คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9745/2558 ฉบับเต็ม

#588127
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9745/2558 นายณรงค์ เลขะกุล กับพวก โจทก์ นางวันทนา สาครินทร์ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง, มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของ ว. และ ส. เจ้ามรดก ฟ้องเรียกเอาคืนทรัพย์พิพาทซึ่งเป็นที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจำนวน 18 แปลง ที่อยู่ในครอบครองของจำเลยทั้งสี่โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกทั้งสอง จำเลยทั้งสี่ให้การว่า ที่ดินพิพาทจำนวน 8 แปลง จำเลยที่ 1 ได้รับโอนมาจากเจ้ามรดกทั้งสองก่อนที่เจ้ามรดกทั้งสองจะถึงแก่ความตาย ที่ดินดังกล่าวจึงมิใช่ทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกทั้งสอง สำหรับที่ดินพิพาทส่วนที่เหลืออีก 10 แปลง จำเลยที่ 1 ได้รับโอนมาจาก ว. ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของ ส. โดยชอบ และได้ครอบครองเพื่อตนเองมาโดยตลอด โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปี นับแต่วันที่เจ้ามรดกทั้งสองถึงแก่ความตาย คดีจึงขาดอายุความ ประเด็นข้อพิพาทจึงมีว่า ที่ดินพิพาทจำนวน 8 แปลง เป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกทั้งสองหรือไม่ และ ว. ในฐานะผู้จัดการมรดกคนก่อนของ ส. โอนที่ดินพิพาทจำนวน 10 แปลง ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยชอบหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวให้ชัดแจ้งเสียก่อนแต่กลับไปวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ทั้งสองขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง จึงเป็นการไม่ชอบ ทั้งคดีนี้โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกฟ้องเรียกเอาทรัพย์คืนและขอให้เพิกถอนนิติกรรมจากผู้ครอบครองทรัพย์มรดกที่ได้มาโดยมิชอบอันเนื่องมาจากการจัดการทรัพย์มรดกที่ยังไม่สิ้นสุดลงซึ่งมีอายุความกำหนดไว้โดยเฉพาะแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง จึงไม่อาจนำอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นอายุความเกี่ยวกับการฟ้องคดีมรดกระหว่างทายาทมาปรับใช้บังคับได้ ___________________________ โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนนิติกรรมการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 1088, 45266, 75156, 20772, 20773, 17290, 27797, 27798, 2165 ใบแทนตราจองเลขที่ 216, 222 และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3185 ให้กลับมาเป็นชื่อนายวินิจ ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบเอกสารสิทธิเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสอง และกำจัดมิให้จำเลยที่ 1 รับมรดกเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าว จำเลยที่ 1 ที่ 2 ถึงที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในอุทธรณ์ข้อกฎหมายของโจทก์ทั้งสองว่า คดีโจทก์ทั้งสองขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของนายวินิจและนางสุนีย์เจ้ามรดก ฟ้องเรียกเอาคืนทรัพย์พิพาทซึ่งเป็นที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจำนวน 18 แปลง ซึ่งอยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสี่โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกทั้งสอง ซึ่งจำเลยทั้งสี่ได้รับโอนมาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งสี่ให้การว่า ที่ดินพิพาทจำนวน 8 แปลง จำเลยที่ 1 ได้รับโอนมาจากเจ้ามรดกทั้งสองก่อนที่เจ้ามรดกทั้งสองจะถึงแก่ความตาย ที่ดินดังกล่าวจึงมิใช่ทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกทั้งสอง สำหรับที่ดินพิพาทส่วนที่เหลืออีก 10 แปลง จำเลยที่ 1 ได้รับโอนมาจากนายวินิจซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนางสุนีย์โดยชอบ และได้ครอบครองเพื่อตนเองมาโดยตลอด โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่เจ้ามรดกทั้งสองถึงแก่ความตาย คดีจึงขาดอายุความ ประเด็นข้อพิพาทจึงมีว่า ที่ดินพิพาทจำนวน 8 แปลง เป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกทั้งสองหรือไม่ และนายวินิจในฐานะผู้จัดการมรดกคนก่อนของนางสุนีย์โอนที่ดินพิพาทจำนวน 10 แปลง ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยชอบหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวให้ชัดแจ้งเสียก่อน แต่กลับไปวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ทั้งสองขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง จึงเป็นการไม่ชอบ ทั้งคดีนี้โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกฟ้องเรียกเอาทรัพย์คืนและขอให้เพิกถอนนิติกรรมจากผู้ครอบครองทรัพย์มรดกที่ได้มาโดยมิชอบอันเนื่องมาจากการจัดการทรัพย์มรดก และการจัดการทรัพย์มรดกยังไม่สิ้นสุดลงซึ่งมีอายุความกำหนดไว้โดยเฉพาะแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง จึงไม่อาจนำอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นอายุความเกี่ยวกับการฟ้องคดีมรดกระหว่างทายาทมาปรับใช้บังคับตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมศาลชั้นต้นให้รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่แล้ว คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ (ประพาฬ อนมาน-ณฤทธิ์ บุญปริอาทร-อรรณพ จุฬาพิมพ์พันธุ์) ศาลจังหวัดสงขลา - นายสันติ สงห้อง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.3579/2557 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ933/2556 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ439/2557 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
588127
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสงขลา",
        "judge": "นายสันติ สงห้อง"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081969554"
    }
}
date
2558
deka_no
9745/2558
deka_running_no
9745
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "ประพาฬ อนมาน",
    "ณฤทธิ์ บุญปริอาทร",
    "อรรณพ จุฬาพิมพ์พันธุ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1733 วรรคสอง",
            "ม. 1754 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายณรงค์ เลขะกุล กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางวันทนา สาครินทร์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนนิติกรรมการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 1088, 45266, 75156, 20772, 20773, 17290, 27797, 27798, 2165 ใบแทนตราจองเลขที่ 216, 222 และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3185 ให้กลับมาเป็นชื่อนายวินิจ ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบเอกสารสิทธิเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสอง และกำจัดมิให้จำเลยที่ 1 รับมรดกเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าว

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ถึงที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในอุทธรณ์ข้อกฎหมายของโจทก์ทั้งสองว่า คดีโจทก์ทั้งสองขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของนายวินิจและนางสุนีย์เจ้ามรดก ฟ้องเรียกเอาคืนทรัพย์พิพาทซึ่งเป็นที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจำนวน 18 แปลง ซึ่งอยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสี่โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกทั้งสอง ซึ่งจำเลยทั้งสี่ได้รับโอนมาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งสี่ให้การว่า ที่ดินพิพาทจำนวน 8 แปลง จำเลยที่ 1 ได้รับโอนมาจากเจ้ามรดกทั้งสองก่อนที่เจ้ามรดกทั้งสองจะถึงแก่ความตาย ที่ดินดังกล่าวจึงมิใช่ทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกทั้งสอง สำหรับที่ดินพิพาทส่วนที่เหลืออีก 10 แปลง จำเลยที่ 1 ได้รับโอนมาจากนายวินิจซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนางสุนีย์โดยชอบ และได้ครอบครองเพื่อตนเองมาโดยตลอด โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่เจ้ามรดกทั้งสองถึงแก่ความตาย คดีจึงขาดอายุความ ประเด็นข้อพิพาทจึงมีว่า ที่ดินพิพาทจำนวน 8 แปลง เป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกทั้งสองหรือไม่ และนายวินิจในฐานะผู้จัดการมรดกคนก่อนของนางสุนีย์โอนที่ดินพิพาทจำนวน 10 แปลง ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยชอบหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวให้ชัดแจ้งเสียก่อน แต่กลับไปวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ทั้งสองขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง จึงเป็นการไม่ชอบ ทั้งคดีนี้โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกฟ้องเรียกเอาทรัพย์คืนและขอให้เพิกถอนนิติกรรมจากผู้ครอบครองทรัพย์มรดกที่ได้มาโดยมิชอบอันเนื่องมาจากการจัดการทรัพย์มรดก และการจัดการทรัพย์มรดกยังไม่สิ้นสุดลงซึ่งมีอายุความกำหนดไว้โดยเฉพาะแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง จึงไม่อาจนำอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นอายุความเกี่ยวกับการฟ้องคดีมรดกระหว่างทายาทมาปรับใช้บังคับตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมศาลชั้นต้นให้รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่แล้ว คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ933/2556
primary_red_case_no
พ439/2557
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000267.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.3579/2557
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558