คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9996/2558 ฉบับเต็ม

#588589
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9996/2558 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก โจทก์ บริษัทแม่ฮ่องสอนทำไม้ จำกัด กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 193/12, มาตรา 193/30, มาตรา 1336 การที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ฟ้องแย้งเรียกให้โจทก์ทั้งสองคืนเงินประกันอันเนื่องจากสัมปทานสิ้นสุด มิใช่เป็นการติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 แต่เป็นการเรียกร้องสิทธิตามที่กำหนดไว้ในข้อตกลงสัมปทาน ซึ่งกรณีนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความสิบปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 แต่จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ฟ้องแย้งเรียกเงินประกันดังกล่าวคืนเกินสิบปีนับแต่วันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/12 ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 จึงขาดอายุความ ___________________________ โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันหรือแทนกันส่งมอบเข็มทิศ 13 อัน โซ่รังวัดหรือเทปเหล็ก(ยาว 20 เมตร) 16 เส้น ขวาน 3 เล่ม เครื่องสูบน้ำ 7 เครื่อง รถบรรทุกขนาดกลาง 7 คัน หอดูไฟ 2 หอ ค้อน 2 อัน สิ่ว 2 เล่ม คีม 2 อัน ไขควง 2 อัน และกุญแจเลื่อน 2 อัน ให้แก่โจทก์ หากไม่ส่งมอบหรือส่งมอบไม่ได้ ให้ชำระเป็นเงิน 2,748,190 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนถึงวันที่จำเลยทั้งหกชดใช้ให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งหกให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินประกันพร้อมดอกเบี้ย จำนวน 1,198,243.83 บาท แก่จำเลยที่ 1 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 680,000 บาทนับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 4 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 4 ออกจากสารบบความ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 ร่วมกันส่งมอบเข็มทิศ 13 อัน โซ่รังวัดหรือเทปเหล็ก (ยาว 20 เมตร) 16 เส้น ขวาน 3 เล่ม เครื่องสูบน้ำ 7 เครื่อง รถบรรทุกขนาดกลาง 5 คัน หอดูไฟ 2 หอ ค้อน 2 อัน สิ่ว 2 เล่ม คีม 2 อัน ไขควง 2 อันและกุญแจเลื่อน 2 อัน ให้แก่โจทก์ที่ 2 หากไม่ส่งมอบหรือส่งมอบไม่ได้ให้ชำระราคาแก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 879,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และที่ 6ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท สำหรับค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี คำขออื่นของโจทก์ทั้งสองนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องแย้ง โจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 อุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยื่นคำร้องว่ามีพระราชกฤษฎีกา โอนกรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปเป็นกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และปรับปรุงอำนาจหน้าที่และกิจการของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2546 มาตรา 22 จึงขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ไม่คัดค้าน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 เห็นว่าพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวกำหนดให้โอนกรมป่าไม้ไปเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ร้อง จึงอนุญาตให้ผู้ร้องเป็นคู่ความแทนโจทก์ที่ 1 ได้ และต่อมาจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย โจทก์ทั้งสองไม่ประสงค์ให้เรียกทายาทของจำเลยที่ 2 เข้าเป็นคู่ความแทนเพราะฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 ฝ่ายจำเลยและทายาทจำเลยที่ 2 ไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดประสงค์จะเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ไม่ต้องส่งมอบรถบรรทุกขนาดกลาง 7 คัน แก่โจทก์ที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 3 5 และที่ 6 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ต่อมาจดทะเบียนเลิกกิจการ โดยมีจำเลยที่ 2ถึงที่ 6 เป็นผู้ชำระบัญชี เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2516 วันที่ 10 และ 11 เมษายน 2517 จำเลยที่ 1 ได้รับสัมปทานทำไม้หวงห้ามธรรมดานอกจากไม้สักจากโจทก์ที่ 1 รวม 7 สัมปทาน คือ ฉบับที่ 154/2516 ฉบับที่ 156/2516 ฉบับที่ 157/2516 ฉบับที่ 158/2516 ฉบับที่ 159/2516 ฉบับที่ 22/2517 และฉบับที่ 23/2517 มีกำหนดระยะเวลาสัมปทาน 30 ปี ตามสัมปทาน โดยสัมปทานแต่ละฉบับมีข้อกำหนดและเงื่อนไข ข้อ 19 ว่า ผู้รับสัมปทานมีหน้าที่ดำเนินการป้องกันไฟสำหรับป่าสัมปทานและป่าที่มีการปลูกและบำรุงรักษาตามข้อ 17 วรรคสอง ทั้งนี้ตามวิธีการที่กรมป่าไม้กำหนด และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาวิธีการป้องกันไฟป่ากับโจทก์ที่ 2 ซึ่งสัญญาวิธีการป้องกันไฟป่า ข้อ 9 กำหนดว่า เมื่อสัมปทานสิ้นสุดลงด้วยเหตุใด ๆ ก็ตาม ผู้รับสัมปทานยินยอมยกหอดูไฟและอุปกรณ์ในการดับไฟทั้งหมดให้เป็นของโจทก์ที่ 2 และในการรับสัมปทานดังกล่าว จำเลยที่ 1 วางเงินประกันไว้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 680,000 บาท ระหว่างอายุสัมปทานทำไม้ โจทก์ที่ 1 โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี มีคำสั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ 32/2532 ลงวันที่ 17 มกราคม 2532 ให้สัมปทานทำไม้หวงห้ามทุกชนิด (เว้นสัมปทานทำไม้ป่าชายเลน) ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 ทุกสัมปทานสิ้นสุดลงทั้งแปลงตามสำเนา จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ส่งมอบหอดูไฟและอุปกรณ์ในการดับไฟป่าทั้งหมดให้เป็นของโจทก์ที่ 2 สำหรับคำขอให้ส่งมอบอุปกรณ์ในการดับไฟได้แก่เข็มทิศ โซ่รังวัดหรือเทปเหล็ก ขวาน เครื่องสูบน้ำ หอดูไฟ ค้อน สิ่ว คีม ไขควง และกุญแจเลื่อนที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 ร่วมกันส่งมอบแก่โจทก์ที่ 2 ยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ไม่อุทธรณ์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของ จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ฎีกาว่า การเรียกเงินประกันคืน ถือเป็นกรณีการใช้สิทธิเรียกคืนทรัพย์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ อันเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีอายุความ เนื่องจากเหตุที่ทำให้สัมปทานทั้ง 7 สัมปทานสิ้นสุดลง มิได้เกิดจากความผิดของจำเลยที่ 1 แต่เกิดจากนโยบายปิดป่าของรัฐบาล เมื่อสัมปทานสิ้นสุดลง โจทก์ทั้งสองมีหน้าที่คืนเงินประกันแก่จำเลยที่ 1 และเมื่อเงินประกันยังอยู่ในความครอบครองของโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกคืนได้ตราบเท่าที่โจทก์ทั้งสองยังคงครอบครองเงินดังกล่าวอยู่นั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ฟ้องแย้งเรียกให้โจทก์ทั้งสองคืนเงินประกันอันเนื่องจากสัมปทานสิ้นสุด มิใช่เป็นการติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 แต่เป็นการเรียกร้องสิทธิตามที่กำหนดไว้ในข้อตกลงสัมปทาน ซึ่งกรณีนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความสิบปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/30 แต่จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ฟ้องแย้งเรียกเงินประกันดังกล่าวคืนเกินสิบปีนับแต่วันที่ 17 มกราคม 2532 ซึ่งเป็นวันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 จึงขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสอง และฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ (รังสรรค์ ดวงพัตรา-วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี-พันวะสา บัวทอง) ศาลจังหวัดแม่สะเรียง - นายปรัชญา ปานปั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายปานทอง สุ่มมาตย์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1048/2554 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ1/2542 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ76/2548 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
588589
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดแม่สะเรียง",
        "judge": "นายปรัชญา ปานปั้น"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 5",
        "judge": "นายปานทอง สุ่มมาตย์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081969433"
    }
}
date
2558
deka_no
9996/2558
deka_running_no
9996
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "รังสรรค์ ดวงพัตรา",
    "วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี",
    "พันวะสา บัวทอง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 193/12",
            "ม. 193/30",
            "ม. 1336"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "กระทรวงเกษตรและสหกรณ์"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "และสิ่งแวดล้อม ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทแม่ฮ่องสอนทำไม้ จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันหรือแทนกันส่งมอบเข็มทิศ 13 อัน โซ่รังวัดหรือเทปเหล็ก(ยาว 20 เมตร) 16 เส้น ขวาน 3 เล่ม เครื่องสูบน้ำ 7 เครื่อง รถบรรทุกขนาดกลาง 7 คัน หอดูไฟ 2 หอ ค้อน 2 อัน สิ่ว 2 เล่ม คีม 2 อัน ไขควง 2 อัน และกุญแจเลื่อน 2 อัน ให้แก่โจทก์ หากไม่ส่งมอบหรือส่งมอบไม่ได้ ให้ชำระเป็นเงิน 2,748,190 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนถึงวันที่จำเลยทั้งหกชดใช้ให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งหกให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินประกันพร้อมดอกเบี้ย จำนวน 1,198,243.83 บาท แก่จำเลยที่ 1 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 680,000 บาทนับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1

โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 4 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 4 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 ร่วมกันส่งมอบเข็มทิศ 13 อัน โซ่รังวัดหรือเทปเหล็ก (ยาว 20 เมตร) 16 เส้น ขวาน 3 เล่ม เครื่องสูบน้ำ 7 เครื่อง รถบรรทุกขนาดกลาง 5 คัน หอดูไฟ 2 หอ ค้อน 2 อัน สิ่ว 2 เล่ม คีม 2 อัน ไขควง 2 อันและกุญแจเลื่อน 2 อัน ให้แก่โจทก์ที่ 2 หากไม่ส่งมอบหรือส่งมอบไม่ได้ให้ชำระราคาแก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 879,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และที่ 6ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท สำหรับค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี คำขออื่นของโจทก์ทั้งสองนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องแย้ง

โจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยื่นคำร้องว่ามีพระราชกฤษฎีกา โอนกรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปเป็นกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และปรับปรุงอำนาจหน้าที่และกิจการของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2546 มาตรา 22 จึงขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ไม่คัดค้าน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 เห็นว่าพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวกำหนดให้โอนกรมป่าไม้ไปเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ร้อง จึงอนุญาตให้ผู้ร้องเป็นคู่ความแทนโจทก์ที่ 1 ได้ และต่อมาจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย โจทก์ทั้งสองไม่ประสงค์ให้เรียกทายาทของจำเลยที่ 2 เข้าเป็นคู่ความแทนเพราะฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 ฝ่ายจำเลยและทายาทจำเลยที่ 2 ไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดประสงค์จะเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ไม่ต้องส่งมอบรถบรรทุกขนาดกลาง 7 คัน แก่โจทก์ที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 3 5 และที่ 6 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ต่อมาจดทะเบียนเลิกกิจการ โดยมีจำเลยที่ 2ถึงที่ 6 เป็นผู้ชำระบัญชี เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2516 วันที่ 10 และ 11 เมษายน 2517 จำเลยที่ 1 ได้รับสัมปทานทำไม้หวงห้ามธรรมดานอกจากไม้สักจากโจทก์ที่ 1 รวม 7 สัมปทาน คือ ฉบับที่ 154/2516 ฉบับที่ 156/2516 ฉบับที่ 157/2516 ฉบับที่ 158/2516 ฉบับที่ 159/2516 ฉบับที่ 22/2517 และฉบับที่ 23/2517 มีกำหนดระยะเวลาสัมปทาน 30 ปี ตามสัมปทาน โดยสัมปทานแต่ละฉบับมีข้อกำหนดและเงื่อนไข ข้อ 19 ว่า ผู้รับสัมปทานมีหน้าที่ดำเนินการป้องกันไฟสำหรับป่าสัมปทานและป่าที่มีการปลูกและบำรุงรักษาตามข้อ 17 วรรคสอง ทั้งนี้ตามวิธีการที่กรมป่าไม้กำหนด และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาวิธีการป้องกันไฟป่ากับโจทก์ที่ 2 ซึ่งสัญญาวิธีการป้องกันไฟป่า ข้อ 9 กำหนดว่า เมื่อสัมปทานสิ้นสุดลงด้วยเหตุใด ๆ ก็ตาม ผู้รับสัมปทานยินยอมยกหอดูไฟและอุปกรณ์ในการดับไฟทั้งหมดให้เป็นของโจทก์ที่ 2 และในการรับสัมปทานดังกล่าว จำเลยที่ 1 วางเงินประกันไว้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 680,000 บาท ระหว่างอายุสัมปทานทำไม้ โจทก์ที่ 1 โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี มีคำสั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ 32/2532 ลงวันที่ 17 มกราคม 2532 ให้สัมปทานทำไม้หวงห้ามทุกชนิด (เว้นสัมปทานทำไม้ป่าชายเลน) ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 ทุกสัมปทานสิ้นสุดลงทั้งแปลงตามสำเนา จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ส่งมอบหอดูไฟและอุปกรณ์ในการดับไฟป่าทั้งหมดให้เป็นของโจทก์ที่ 2 สำหรับคำขอให้ส่งมอบอุปกรณ์ในการดับไฟได้แก่เข็มทิศ โซ่รังวัดหรือเทปเหล็ก ขวาน เครื่องสูบน้ำ หอดูไฟ ค้อน สิ่ว คีม ไขควง และกุญแจเลื่อนที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 ร่วมกันส่งมอบแก่โจทก์ที่ 2 ยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ไม่อุทธรณ์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของ จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ฎีกาว่า การเรียกเงินประกันคืน ถือเป็นกรณีการใช้สิทธิเรียกคืนทรัพย์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ อันเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีอายุความ เนื่องจากเหตุที่ทำให้สัมปทานทั้ง 7 สัมปทานสิ้นสุดลง มิได้เกิดจากความผิดของจำเลยที่ 1 แต่เกิดจากนโยบายปิดป่าของรัฐบาล เมื่อสัมปทานสิ้นสุดลง โจทก์ทั้งสองมีหน้าที่คืนเงินประกันแก่จำเลยที่ 1 และเมื่อเงินประกันยังอยู่ในความครอบครองของโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกคืนได้ตราบเท่าที่โจทก์ทั้งสองยังคงครอบครองเงินดังกล่าวอยู่นั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ฟ้องแย้งเรียกให้โจทก์ทั้งสองคืนเงินประกันอันเนื่องจากสัมปทานสิ้นสุด มิใช่เป็นการติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 แต่เป็นการเรียกร้องสิทธิตามที่กำหนดไว้ในข้อตกลงสัมปทาน ซึ่งกรณีนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความสิบปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/30 แต่จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ฟ้องแย้งเรียกเงินประกันดังกล่าวคืนเกินสิบปีนับแต่วันที่ 17 มกราคม 2532 ซึ่งเป็นวันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 จึงขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสอง และฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ1/2542
primary_red_case_no
พ76/2548
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000266.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1048/2554
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558