คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11102/2558 ฉบับเต็ม

#588592
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11102/2558 นางเสาวนีย์ สุธรรมแจ่ม โจทก์ นางหรือนางสาวยุด ไชยฮะนิจ จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง, มาตรา 242 (1), มาตรา 249 วรรคหนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยจดทะเบียนขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่โจทก์ราคา 50,000 บาท และวินิจฉัยว่าจำเลยใช้สิทธิไถ่ถอนการขายฝากไม่ชอบเนื่องจากก่อนนำเงินสินไถ่ไปวางที่สำนักงานวางทรัพย์จำเลยไม่เคยมาพบโจทก์เพื่อขอชำระหนี้ กรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตกเป็นของโจทก์ และพิพากษาให้ขับไล่จำเลยพร้อมบริวารออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ขายฝาก กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ฝ่ายเดียวโดยโจทก์มิได้แก้อุทธรณ์ ข้อเท็จจริงย่อมฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยทำสัญญาขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ในราคา 50,000 บาท จึงถือได้ว่าทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ในส่วนฟ้องเดิมและฟ้องแย้งมีเพียง 50,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดทุนทรัพย์ชั้นอุทธรณ์ 51,000 บาท โดยนำเงินที่จำเลยวางเป็นค่าใช้จ่ายการวางทรัพย์ 1,000 บาท มารวมเป็นทุนทรัพย์ชั้นอุทธรณ์จึงไม่ถูกต้อง อุทธรณ์ของจำเลยจึงต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง จำเลยอุทธรณ์ว่าจำเลยใช้สิทธิไถ่ถอนการขายฝากโดยชอบเพราะก่อนที่จำเลยจะนำเงินไปวางที่สำนักงานวางทรัพย์นั้น จำเลยได้พบโจทก์และขอให้โจทก์รับสินไถ่แล้ว อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยย่อมเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 242 (1) ปัญหาตามฎีกาของโจทก์จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 30 และ 3876 ตำบลปาฝา อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 5,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้บังคับให้โจทก์รับเงินค่าสินไถ่ที่จำเลยนำไปวางไว้ที่สำนักงานวางทรัพย์จังหวัดร้อยเอ็ดและคืนโฉนดที่ดินที่ขายฝากแก่จำเลย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 30 และ 3876 ตำบลปาฝา อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด พร้อมสิ่งปลูกสร้างและให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินเดือนละ 3,000 บาท แก่โจทก์นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 พฤศจิกายน 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 30 และ 3876 ตำบลปาฝา อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด พร้อมสิ่งปลูกสร้าง กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 30 และ 3876 ตำบลปาฝา อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด คืนให้แก่จำเลยคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 9,950 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งทั้งสองศาลนอกจากนี้ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2546 จำเลยได้ขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 30 และ 3876 ตำบลปาฝา อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ให้แก่โจทก์ มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันทำสัญญา ตามสำเนาโฉนดที่ดินและสัญญาขายฝากที่ดิน หลังจากทำสัญญา จำเลยยังคงครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินที่ขายฝากดังกล่าว ต่อมาเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2547 จำเลยนำเงินจำนวน 50,000 บาท ไปวางไว้ที่สำนักงานวางทรัพย์จังหวัดร้อยเอ็ด ตามสำเนารายงานเจ้าพนักงาน ในสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 1983/2549 โดยศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยจดทะเบียนขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่โจทก์ในราคา 50,000 บาท ตามสำเนาหนังสือสัญญาขายฝาก และวินิจฉัยว่าจำเลยใช้สิทธิไถ่ถอนการขายฝากโดยมิชอบ เนื่องจากก่อนนำเงินสินไถ่ไปวางที่สำนักงานวางทรัพย์จำเลยไม่เคยมาพบโจทก์เพื่อขอชำระหนี้ กรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตกเป็นของโจทก์และพิพากษาให้ขับไล่จำเลยพร้อมบริวารออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ขายฝากกับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ เมื่อจำเลยอุทธรณ์ฝ่ายเดียว โดยโจทก์มิได้แก้อุทธรณ์ ข้อเท็จจริงย่อมฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยทำสัญญาขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ในราคา 50,000 บาท จึงถือได้ว่าทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ในส่วนฟ้องเดิมและฟ้องแย้งมีเพียง 50,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดทุนทรัพย์ชั้นอุทธรณ์ 51,000 บาท โดยนำเงินที่จำเลยวางเป็นค่าใช้จ่ายการวางทรัพย์ 1,000 บาท มารวมเป็นทุนทรัพย์ชั้นอุทธรณ์จึงไม่ถูกต้อง อุทธรณ์ของจำเลยจึงต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง จำเลยอุทธรณ์ว่าจำเลยใช้สิทธิไถ่ถอนการขายฝากโดยชอบ เพราะก่อนที่จำเลยจะนำเงินไปวางที่สำนักงานวางทรัพย์นั้น จำเลยได้ไปพบโจทก์ และขอให้โจทก์รับเงินสินไถ่แล้ว เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยย่อมเป็นการไม่ชอบ ด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 242 (1) ปัญหาตามฎีกาของโจทก์จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 และยกฎีกาของโจทก์ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลย และคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ (นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี-นิยุต สุภัทรพาหิรผล-วิวรรต นิ่มละมัย) ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด - นางศศิอนงค์ จงกลนี ปรางทอง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นางมัณทรี อุชชิน แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.309/2553 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ4878/2548 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ4520/2549 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
588592
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด",
        "judge": "นางศศิอนงค์ จงกลนี ปรางทอง"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นางมัณทรี อุชชิน"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081968635"
    }
}
date
2558
deka_no
11102/2558
deka_running_no
11102
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี",
    "นิยุต สุภัทรพาหิรผล",
    "วิวรรต นิ่มละมัย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 224 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 242 (1)",
            "ม. 249 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางเสาวนีย์ สุธรรมแจ่ม"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางหรือนางสาวยุด ไชยฮะนิจ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 30 และ 3876 ตำบลปาฝา อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 5,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้บังคับให้โจทก์รับเงินค่าสินไถ่ที่จำเลยนำไปวางไว้ที่สำนักงานวางทรัพย์จังหวัดร้อยเอ็ดและคืนโฉนดที่ดินที่ขายฝากแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 30 และ 3876 ตำบลปาฝา อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด พร้อมสิ่งปลูกสร้างและให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินเดือนละ 3,000 บาท แก่โจทก์นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 พฤศจิกายน 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 30 และ 3876 ตำบลปาฝา อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด พร้อมสิ่งปลูกสร้าง กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 30 และ 3876 ตำบลปาฝา อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด คืนให้แก่จำเลยคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 9,950 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งทั้งสองศาลนอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2546 จำเลยได้ขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 30 และ 3876 ตำบลปาฝา อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ให้แก่โจทก์ มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันทำสัญญา ตามสำเนาโฉนดที่ดินและสัญญาขายฝากที่ดิน หลังจากทำสัญญา จำเลยยังคงครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินที่ขายฝากดังกล่าว ต่อมาเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2547 จำเลยนำเงินจำนวน 50,000 บาท ไปวางไว้ที่สำนักงานวางทรัพย์จังหวัดร้อยเอ็ด ตามสำเนารายงานเจ้าพนักงาน ในสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 1983/2549 โดยศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยจดทะเบียนขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่โจทก์ในราคา 50,000 บาท ตามสำเนาหนังสือสัญญาขายฝาก และวินิจฉัยว่าจำเลยใช้สิทธิไถ่ถอนการขายฝากโดยมิชอบ เนื่องจากก่อนนำเงินสินไถ่ไปวางที่สำนักงานวางทรัพย์จำเลยไม่เคยมาพบโจทก์เพื่อขอชำระหนี้ กรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตกเป็นของโจทก์และพิพากษาให้ขับไล่จำเลยพร้อมบริวารออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ขายฝากกับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ เมื่อจำเลยอุทธรณ์ฝ่ายเดียว โดยโจทก์มิได้แก้อุทธรณ์ ข้อเท็จจริงย่อมฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยทำสัญญาขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ในราคา 50,000 บาท จึงถือได้ว่าทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ในส่วนฟ้องเดิมและฟ้องแย้งมีเพียง 50,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดทุนทรัพย์ชั้นอุทธรณ์ 51,000 บาท โดยนำเงินที่จำเลยวางเป็นค่าใช้จ่ายการวางทรัพย์ 1,000 บาท มารวมเป็นทุนทรัพย์ชั้นอุทธรณ์จึงไม่ถูกต้อง อุทธรณ์ของจำเลยจึงต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง จำเลยอุทธรณ์ว่าจำเลยใช้สิทธิไถ่ถอนการขายฝากโดยชอบ เพราะก่อนที่จำเลยจะนำเงินไปวางที่สำนักงานวางทรัพย์นั้น จำเลยได้ไปพบโจทก์ และขอให้โจทก์รับเงินสินไถ่แล้ว เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยย่อมเป็นการไม่ชอบ ด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 242 (1) ปัญหาตามฎีกาของโจทก์จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 และยกฎีกาของโจทก์ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลย และคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ4878/2548
primary_red_case_no
พ4520/2549
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000259.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.309/2553
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558