คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12152/2558 ฉบับเต็ม

#588136
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12152/2558 พนักงานอัยการจังหวัดพะเยา โจทก์ จ่าสิบตำรวจหรือร้อยตำรวจตรีกุณฑล บุญเรือง กับพวก ผู้ร้อง นายจงศักดิ์ แซ่ฟุ้ง จำเลย ป.อ. มาตรา 32, มาตรา 33, มาตรา 36 คดีร้องขอคืนของกลางที่ศาลสั่งริบนั้น ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามคำร้องของผู้ร้องมีเพียงว่าศาลจะสั่งคืนอาวุธปืนของกลางให้แก่เจ้าของซึ่งมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่เท่านั้นส่วนอาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนที่มีเครื่องหมายทะเบียนหรือไม่ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีหลักซึ่งถึงที่สุดแล้ว ที่ผู้ร้องทั้งสองอ้างว่า ผู้ร้องที่ 1 ให้จำเลยยืมอาวุธปืนของกลาง ส่วนผู้ร้องที่ 2 ฝากอาวุธปืนของกลางอีกกระบอกหนึ่งไว้กับจำเลย เมื่อผู้ร้องทั้งสองทราบว่าจำเลยถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับอาวุธปืนของกลาง ผู้ร้องทั้งสองย่อมนำใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนของกลางให้จำเลยต่อสู้ในคดีหลักเพื่อพิสูจน์ว่าอาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนที่มีเครื่องหมายทะเบียนหรือไม่ได้ เมื่อจำเลยไม่ได้ต่อสู้ในคดีหลัก ผู้ร้องทั้งสองจะยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาในคำร้องขอคืนของกลางต่อไปอีกไม่ได้ ป.อ. มาตรา 36 บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลสั่งให้ริบทรัพย์สินตามมาตรา 33 หรือมาตรา 34 ไปแล้ว หากปรากฏในภายหลังโดยคำเสนอของเจ้าของที่แท้จริงว่า ผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริงมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ก็ให้ศาลสั่งให้คืนทรัพย์สิน..." เมื่อคดีหลักของคดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ริบอาวุธปืนของกลางตาม ป.อ. มาตรา 32 ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ ผู้ร้องทั้งสองจึงไม่มีอำนาจยื่นคำขอให้คืนอาวุธปืนของกลางตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นได้ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 และริบอาวุธปืนของกลาง ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้คืนอาวุธปืนของกลางแก่ผู้ร้องทั้งสอง โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้คืนอาวุธปืนของกลางแก่ผู้ร้องทั้งสอง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในคดีนี้ตามคำร้องของผู้ร้องมีเพียงว่า ศาลจะสั่งคืนอาวุธปืนของกลางให้แก่เจ้าของซึ่งมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่เท่านั้น ส่วนประเด็นที่ว่า อาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนที่มีเครื่องหมายทะเบียนหรือไม่ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีหลักซึ่งถึงที่สุดแล้ว แม้ผู้ร้องทั้งสองมิได้มีโอกาสต่อสู้หรือโต้แย้งข้อหาโจทก์ที่กล่าวหาจำเลยดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยก็ตาม แต่ตามคำร้องของผู้ร้องทั้งสองปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องที่ 1 ให้จำเลยยืมอาวุธปืนของกลาง ส่วนผู้ร้องที่ 2 ฝากอาวุธปืนของกลางไว้กับจำเลย เมื่อผู้ร้องทั้งสองทราบว่าจำเลยถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับอาวุธปืนของกลาง ผู้ร้องทั้งสองย่อมนำใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนของอาวุธปืนของกลางให้จำเลยต่อสู้ในคดีหลักเพื่อพิสูจน์ว่าอาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนที่มีเครื่องหมายทะเบียนหรือไม่ได้ เมื่อจำเลยไม่ได้ต่อสู้ในคดีหลัก ผู้ร้องทั้งสองจะยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาในคำร้องขอคืนอาวุธปืนของกลางต่อไปอีกไม่ได้ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลสั่งให้ริบทรัพย์สินตามมาตรา 33 หรือมาตรา 34 ไปแล้ว หากปรากฏในภายหลังโดยคำเสนอของเจ้าของแท้จริงว่า ผู้เป็นเจ้าของแท้จริงมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ก็ให้ศาลสั่งให้คืนทรัพย์สิน..." เมื่อคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1414/2556 ของศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นคดีหลักของคดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ริบอาวุธปืนของกลางตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ ผู้ร้องทั้งสองจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้คืนอาวุธปืนของกลางตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์อีก พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง (นายไมตรี สุเทพากุล-นายโสฬส สุวรรณเนตร์-นายกิจชัย จิตธารารักษ์) ศาลจังหวัดพะเยา - นายโพชฌงค์ พรหมขันธ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายเลิศชัย ภักดีฉนวน แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2162/2558 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น ขค5/2556 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น ขค2/2557 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
588136
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดพะเยา",
        "judge": "นายโพชฌงค์ พรหมขันธ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 5",
        "judge": "นายเลิศชัย ภักดีฉนวน"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081968505"
    }
}
date
2558
deka_no
12152/2558
deka_running_no
12152
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "นายไมตรี สุเทพากุล",
    "นายโสฬส สุวรรณเนตร์",
    "นายกิจชัย จิตธารารักษ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 32",
            "ม. 33",
            "ม. 36"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดพะเยา"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "จ่าสิบตำรวจหรือร้อยตำรวจตรีกุณฑล บุญเรือง กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายจงศักดิ์ แซ่ฟุ้ง"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 และริบอาวุธปืนของกลาง

ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้คืนอาวุธปืนของกลางแก่ผู้ร้องทั้งสอง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้คืนอาวุธปืนของกลางแก่ผู้ร้องทั้งสอง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในคดีนี้ตามคำร้องของผู้ร้องมีเพียงว่า ศาลจะสั่งคืนอาวุธปืนของกลางให้แก่เจ้าของซึ่งมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่เท่านั้น ส่วนประเด็นที่ว่า อาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนที่มีเครื่องหมายทะเบียนหรือไม่ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีหลักซึ่งถึงที่สุดแล้ว แม้ผู้ร้องทั้งสองมิได้มีโอกาสต่อสู้หรือโต้แย้งข้อหาโจทก์ที่กล่าวหาจำเลยดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยก็ตาม แต่ตามคำร้องของผู้ร้องทั้งสองปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องที่ 1 ให้จำเลยยืมอาวุธปืนของกลาง ส่วนผู้ร้องที่ 2 ฝากอาวุธปืนของกลางไว้กับจำเลย เมื่อผู้ร้องทั้งสองทราบว่าจำเลยถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับอาวุธปืนของกลาง ผู้ร้องทั้งสองย่อมนำใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนของอาวุธปืนของกลางให้จำเลยต่อสู้ในคดีหลักเพื่อพิสูจน์ว่าอาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนที่มีเครื่องหมายทะเบียนหรือไม่ได้ เมื่อจำเลยไม่ได้ต่อสู้ในคดีหลัก ผู้ร้องทั้งสองจะยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาในคำร้องขอคืนอาวุธปืนของกลางต่อไปอีกไม่ได้ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลสั่งให้ริบทรัพย์สินตามมาตรา 33 หรือมาตรา 34 ไปแล้ว หากปรากฏในภายหลังโดยคำเสนอของเจ้าของแท้จริงว่า ผู้เป็นเจ้าของแท้จริงมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ก็ให้ศาลสั่งให้คืนทรัพย์สิน..." เมื่อคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1414/2556 ของศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นคดีหลักของคดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ริบอาวุธปืนของกลางตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ ผู้ร้องทั้งสองจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้คืนอาวุธปืนของกลางตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์อีก

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง
opensearch_id
primary_black_case_no
ขค5/2556
primary_red_case_no
ขค2/2557
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000258.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2162/2558
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558