คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10181/2558 ฉบับเต็ม

#588590
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10181/2558 ธนาคารอาคารสงเคราะห์ โจทก์ บริษัทพสุพัฒน์ เรียลตี้ จำกัด กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 420 ตามฟ้องของโจทก์ นอกจากโจทก์ฟ้องให้รับผิดตามสัญญารับจ้างสำรวจและประเมินราคาทรัพย์สินแล้ว ถือได้ว่า โจทก์ยังฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามรับผิดฐานละเมิดด้วย ดังจะเห็นได้จากที่โจทก์บรรยายฟ้องด้วยว่าจำเลยที่ 1 และผู้ประเมินซึ่งก็คือจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความบกพร่อง มีความประมาทเลินเล่อ ไม่ละเอียดรอบคอบในฐานะผู้ประกอบวิชาชีพ โดยไม่ตรวจสอบระวางที่ดิน ทำให้ไม่ทราบว่ามีการปลูกสร้างอาคารรุกล้ำที่ดินแปลงข้างเคียง และประเมินที่ดินผิดแปลง เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ทั้งตามรายงานต่อโจทก์ตามแบบสรุปผลการประเมินราคาหลักประกัน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงชื่อเป็นผู้ประเมิน จำเลยที่ 1 ลงชื่อในช่องผู้จัดการ อันเป็นการร่วมกันรายงานต่อโจทก์ ดังนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ด้วย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหาย 901,480 บาท โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิด 29,600 บาท จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิด 690,480 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่แต่ละคนรับผิดนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 369,600 บาท พร้อมเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์โจทก์ชนะคดี และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในศาลชั้นต้น และในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายสำหรับรายที่ 1 และที่ 3 ให้โจทก์เหมาะสมแล้วหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์ได้รับความเสียหายรายที่ 1 และที่ 3 จำนวน 181,400 บาท และ 690,480 บาท ตามลำดับ ตามฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายรายที่ 1 และที่ 3 ให้โจทก์เพียง 50,000 บาท และ 290,000 บาท ตามลำดับ น้อยเกินไปนั้น เห็นว่า สำหรับรายที่ 1 เป็นเพียงหลักประกันคือบ้านบนที่ดินปลูกสร้างรุกล้ำที่ดินข้างเคียง 5 เมตร ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย พฤติการณ์ไม่ถึงกับร้ายแรงมากนัก ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายรายที่ 1 ให้ 50,000 บาท เหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนรายที่ 3 การที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 สำรวจและประเมินราคาทรัพย์สินและทำรายงานส่งโจทก์ว่า ที่ดินมีราคา 125,400บาท บ้านเดี่ยวครึ่งตึกครึ่งไม้บนที่ดิน 1 หลัง เลขที่ 15 หมู่ที่ 3 ราคา 812,045 บาท รวมเป็นเงิน 937,000 บาท โจทก์ใช้ข้อมูลตามรายงานนี้ปล่อยเงินกู้ 749,000 บาท โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมบ้านเดี่ยวครึ่งตึกครึ่งไม้บนที่ดินดังกล่าวเป็นประกัน ทั้งที่ราคาที่ดินที่แท้จริงเพียง 83,000 บาท และเป็นที่ดินเปล่า ไม่มีสิ่งปลูกสร้าง บ้านเดี่ยวครึ่งตึกครึ่งไม้ไม่มีปลูกบนที่ดินนี้ แต่ปลูกบนที่ดินแปลงอื่นของผู้อื่น อย่างน้อยรับฟังได้แล้วว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติงานตามหน้าที่ และเป็นเรื่องร้ายแรง ทั้งปรากฏต่อมาว่าผู้กู้รายนี้มิได้ผ่อนชำระ ค้างชำระหลายงวด จนเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ โจทก์ย่อมได้รับความเสียหายมาก การคิดคำนวณค่าเสียหาย โจทก์ดำเนินการในรูปคณะกรรมการประชุมพิจารณา เมื่อคำนึงถึงวัตถุประสงค์ของโจทก์ที่เพื่อช่วยเหลือทางการเงินให้ประชาชนได้มีที่อยู่อาศัยตามควรแก่อัตภาพ มิได้มุ่งหวังกำไรอย่างธนาคารพาณิชย์ทั่วไป น่าเชื่อว่าโจทก์ได้รับความเสียหาย 690,480 บาท ตามฟ้อง สมควรกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ 690,480 บาท ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายให้เพียง 290,000 บาท น้อยเกินไปไม่เหมาะสม ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน เมื่อรวมค่าเสียหายทั้งสามรายจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นเงิน 770,080 บาท มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วยหรือไม่ เห็นว่า ตามฟ้องของโจทก์ที่ได้ยกมาข้างต้น นอกจากโจทก์ฟ้องให้รับผิดตามสัญญารับจ้างสำรวจและประเมินราคาทรัพย์สินแล้ว ถือได้ว่าโจทก์ยังฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามรับผิดฐานละเมิดด้วย ดังจะเห็นได้จากที่โจทก์บรรยายฟ้องด้วยว่าจำเลยที่ 1 และผู้ประเมิน (ซึ่งก็คือจำเลยที่ 2 และที่ 3) มีความบกพร่อง มีความประมาทเลินเล่อ ไม่ละเอียดรอบคอบในฐานะผู้ประกอบวิชาชีพ โดยไม่ตรวจสอบระวางที่ดิน ทำให้ไม่ทราบว่ามีการปลูกสร้างอาคารรุกล้ำที่ดินแปลงข้างเคียง และประเมินที่ดินผิดแปลง เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ทั้งตามรายงานต่อโจทก์ตามแบบสรุปผลการประเมินราคาหลักประกัน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงชื่อเป็นผู้ประเมิน จำเลยที่ 1 ลงชื่อในช่องผู้จัดการ อันเป็นการร่วมกันรายงานต่อโจทก์ ดังนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ด้วยดังที่โจทก์ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 มิใช่คู่สัญญาหรือมีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับโจทก์ โดยมิได้วินิจฉัยถึงความรับผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฐานละเมิดด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 770,080 บาท โดยในจำนวนนี้ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิด 29,600 บาท จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิด 690,480 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่แต่ละคนรับผิด นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ สำหรับค่าขึ้นศาลให้แต่ละคนใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีแต่ละคน โดยกำหนดค่าทนายความให้จำเลยที่ 1 รับผิดรวม 20,000 บาท ในจำนวนนี้ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิด 3,000 บาท และ 10,000 บาท ตามลำดับ (ประทีป ดุลพินิจธรรมา-อิสสระ นิ่มละมัย-ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์) ศาลแพ่ง - นายสุรชัย สุรัตนโสภณ ศาลอุทธรณ์ - นายวิชัย ตัญศิริ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1588/2556 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ531/2553 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ3837/2553 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
588590
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นายสุรชัย สุรัตนโสภณ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายวิชัย ตัญศิริ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081969309"
    }
}
date
2558
deka_no
10181/2558
deka_running_no
10181
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "ประทีป ดุลพินิจธรรมา",
    "อิสสระ นิ่มละมัย",
    "ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 420"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคารอาคารสงเคราะห์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทพสุพัฒน์ เรียลตี้ จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหาย 901,480 บาท โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิด 29,600 บาท จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิด 690,480 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่แต่ละคนรับผิดนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 369,600 บาท พร้อมเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์โจทก์ชนะคดี และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในศาลชั้นต้น และในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายสำหรับรายที่ 1 และที่ 3 ให้โจทก์เหมาะสมแล้วหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์ได้รับความเสียหายรายที่ 1 และที่ 3 จำนวน 181,400 บาท และ 690,480 บาท ตามลำดับ ตามฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายรายที่ 1 และที่ 3 ให้โจทก์เพียง 50,000 บาท และ 290,000 บาท ตามลำดับ น้อยเกินไปนั้น เห็นว่า สำหรับรายที่ 1 เป็นเพียงหลักประกันคือบ้านบนที่ดินปลูกสร้างรุกล้ำที่ดินข้างเคียง 5 เมตร ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย พฤติการณ์ไม่ถึงกับร้ายแรงมากนัก ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายรายที่ 1 ให้ 50,000 บาท เหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนรายที่ 3 การที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 สำรวจและประเมินราคาทรัพย์สินและทำรายงานส่งโจทก์ว่า ที่ดินมีราคา 125,400บาท บ้านเดี่ยวครึ่งตึกครึ่งไม้บนที่ดิน 1 หลัง เลขที่ 15 หมู่ที่ 3 ราคา 812,045 บาท รวมเป็นเงิน 937,000 บาท โจทก์ใช้ข้อมูลตามรายงานนี้ปล่อยเงินกู้ 749,000 บาท โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมบ้านเดี่ยวครึ่งตึกครึ่งไม้บนที่ดินดังกล่าวเป็นประกัน ทั้งที่ราคาที่ดินที่แท้จริงเพียง 83,000 บาท และเป็นที่ดินเปล่า ไม่มีสิ่งปลูกสร้าง บ้านเดี่ยวครึ่งตึกครึ่งไม้ไม่มีปลูกบนที่ดินนี้ แต่ปลูกบนที่ดินแปลงอื่นของผู้อื่น อย่างน้อยรับฟังได้แล้วว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติงานตามหน้าที่ และเป็นเรื่องร้ายแรง ทั้งปรากฏต่อมาว่าผู้กู้รายนี้มิได้ผ่อนชำระ ค้างชำระหลายงวด จนเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ โจทก์ย่อมได้รับความเสียหายมาก การคิดคำนวณค่าเสียหาย โจทก์ดำเนินการในรูปคณะกรรมการประชุมพิจารณา เมื่อคำนึงถึงวัตถุประสงค์ของโจทก์ที่เพื่อช่วยเหลือทางการเงินให้ประชาชนได้มีที่อยู่อาศัยตามควรแก่อัตภาพ มิได้มุ่งหวังกำไรอย่างธนาคารพาณิชย์ทั่วไป น่าเชื่อว่าโจทก์ได้รับความเสียหาย 690,480 บาท ตามฟ้อง สมควรกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ 690,480 บาท ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายให้เพียง 290,000 บาท น้อยเกินไปไม่เหมาะสม ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน เมื่อรวมค่าเสียหายทั้งสามรายจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นเงิน 770,080 บาท

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วยหรือไม่ เห็นว่า ตามฟ้องของโจทก์ที่ได้ยกมาข้างต้น นอกจากโจทก์ฟ้องให้รับผิดตามสัญญารับจ้างสำรวจและประเมินราคาทรัพย์สินแล้ว ถือได้ว่าโจทก์ยังฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามรับผิดฐานละเมิดด้วย ดังจะเห็นได้จากที่โจทก์บรรยายฟ้องด้วยว่าจำเลยที่ 1 และผู้ประเมิน (ซึ่งก็คือจำเลยที่ 2 และที่ 3) มีความบกพร่อง มีความประมาทเลินเล่อ ไม่ละเอียดรอบคอบในฐานะผู้ประกอบวิชาชีพ โดยไม่ตรวจสอบระวางที่ดิน ทำให้ไม่ทราบว่ามีการปลูกสร้างอาคารรุกล้ำที่ดินแปลงข้างเคียง และประเมินที่ดินผิดแปลง เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ทั้งตามรายงานต่อโจทก์ตามแบบสรุปผลการประเมินราคาหลักประกัน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงชื่อเป็นผู้ประเมิน จำเลยที่ 1 ลงชื่อในช่องผู้จัดการ อันเป็นการร่วมกันรายงานต่อโจทก์ ดังนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ด้วยดังที่โจทก์ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 มิใช่คู่สัญญาหรือมีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับโจทก์ โดยมิได้วินิจฉัยถึงความรับผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฐานละเมิดด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 770,080 บาท โดยในจำนวนนี้ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิด 29,600 บาท จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิด 690,480 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่แต่ละคนรับผิด นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ สำหรับค่าขึ้นศาลให้แต่ละคนใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีแต่ละคน โดยกำหนดค่าทนายความให้จำเลยที่ 1 รับผิดรวม 20,000 บาท ในจำนวนนี้ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิด 3,000 บาท และ 10,000 บาท ตามลำดับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ531/2553
primary_red_case_no
พ3837/2553
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000265.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1588/2556
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558