที่ของบริษัทจะต้องจัดให้ไปจดทะเบียนภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่ได้มีการลงมติพิเศษ และเหตุที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นหน้าที่ของบริษัทจะต้องนำเรื่องไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็เนื่องจากเป็นเรื่องสำคัญเพราะมีผลกระทบต่อบุคคลภายนอก กรณีที่จำต้องใช้เอกสารยืนยันภูมิลำเนาคือ สำนักงานแห่งใหญ่ของนิติบุคคลเป็นพยานหลักฐานที่มีการรับรองโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งกิจการของบริษัท บ. ก็มิได้เป็นเพียงนิติบุคคลที่จดทะเบียนเพื่อดำเนินกิจการเกี่ยวข้องแต่เฉพาะบุคคลในเครือญาติของจำเลย หากแต่ต้องติดต่อกับนิติบุคคลหรือบุคคลอื่นด้วย จำเลยจะอ้างความเคยชิน และความไว้วางใจระหว่างเครือญาติของจำเลยมาเป็นข้อยกเว้นไม่ปฏิบัติตามกฎหมายไม่ได้ การที่จำเลยมอบอำนาจให้ทนายความไปยื่นคำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิ และแจ้งย้ายที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ของบริษัท บ. ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทโดยอ้างว่าจำเลยได้บอกกล่าวนัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ ๒/๒๕๕๒ โดยลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์และส่งมอบให้ผู้ถือหุ้น และที่ประชุมวิสามัญมีมติพิเศษให้แก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิ และย้ายที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ของบริษัทจากเดิมที่ตั้งอยู่กรุงเทพมหานครไปที่จังหวัดราชบุรีโดยไม่เป็นความจริง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานและแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จตาม ป.อ. มาตรา 137 และมาตรา 267 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ โดยอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา 267 ซึ่งมีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90 จำคุก 6 เดือน และปรับ 6,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าบริษัทรัตนสุรีย์ จำกัด เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มีจำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทรัตนสุรีย์ จำกัด มอบอำนาจให้นายปิยะพงศ์ ทนายความไปยื่นคำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิย้ายที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ของบริษัทรัตนสุรีย์ จำกัด ต่อนางสาวสุรีย์ นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครว่า จำเลยได้บอกกล่าวนัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2552 เมื่อวันที่ 9 มกราคม2552 โดยลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์ และส่งมอบหนังสือนัดประชุมให้ผู้ถือหุ้นแล้วมีกรรมการหรือผู้ถือหุ้นเข้าประชุม 8 คน นับจำนวนหุ้นได้ 520,000 หุ้น จำเลยเป็นประธานที่ประชุม บริษัทมีมติพิเศษที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2552 เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2552 ให้แก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคนห์สนธิข้อ 2 และย้ายที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ของบริษัทจากเดิมซึ่งตั้งอยู่กรุงเทพมหานครไปที่จังหวัดราชบุรี โดยมีสำนักงานแห่งใหม่ตั้งอยู่เลขที่ 74/70 หมู่ที่ 4 ตำบลท่าผา อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นความเท็จ เป็นเหตุให้นายทะเบียนหลงเชื่อและรับดำเนินการจดทะเบียนให้ตามคำขอของจำเลย ต่อมาวันที่ 14 มกราคม 2554 นางสาวเอมอร และนางวลัยผู้ถือหุ้นของบริษัทมีหนังสือถึงนายทะเบียนขอให้ตรวจสอบและเพิกถอนการจดทะเบียน นายทะเบียนได้มีหนังสือสอบถามผู้ถือหุ้นของบริษัทถึงเรื่องดังกล่าวและได้รับแจ้งจากนางสาวเอมอร นางวลัยและแพทย์หญิงลดาวัลย์ ผู้ถือหุ้นว่าไม่เคยได้รับการบอกกล่าวเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2552 และไม่ได้เข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้น โดยความจริงแล้วจำเลยไม่ได้บอกกล่าวนัดประชุม และไม่มีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2552 แต่อย่างใด นายทะเบียนจึงมีคำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิดังกล่าว จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนดังกล่าวแล้ว สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลางมีคำสั่งยกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกามีใจความสำคัญว่า บริษัทรัตนสุรีย์ จำกัด เป็นกิจการของตระกูลนาวิกผลซึ่งมีบริษัทในเครือกว่า 10 บริษัท ผู้ถือหุ้นของบริษัทล้วนเป็นเครือญาติกัน การประชุมผู้ถือหุ้นมีวิธีปฏิบัติแตกต่างจากบริษัทอื่น คือ ไม่จำเป็นต้องมีหนังสือนัดประชุมไปยังผู้ถือหุ้น จำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิดเนื่องจากกระทำโดยผ่านความเห็นชอบจากผู้ถือหุ้น ตามข้อเท็จจริงมีเหตุอันควรสงสัยว่าจำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่าสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงหนังสือบริคณห์สนธิ และแก้ไขเปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ของบริษัทได้ จำเลยจึงไม่มีความผิดเพราะไม่มีเจตนากระทำความผิดนั้น เห็นว่า การเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงข้อบังคับหรือข้อความในหนังสือบริคณห์สนธิ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1145 และมาตรา 1146 กำหนดว่า จะกระทำได้ต่อเมื่อมีการลงมติพิเศษซึ่งจะต้องมีการประชุมใหญ่โดยมีคำบอกกล่าวเรียกประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อลงมติพิเศษ และกำหนดให้เป็นหน้าที่ของบริษัทจะต้องจัดให้ไปจดทะเบียนภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่ได้มีการลงมติพิเศษ และเหตุที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นหน้าที่ของบริษัทจะต้องนำเรื่องไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็เนื่องจากเป็นเรื่องสำคัญเพราะมีผลกระทบต่อบุคคลภายนอก กรณีที่จำต้องใช้เอกสารยืนยันภูมิลำเนาคือสำนักงานแห่งใหญ่ของนิติบุคคลเป็นพยานหลักฐานที่มีการรับรองโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นที่เชื่อถือได้ในทางกฎหมาย ทั้งกิจการของบริษัทรัตนสุรีย์ จำกัด ก็มิได้เป็นเพียงนิติบุคคลที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นมาเพื่อดำเนินกิจการเกี่ยวข้องแต่เฉพาะบุคคลในวงศ์เครือญาติของจำเลย หากแต่ต้องติดต่อสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับนิติบุคคลหรือบุคคลอื่นด้วย จำเลยจะอ้างความเคยชิน และความไว้วางใจระหว่างเครือญาติของจำเลยมาเป็นข้อยกเว้นไม่ปฏิบัติตามกฎหมายไม่ได้ อีกทั้งการที่จำเลยมอบอำนาจให้ทนายความไปยื่นคำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิ และแจ้งย้ายที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ของบริษัทรัตนสุรีย์ จำกัด ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครโดยอ้างว่าจำเลยได้บอกกล่าวนัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2552 โดยลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์และส่งมอบให้ผู้ถือหุ้น และที่ประชุมวิสามัญมีมติพิเศษให้แก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิข้อ 2 และย้ายที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ของบริษัทจากเดิมที่ตั้งอยู่กรุงเทพมหานครไปที่จังหวัดราชบุรีโดยไม่เป็นความจริง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานและแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และมาตรา 267 จำเลยจึงอ้างว่าไม่มีเจตนากระทำความผิดไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (รังสรรค์ ดวงพัตรา-วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี-ชลิศร์ สวัสดิทัต) ศาลจังหวัดตลิ่งชัน - นายสมศักดิ์ ฎาราณุท ศาลอุทธรณ์ - นายวรวิทย์ ฤทธิทิศ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1475/2558 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ5072/2556 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ1334/2557 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
587639
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดตลิ่งชัน",
        "judge": "นายสมศักดิ์ ฎาราณุท"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายวรวิทย์ ฤทธิทิศ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081969764"
    }
}
date
2558
deka_no
9556/2558
deka_running_no
9556
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "รังสรรค์ ดวงพัตรา",
    "วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี",
    "ชลิศร์ สวัสดิทัต"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 137",
            "ม. 267"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1145",
            "ม. 1146"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายไกรรงค์ นาวิกผล"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา 267 ซึ่งมีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90 จำคุก 6 เดือน และปรับ 6,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าบริษัทรัตนสุรีย์ จำกัด เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มีจำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทรัตนสุรีย์ จำกัด มอบอำนาจให้นายปิยะพงศ์ ทนายความไปยื่นคำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิย้ายที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ของบริษัทรัตนสุรีย์ จำกัด ต่อนางสาวสุรีย์ นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครว่า จำเลยได้บอกกล่าวนัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2552 เมื่อวันที่ 9 มกราคม2552 โดยลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์ และส่งมอบหนังสือนัดประชุมให้ผู้ถือหุ้นแล้วมีกรรมการหรือผู้ถือหุ้นเข้าประชุม 8 คน นับจำนวนหุ้นได้ 520,000 หุ้น จำเลยเป็นประธานที่ประชุม บริษัทมีมติพิเศษที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2552 เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2552 ให้แก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคนห์สนธิข้อ 2 และย้ายที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ของบริษัทจากเดิมซึ่งตั้งอยู่กรุงเทพมหานครไปที่จังหวัดราชบุรี โดยมีสำนักงานแห่งใหม่ตั้งอยู่เลขที่ 74/70 หมู่ที่ 4 ตำบลท่าผา อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นความเท็จ เป็นเหตุให้นายทะเบียนหลงเชื่อและรับดำเนินการจดทะเบียนให้ตามคำขอของจำเลย ต่อมาวันที่ 14 มกราคม 2554 นางสาวเอมอร และนางวลัยผู้ถือหุ้นของบริษัทมีหนังสือถึงนายทะเบียนขอให้ตรวจสอบและเพิกถอนการจดทะเบียน นายทะเบียนได้มีหนังสือสอบถามผู้ถือหุ้นของบริษัทถึงเรื่องดังกล่าวและได้รับแจ้งจากนางสาวเอมอร นางวลัยและแพทย์หญิงลดาวัลย์ ผู้ถือหุ้นว่าไม่เคยได้รับการบอกกล่าวเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2552 และไม่ได้เข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้น โดยความจริงแล้วจำเลยไม่ได้บอกกล่าวนัดประชุม และไม่มีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2552 แต่อย่างใด นายทะเบียนจึงมีคำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิดังกล่าว จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนดังกล่าวแล้ว สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลางมีคำสั่งยกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกามีใจความสำคัญว่า บริษัทรัตนสุรีย์ จำกัด เป็นกิจการของตระกูลนาวิกผลซึ่งมีบริษัทในเครือกว่า 10 บริษัท ผู้ถือหุ้นของบริษัทล้วนเป็นเครือญาติกัน การประชุมผู้ถือหุ้นมีวิธีปฏิบัติแตกต่างจากบริษัทอื่น คือ ไม่จำเป็นต้องมีหนังสือนัดประชุมไปยังผู้ถือหุ้น จำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิดเนื่องจากกระทำโดยผ่านความเห็นชอบจากผู้ถือหุ้น ตามข้อเท็จจริงมีเหตุอันควรสงสัยว่าจำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่าสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงหนังสือบริคณห์สนธิ และแก้ไขเปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ของบริษัทได้ จำเลยจึงไม่มีความผิดเพราะไม่มีเจตนากระทำความผิดนั้น เห็นว่า การเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงข้อบังคับหรือข้อความในหนังสือบริคณห์สนธิ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1145 และมาตรา 1146 กำหนดว่า จะกระทำได้ต่อเมื่อมีการลงมติพิเศษซึ่งจะต้องมีการประชุมใหญ่โดยมีคำบอกกล่าวเรียกประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อลงมติพิเศษ และกำหนดให้เป็นหน้าที่ของบริษัทจะต้องจัดให้ไปจดทะเบียนภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่ได้มีการลงมติพิเศษ และเหตุที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นหน้าที่ของบริษัทจะต้องนำเรื่องไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็เนื่องจากเป็นเรื่องสำคัญเพราะมีผลกระทบต่อบุคคลภายนอก กรณีที่จำต้องใช้เอกสารยืนยันภูมิลำเนาคือสำนักงานแห่งใหญ่ของนิติบุคคลเป็นพยานหลักฐานที่มีการรับรองโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นที่เชื่อถือได้ในทางกฎหมาย ทั้งกิจการของบริษัทรัตนสุรีย์ จำกัด ก็มิได้เป็นเพียงนิติบุคคลที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นมาเพื่อดำเนินกิจการเกี่ยวข้องแต่เฉพาะบุคคลในวงศ์เครือญาติของจำเลย หากแต่ต้องติดต่อสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับนิติบุคคลหรือบุคคลอื่นด้วย จำเลยจะอ้างความเคยชิน และความไว้วางใจระหว่างเครือญาติของจำเลยมาเป็นข้อยกเว้นไม่ปฏิบัติตามกฎหมายไม่ได้ อีกทั้งการที่จำเลยมอบอำนาจให้ทนายความไปยื่นคำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิ และแจ้งย้ายที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ของบริษัทรัตนสุรีย์ จำกัด ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครโดยอ้างว่าจำเลยได้บอกกล่าวนัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2552 โดยลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์และส่งมอบให้ผู้ถือหุ้น และที่ประชุมวิสามัญมีมติพิเศษให้แก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิข้อ 2 และย้ายที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ของบริษัทจากเดิมที่ตั้งอยู่กรุงเทพมหานครไปที่จังหวัดราชบุรีโดยไม่เป็นความจริง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานและแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และมาตรา 267 จำเลยจึงอ้างว่าไม่มีเจตนากระทำความผิดไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ5072/2556
primary_red_case_no
อ1334/2557
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000269.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1475/2558
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558