คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6667/2558 ฉบับเต็ม

#588124
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6667/2558 นายสุมิตร คัณธามานนท์ โดยนายวิวัฒน์ คัณธามานนท์ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน โจทก์ นางสิริมา วัฒนสุข โดยนายภาณุพงษ์ วัฒนสุข ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1364 คำพิพากษาของศาลที่ให้จำเลยทั้งห้าแบ่งทรัพย์มรดกของ น. แก่โจทก์ผู้เป็นทายาทด้วยกัน เป็นเรื่องที่โจทก์กับจำเลยทั้งห้าในฐานะทายาทและเจ้าของรวมทุกคนพึงแบ่งทรัพย์สินนั้นเองระหว่างเจ้าของรวมด้วยกัน หรือขายทรัพย์สินนั้นแล้วเอาเงินที่ขายได้แบ่งกัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1364 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อยังไม่มีการดำเนินการดังกล่าว ลำพังเพียงโจทก์เจรจากับจำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งคนหนึ่งโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 5 ได้รับมอบหมายจากทายาทอื่นให้เป็นตัวแทนเจรจากับโจทก์ จึงรับฟังไม่ได้ว่าเจ้าของรวมไม่อาจตกลงแบ่งทรัพย์สินกันได้ อันเป็นเหตุยึดทรัพย์มรดกมาขายทอดตลาดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1364 วรรคสอง เมื่อถือไม่ได้ว่าการบังคับตามคำพิพากษาของโจทก์เป็นไปตามลำดับขั้นตอนการแบ่งทรัพย์สิน จึงต้องเพิกถอนการยึดทรัพย์มรดกเสีย ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันแบ่งทรัพย์มรดกของนางนิภา ให้แก่โจทก์ 1 ใน 7 ส่วน ของรายการทรัพย์สินตามที่ระบุไว้ในคำพิพากษาศาลชั้นต้นกับให้จำเลยทั้งห้าใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ทรัพย์มรดกส่วนที่เป็นหุ้นบริษัทง่วนหลีจั่น (1984) จำกัด เป็นทรัพย์สินของนางนิภาที่ตกเป็นมรดก 25,000 หุ้น หุ้นบริษัทสยามผลิตภัณฑ์กระดาษ จำกัด เป็นทรัพย์สินของนางนิภาที่ตกเป็นมรดก 300 หุ้น ให้จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ร่วมกันจ่ายค่าทนายความชั้นฎีกาให้แก่โจทก์ 6,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โจทก์ขอให้ออกคำบังคับและหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2553 ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์ลงวันที่ 6 ตุลาคม 2553 วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2554 จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้อง ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการบังคับคดีที่ยึดที่ดินดังกล่าว หรือมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นงดการไต่สวนและมีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2554 ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องดำเนินการบังคับคดีตามขั้นตอนให้เป็นไปตามคำพิพากษาเป็นอันดับแรก โดยให้มีการแบ่งทรัพย์มรดกตามกฎหมายก่อน ซึ่งไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีจะได้ดำเนินการแต่อย่างใด หากไม่อาจตกลงแบ่งกันได้จึงจะบังคับคดีได้ตามขั้นตอนโดยการประมูลขายทรัพย์มรดกหรือขายทอดตลาดเป็นลำดับต่อมา ดังนั้น หากการแบ่งปันทรัพย์มรดกตามคำพิพากษาเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการไปตามนี้ก็เป็นการบังคับคดีโดยชอบ หากไม่ดำเนินการตามนี้ก็เป็นการบังคับคดีโดยไม่ชอบ วันที่ 6 มิถุนายน 2554 จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้อง ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการบังคับคดีที่โจทก์นำยึดที่ดินดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ 7 มิถุนายน 2554 ให้เพิกถอนการยึดตามความเห็นของเจ้าพนักงานบังคับคดี โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งที่ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งที่ 3869/2556 วันที่ 7 พฤษภาคม 2556 ให้ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์ไว้ดำเนินการต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของโจทก์ในข้อที่ว่า คำพิพากษาของศาลกำหนดให้จำเลยทั้งห้าแบ่งทรัพย์มรดกของนางนิภาตามบัญชีทรัพย์ให้แก่โจทก์ 1 ใน 7 ส่วน และอีกส่วนหนึ่งยังกำหนดให้จำเลยทั้งห้าแบ่งผลประโยชน์ในทรัพย์มรดกของนางนิภาเป็นเงินให้แก่โจทก์ซึ่งไม่ต้องตกอยู่ในบังคับคดีเรื่องกรรมสิทธิ์รวม เมื่อจำเลยทั้งห้าจงใจหรือขัดขืนไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงมีสิทธิขอให้ยึดที่ดินดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 282 ฎีกาของโจทก์เป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่เกี่ยวกับยึดที่ดินอันเป็นมรดกของนางนิภาว่าโจทก์นำยึดเพื่อบังคับตามคำพิพากษาที่กำหนดให้จำเลยทั้งห้าชำระเงินอันเป็นหนี้ในส่วนที่ให้จำเลยทั้งห้าแบ่งผลประโยชน์ในทรัพย์มรดกของนางนิภาให้แก่โจทก์ มิใช่เป็นการบังคับตามคำพิพากษาที่กำหนดให้จำเลยทั้งห้าแบ่งที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง อันเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ฎีกาของโจทก์ต่อมาที่ว่า เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2553 จำเลยที่ 5 กับผู้เข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ตกลงกันว่าฝ่ายจำเลยที่ 5 จะให้เงิน 1,200,000,000 บาท แก่โจทก์ แล้วให้ทรัพย์มรดกพิพาททั้งหมดตกเป็นของจำเลยที่ 5 แต่จำเลยที่ 5 ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง โจทก์จึงมีสิทธิยึดที่ดินมรดกของนางนิภาและนำออกขายทอดตลาดได้ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งห้าซึ่งเป็นทายาทของนางนิภาร่วมกันครอบครองดูแลทรัพย์มรดกของนางนิภาและไม่ยอมแบ่งให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นทายาทด้วยกัน คำพิพากษาของศาลที่ให้จำเลยทั้งห้าแบ่งทรัพย์มรดกของนางนิภาให้แก่โจทก์ จึงเป็นเรื่องที่โจทก์กับจำเลยทั้งห้าในฐานะทายาทและเจ้าของรวมทุกคนพึงแบ่งทรัพย์สินนั้นเองระหว่างเจ้าของรวมด้วยกันหรือโดยขายทรัพย์สินนั้นแล้วเอาเงินที่ขายได้แบ่งกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อยังไม่มีการดำเนินการดังกล่าว ลำพังเพียงแต่โจทก์เจรจากับจำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกส่วนแบ่งคนหนึ่งโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 5 ได้รับมอบหมายจากทายาทอื่นให้เป็นตัวแทนเจรจากับโจทก์ จึงยังรับฟังไม่ได้ว่าเจ้าของรวมไม่อาจตกลงแบ่งทรัพย์สินกันอย่างไรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 วรรคสอง ถือไม่ได้ว่าการบังคับตามคำพิพากษาของโจทก์เป็นตามลำดับขั้นตอนการแบ่งทรัพย์สิน และบัดนี้มรดกของนางนิภาได้มีคำสั่งศาลแต่งตั้งผู้จัดการมรดก และผู้จัดการมรดกก็ได้เข้ามาดำเนินการจัดการทรัพย์มรดกแล้ว ทรัพย์มรดกจึงอยู่ในระหว่างจัดการ ย่อมจะทำให้การแบ่งปันมรดกดำเนินการไปด้วยความเรียบร้อยและเป็นประโยชน์แก่ทายาททุกคน คำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่ให้เพิกถอนการยึดที่ดินของโจทก์ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ (ไพโรจน์ วายุภาพ-กษิดิ์เดช จีนสลุต-สมพงษ์ เหมวิมล) ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายวีระศักดิ์ ไชยสุขเจริญกุล ศาลอุทธรณ์ - นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.216/2558 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ5924/2540 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ10443/2544 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
588124
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งกรุงเทพใต้",
        "judge": "นายวีระศักดิ์ ไชยสุขเจริญกุล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายณรงค์ กลั่นวารินทร์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081970814"
    }
}
date
2558
deka_no
6667/2558
deka_running_no
6667
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "ไพโรจน์ วายุภาพ",
    "กษิดิ์เดช จีนสลุต",
    "สมพงษ์ เหมวิมล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1364"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "นายสุมิตร คัณธามานนท์ โดยนายวิวัฒน์ คัณธามานนท์"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "นางสิริมา วัฒนสุข โดยนายภาณุพงษ์ วัฒนสุข"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันแบ่งทรัพย์มรดกของนางนิภา ให้แก่โจทก์ 1 ใน 7 ส่วน ของรายการทรัพย์สินตามที่ระบุไว้ในคำพิพากษาศาลชั้นต้นกับให้จำเลยทั้งห้าใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ทรัพย์มรดกส่วนที่เป็นหุ้นบริษัทง่วนหลีจั่น (1984) จำกัด เป็นทรัพย์สินของนางนิภาที่ตกเป็นมรดก 25,000 หุ้น หุ้นบริษัทสยามผลิตภัณฑ์กระดาษ จำกัด เป็นทรัพย์สินของนางนิภาที่ตกเป็นมรดก 300 หุ้น ให้จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ร่วมกันจ่ายค่าทนายความชั้นฎีกาให้แก่โจทก์ 6,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โจทก์ขอให้ออกคำบังคับและหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2553 ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์ลงวันที่ 6 ตุลาคม 2553

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2554 จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้อง ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการบังคับคดีที่ยึดที่ดินดังกล่าว หรือมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นงดการไต่สวนและมีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2554 ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องดำเนินการบังคับคดีตามขั้นตอนให้เป็นไปตามคำพิพากษาเป็นอันดับแรก โดยให้มีการแบ่งทรัพย์มรดกตามกฎหมายก่อน ซึ่งไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีจะได้ดำเนินการแต่อย่างใด หากไม่อาจตกลงแบ่งกันได้จึงจะบังคับคดีได้ตามขั้นตอนโดยการประมูลขายทรัพย์มรดกหรือขายทอดตลาดเป็นลำดับต่อมา ดังนั้น หากการแบ่งปันทรัพย์มรดกตามคำพิพากษาเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการไปตามนี้ก็เป็นการบังคับคดีโดยชอบ หากไม่ดำเนินการตามนี้ก็เป็นการบังคับคดีโดยไม่ชอบ

วันที่ 6 มิถุนายน 2554 จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้อง ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการบังคับคดีที่โจทก์นำยึดที่ดินดังกล่าว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ 7 มิถุนายน 2554 ให้เพิกถอนการยึดตามความเห็นของเจ้าพนักงานบังคับคดี

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งที่ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งที่ 3869/2556 วันที่ 7 พฤษภาคม 2556 ให้ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์ไว้ดำเนินการต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของโจทก์ในข้อที่ว่า คำพิพากษาของศาลกำหนดให้จำเลยทั้งห้าแบ่งทรัพย์มรดกของนางนิภาตามบัญชีทรัพย์ให้แก่โจทก์ 1 ใน 7 ส่วน และอีกส่วนหนึ่งยังกำหนดให้จำเลยทั้งห้าแบ่งผลประโยชน์ในทรัพย์มรดกของนางนิภาเป็นเงินให้แก่โจทก์ซึ่งไม่ต้องตกอยู่ในบังคับคดีเรื่องกรรมสิทธิ์รวม เมื่อจำเลยทั้งห้าจงใจหรือขัดขืนไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงมีสิทธิขอให้ยึดที่ดินดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 282 ฎีกาของโจทก์เป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่เกี่ยวกับยึดที่ดินอันเป็นมรดกของนางนิภาว่าโจทก์นำยึดเพื่อบังคับตามคำพิพากษาที่กำหนดให้จำเลยทั้งห้าชำระเงินอันเป็นหนี้ในส่วนที่ให้จำเลยทั้งห้าแบ่งผลประโยชน์ในทรัพย์มรดกของนางนิภาให้แก่โจทก์ มิใช่เป็นการบังคับตามคำพิพากษาที่กำหนดให้จำเลยทั้งห้าแบ่งที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง อันเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ฎีกาของโจทก์ต่อมาที่ว่า เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2553 จำเลยที่ 5 กับผู้เข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ตกลงกันว่าฝ่ายจำเลยที่ 5 จะให้เงิน 1,200,000,000 บาท แก่โจทก์ แล้วให้ทรัพย์มรดกพิพาททั้งหมดตกเป็นของจำเลยที่ 5 แต่จำเลยที่ 5 ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง โจทก์จึงมีสิทธิยึดที่ดินมรดกของนางนิภาและนำออกขายทอดตลาดได้ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งห้าซึ่งเป็นทายาทของนางนิภาร่วมกันครอบครองดูแลทรัพย์มรดกของนางนิภาและไม่ยอมแบ่งให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นทายาทด้วยกัน คำพิพากษาของศาลที่ให้จำเลยทั้งห้าแบ่งทรัพย์มรดกของนางนิภาให้แก่โจทก์ จึงเป็นเรื่องที่โจทก์กับจำเลยทั้งห้าในฐานะทายาทและเจ้าของรวมทุกคนพึงแบ่งทรัพย์สินนั้นเองระหว่างเจ้าของรวมด้วยกันหรือโดยขายทรัพย์สินนั้นแล้วเอาเงินที่ขายได้แบ่งกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อยังไม่มีการดำเนินการดังกล่าว ลำพังเพียงแต่โจทก์เจรจากับจำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกส่วนแบ่งคนหนึ่งโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 5 ได้รับมอบหมายจากทายาทอื่นให้เป็นตัวแทนเจรจากับโจทก์ จึงยังรับฟังไม่ได้ว่าเจ้าของรวมไม่อาจตกลงแบ่งทรัพย์สินกันอย่างไรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 วรรคสอง ถือไม่ได้ว่าการบังคับตามคำพิพากษาของโจทก์เป็นตามลำดับขั้นตอนการแบ่งทรัพย์สิน และบัดนี้มรดกของนางนิภาได้มีคำสั่งศาลแต่งตั้งผู้จัดการมรดก และผู้จัดการมรดกก็ได้เข้ามาดำเนินการจัดการทรัพย์มรดกแล้ว ทรัพย์มรดกจึงอยู่ในระหว่างจัดการ ย่อมจะทำให้การแบ่งปันมรดกดำเนินการไปด้วยความเรียบร้อยและเป็นประโยชน์แก่ทายาททุกคน คำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่ให้เพิกถอนการยึดที่ดินของโจทก์ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ5924/2540
primary_red_case_no
พ10443/2544
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000278.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.216/2558
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558