คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6502/2558 ฉบับเต็ม

#588107
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6502/2558 นายพงษ์เทพ อนุพัฒนกูล โจทก์ นางสาวสำเนาหรือพิชญาภัค ถีระแก้ว กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 420, มาตรา 438, มาตรา 444, มาตรา 446 ป.วิ.อ. มาตรา 46 ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1), มาตรา 247, มาตรา 249 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาประกันภัยรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ผท 6565 ชลบุรีไว้กับจำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัย ในวันเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ขับรถคันดังกล่าวไปตามถนนสายอ่างศิลามุ่งหน้าไปตลาดอ่างศิลาซึ่งเป็นถนนมีช่องเดินรถ 2 ช่อง แล่นสวนทางกันคนละฝั่ง 1 ช่อง เมื่อถึงหน้าร้านนุชคอหมูย่าง จำเลยที่ 1 จะเลี้ยวซ้ายไปจอดที่ร้านดังกล่าวและเกิดเฉี่ยวชนกันกับรถจักรยานยนต์ที่โจทก์ขับมาทางด้านซ้าย รถของโจทก์เสียหลักไปกระแทกกับรถยนต์ที่จอดอยู่ได้รับความเสียหายและโจทก์ได้รับบาดเจ็บ ต่อมาพนักงานอัยการยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสตาม ป.อ. มาตรา 300 และ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 68, 148, 157 จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (3) (4), 68, 148, 157 และ ป.อ. มาตรา 390 แม้โจทก์ในคดีนี้จะเป็นโจทก์ร่วมในคดีดังกล่าวก็ตาม คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยในคดีดังกล่าวเพียงว่า จำเลยกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกและกระทำความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสตาม ป.อ. มาตรา 300 ตามฟ้องหรือไม่เท่านั้น ไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ร่วมกระทำโดยประมาทด้วยหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าววินิจฉัยด้วยว่าโจทก์ร่วมมีส่วนกระทำโดยประมาทด้วย ก็ไม่ได้เป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญาดังกล่าว ดังนั้นข้อเท็จจริงในคดีอาญาดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ในคดีนี้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น และตามฎีกาของจำเลยทั้งสองก็มิได้ยกขึ้นเป็นข้ออ้างว่าคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่รับฟังว่าพยานหลักฐานที่จำเลยทั้งสองนำสืบมาไม่มีน้ำหนักพอที่จะรับฟังได้ว่า โจทก์มีส่วนประมาทนั้นไม่ถูกต้องอย่างไร ฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงไม่ได้กล่าวไว้โดยชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ แต่การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นข้ออื่นๆ รวมทั้งค่าเสียหายนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาโดยการสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสองเสร็จสิ้นเพียงพอที่จะวินิจฉัยประเด็นข้ออื่นๆ ให้เสร็จสิ้นไปเสียทีเดียวได้ เพื่อมิให้เป็นการล่าช้า ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยในปัญหาว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เพียงใดไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยก่อน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 3,090,953 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,892,120 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่เฉพาะประเด็นที่ยังไม่ได้วินิจฉัย คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลนอกจากที่สั่งคืนดังกล่าวให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาประกันภัยรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ผท 6565 ชลบุรี ไว้กับจำเลยที่ 2 ในวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ขับรถคันดังกล่าวไปตามถนนสายอ่างศิลามุ่งหน้าไปตลาดอ่างศิลา ซึ่งเป็นถนนมีช่องเดินรถ 2 ช่อง แล่นสวนทางกันคนละฝั่ง 1 ช่อง เมื่อถึงหน้าร้าน จำเลยที่ 1 จะเลี้ยวซ้ายไปจอดที่ร้านและเกิดเฉี่ยวชนกันกับรถจักรยานยนต์ที่โจทก์ขับมาทางด้านซ้าย รถของโจทก์เสียหลักไปกระแทกกับรถยนต์ที่จอดอยู่ได้รับความเสียหายและโจทก์ได้รับบาดเจ็บ ต่อมาพนักงานอัยการยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 68, 148 และ 157 จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (3) (4), 68, 148 และ 157 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์มีส่วนประมาทด้วยหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาอ้างว่า ในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และศาลแขวงชลบุรีมีคำพิพากษานั้น โจทก์ในคดีนี้เข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีอาญาดังกล่าวและในการพิจารณาคดีส่วนแพ่ง ศาลในคดีนี้จำต้องฟังข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาในคดีอาญาดังกล่าว ซึ่งศาลได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นแห่งคดีโดยตรงแล้วว่า โจทก์ในคดีนี้ซึ่งเป็นโจทก์ร่วมในคดีดังกล่าวได้ขับรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนกับรถกระบะคันสีส้มด้านซ้าย อันเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติทางบก พ.ศ.2522 และการกระทำของโจทก์เป็นการกระทำโดยประมาทไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์ร่วมไม่ได้ใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำของโจทก์ในคดีนี้ซึ่งเป็นโจทก์ร่วมในคดีดังกล่าวจึงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลแขวงชลบุรีซึ่งมีผลผูกพันโจทก์ในคดีนี้ ศาลในคดีนี้ต้องรับฟังข้อเท็จจริงในคดีอาญาดังกล่าวนั้น เห็นว่า คดีดังกล่าวพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในคดีนี้เป็นจำเลยว่า กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกและกระทำความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 แม้โจทก์ในคดีนี้จะเป็นโจทก์ร่วมในคดีดังกล่าวก็ตาม คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยในคดีเพียงว่า จำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกและกระทำความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ตามฟ้องหรือไม่เท่านั้น ไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมกระทำโดยประมาทด้วยหรือไม่ การที่ศาลแขวงชลบุรีวินิจฉัยด้วยว่า โจทก์ร่วมมีส่วนกระทำโดยประมาทด้วยก็ไม่ได้เป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญา ดังนั้นข้อเท็จจริงในคดีอาญาจึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ในคดีนี้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อมาว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยในคดีแพ่งว่า เหตุเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 ฝ่ายเดียว เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 เนื่องจากคดีอาญาอันถึงที่สุดตามคำพิพากษาของศาลแขวงชลบุรีซึ่งวินิจฉัยว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ในคดีนี้มีความประมาทไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์และจำเลยที่ 1 จึงตกเป็นพับ ไม่สามารถเรียกร้องค่าเสียหายต่อกันได้ จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสองเรียกค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนใดๆ ได้นั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้วว่า คดีอาญามีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยเพียงว่า จำเลยที่ 1 ในคดีนี้ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ เท่านั้น ดังนั้นที่ศาลแขวงชลบุรีวินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมซึ่งเป็นโจทก์ในคดีนี้กระทำโดยประมาทด้วย จึงมิใช่ประเด็นโดยตรงในคดีอาญาซึ่งไม่อาจนำข้อเท็จจริงในคดีมาผูกพันในคดีแพ่งที่โจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้ได้และตามฎีกาของจำเลยทั้งสองก็มิได้ยกขึ้นเป็นข้ออ้างว่า คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่รับฟังว่า พยานหลักฐานที่จำเลยทั้งสองนำสืบมาไม่มีน้ำหนักพอที่จะรับฟังได้ว่า โจทก์มีส่วนประมาทนั้นไม่ถูกต้องอย่างไร ฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงไม่ได้กล่าวไว้โดยชัดแจ้งไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นข้ออื่นๆ รวมทั้งค่าเสียหายชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาอ้างว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นข้ออื่นๆ รวมทั้งค่าสินไหมทดแทนเนื่องจากศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาโดยสืบพยานโจทก์และจำเลยเสร็จสิ้นแล้วนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาโดยการสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสองเสร็จสิ้นเพียงพอที่จะวินิจฉัยประเด็นข้ออื่นๆ ให้เสร็จสิ้นไปเสียทีเดียวได้ เพื่อมิให้เป็นการล่าช้า ศาลฎีกาจึงเห็น สมควรวินิจฉัยในปัญหาว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เพียงใด ไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 130,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยให้ใช้ค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนด ค่าทนายความรวม 30,000 บาท (ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์-ประทีป ดุลพินิจธรรมา-อิสสระ นิ่มละมัย) ศาลจังหวัดชลบุรี - นางสาวนวมลล์ ไวยาวัจมัย ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายศิริภูม เด่นวุฒิวรกาญจน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1013/2558 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ516/2553 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ965/2556 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
588107
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดชลบุรี",
        "judge": "นางสาวนวมลล์ ไวยาวัจมัย"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 2",
        "judge": "นายศิริภูม เด่นวุฒิวรกาญจน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081971023"
    }
}
date
2558
deka_no
6502/2558
deka_running_no
6502
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์",
    "ประทีป ดุลพินิจธรรมา",
    "อิสสระ นิ่มละมัย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 420",
            "ม. 438",
            "ม. 444",
            "ม. 446"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 46"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 243 (1)",
            "ม. 247",
            "ม. 249"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายพงษ์เทพ อนุพัฒนกูล"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวสำเนาหรือพิชญาภัค ถีระแก้ว กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 3,090,953 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,892,120 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่เฉพาะประเด็นที่ยังไม่ได้วินิจฉัย คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลนอกจากที่สั่งคืนดังกล่าวให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาประกันภัยรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ผท 6565 ชลบุรี ไว้กับจำเลยที่ 2 ในวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ขับรถคันดังกล่าวไปตามถนนสายอ่างศิลามุ่งหน้าไปตลาดอ่างศิลา ซึ่งเป็นถนนมีช่องเดินรถ 2 ช่อง แล่นสวนทางกันคนละฝั่ง 1 ช่อง เมื่อถึงหน้าร้าน จำเลยที่ 1 จะเลี้ยวซ้ายไปจอดที่ร้านและเกิดเฉี่ยวชนกันกับรถจักรยานยนต์ที่โจทก์ขับมาทางด้านซ้าย รถของโจทก์เสียหลักไปกระแทกกับรถยนต์ที่จอดอยู่ได้รับความเสียหายและโจทก์ได้รับบาดเจ็บ ต่อมาพนักงานอัยการยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 68, 148 และ 157 จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (3) (4), 68, 148 และ 157 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์มีส่วนประมาทด้วยหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาอ้างว่า ในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และศาลแขวงชลบุรีมีคำพิพากษานั้น โจทก์ในคดีนี้เข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีอาญาดังกล่าวและในการพิจารณาคดีส่วนแพ่ง ศาลในคดีนี้จำต้องฟังข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาในคดีอาญาดังกล่าว ซึ่งศาลได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นแห่งคดีโดยตรงแล้วว่า โจทก์ในคดีนี้ซึ่งเป็นโจทก์ร่วมในคดีดังกล่าวได้ขับรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนกับรถกระบะคันสีส้มด้านซ้าย อันเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติทางบก พ.ศ.2522 และการกระทำของโจทก์เป็นการกระทำโดยประมาทไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์ร่วมไม่ได้ใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำของโจทก์ในคดีนี้ซึ่งเป็นโจทก์ร่วมในคดีดังกล่าวจึงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลแขวงชลบุรีซึ่งมีผลผูกพันโจทก์ในคดีนี้ ศาลในคดีนี้ต้องรับฟังข้อเท็จจริงในคดีอาญาดังกล่าวนั้น เห็นว่า คดีดังกล่าวพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในคดีนี้เป็นจำเลยว่า กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกและกระทำความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 แม้โจทก์ในคดีนี้จะเป็นโจทก์ร่วมในคดีดังกล่าวก็ตาม คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยในคดีเพียงว่า จำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกและกระทำความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ตามฟ้องหรือไม่เท่านั้น ไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมกระทำโดยประมาทด้วยหรือไม่ การที่ศาลแขวงชลบุรีวินิจฉัยด้วยว่า โจทก์ร่วมมีส่วนกระทำโดยประมาทด้วยก็ไม่ได้เป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญา ดังนั้นข้อเท็จจริงในคดีอาญาจึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ในคดีนี้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อมาว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยในคดีแพ่งว่า เหตุเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 ฝ่ายเดียว เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 เนื่องจากคดีอาญาอันถึงที่สุดตามคำพิพากษาของศาลแขวงชลบุรีซึ่งวินิจฉัยว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ในคดีนี้มีความประมาทไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์และจำเลยที่ 1 จึงตกเป็นพับ ไม่สามารถเรียกร้องค่าเสียหายต่อกันได้ จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสองเรียกค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนใดๆ ได้นั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้วว่า คดีอาญามีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยเพียงว่า จำเลยที่ 1 ในคดีนี้ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ เท่านั้น ดังนั้นที่ศาลแขวงชลบุรีวินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมซึ่งเป็นโจทก์ในคดีนี้กระทำโดยประมาทด้วย จึงมิใช่ประเด็นโดยตรงในคดีอาญาซึ่งไม่อาจนำข้อเท็จจริงในคดีมาผูกพันในคดีแพ่งที่โจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้ได้และตามฎีกาของจำเลยทั้งสองก็มิได้ยกขึ้นเป็นข้ออ้างว่า คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่รับฟังว่า พยานหลักฐานที่จำเลยทั้งสองนำสืบมาไม่มีน้ำหนักพอที่จะรับฟังได้ว่า โจทก์มีส่วนประมาทนั้นไม่ถูกต้องอย่างไร ฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงไม่ได้กล่าวไว้โดยชัดแจ้งไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นข้ออื่นๆ รวมทั้งค่าเสียหายชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาอ้างว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นข้ออื่นๆ รวมทั้งค่าสินไหมทดแทนเนื่องจากศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาโดยสืบพยานโจทก์และจำเลยเสร็จสิ้นแล้วนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาโดยการสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสองเสร็จสิ้นเพียงพอที่จะวินิจฉัยประเด็นข้ออื่นๆ ให้เสร็จสิ้นไปเสียทีเดียวได้ เพื่อมิให้เป็นการล่าช้า ศาลฎีกาจึงเห็น

สมควรวินิจฉัยในปัญหาว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เพียงใด ไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 130,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยให้ใช้ค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนด

ค่าทนายความรวม 30,000 บาท
opensearch_id
primary_black_case_no
พ516/2553
primary_red_case_no
พ965/2556
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000280.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1013/2558
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558