คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11260/2558 ฉบับเต็ม

#589747
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11260/2558 บริษัทเซิ่งไท่ บราซแวร์ (ประเทศไทย) จำกัด โจทก์ กรมสรรพากร จำเลย ป.รัษฎากร มาตรา 4 ทศ, มาตรา 84, มาตรา 84/1 วรรคหนึ่ง (1) ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 84 บัญญัติให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่มีเครดิตภาษีเหลืออยู่มีสิทธินำเครดิตภาษีดังกล่าวไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนถัดไป หรือมีสิทธิขอคืนภาษีพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีของเดือนภาษีนั้น และมาตรา 84/1 วรรคหนึ่ง (1) บัญญัติว่า ในกรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนมิได้ขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 84 ให้มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนภาษีได้ภายในกำหนด 3 ปี นับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีที่มีการขอคืนนั้น ดังนั้น การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีมีนาคมถึงเดือนกรกฎาคม 2546 ในวันที่ 12 เมษายน 2549 จึงเป็นการยื่นภายในกำหนด 3 ปี นับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีสำหรับเดือนภาษีที่มีการขอคืนแล้ว จำเลยจึงต้องคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มแก่โจทก์ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน นับแต่วันครบกำหนด 3 เดือน นับแต่วันยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นั้น ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 4 ทศ วรรคสอง บัญญัติว่า ดอกเบี้ยที่ให้แก่ผู้รับคืนเงินภาษีอากรมิให้เกินกว่าจำนวนเงินภาษีอากรที่ได้รับคืน โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยไม่เกินจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ได้รับคืน ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้การยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากร (ค.10) ถือเป็นการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) เพิ่มเติมเพื่อขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย และหรืออนุมัติให้การยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) เพิ่มเติมเป็นการยืนยันและใช้สิทธิเรียกร้องการขอคืนภาษีอากรตามคำร้องขอคืนภาษีอากร (ค.10) ให้จำเลยคืนเงินภาษีอากรแก่โจทก์ตามคำร้องขอคืนเงินภาษีอากร (ค. 10) เลขที่ 0208/49 ถึง 0212/49 ลงวันที่ 12 เมษายน 2549 และหรือตามแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 30) เพิ่มเติม สำหรับเดือนภาษีมีนาคมถึงเดือนกรกฎาคม 2546 ให้จำเลยคืนเงินภาษีอากร 7,741,068.19 บาท แก่โจทก์ พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีอากรที่มีสิทธิได้รับคืนโดยไม่ทบต้น คำนวณถึงวันฟ้อง วันที่ 9 ตุลาคม 2552 เป็นระยะเวลา 39 เดือน คิดเป็นดอกเบี้ย 3,019,016.52 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 10,760,084.71 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนของต้นเงิน 7,741,068.19 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากร ที่ กค 0724/023 ลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2550 คำวินิจฉัยเลขที่ กค 0722/7199 ลงวันที่ 2 กันยายน 2552 คำวินิจฉัยเลขที่ 073/2552 ลงวันที่ 14 สิงหาคม 2552 หนังสือแจ้งไม่คืนภาษีอากร ที่ กค.0722/100 ลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2551 ให้จำเลยคืนเงินภาษีอากร 7,741,068.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนนับถัดจากวันครบกำหนดเวลา 3 เดือน นับแต่วันยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรในวันที่ 12 เมษายน 2549 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องไม่เกิน 3,019,016.52 บาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยต้องคืนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีมีนาคมถึงเดือนกรกฎาคม 2546 ให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 84 บัญญัติให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่มีเครดิตภาษีเหลืออยู่มีสิทธินำเครดิตภาษีดังกล่าวไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนถัดไป หรือมีสิทธิขอคืนพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีของเดือนภาษีนั้น และมาตรา 84/1 วรรคหนึ่ง (1) บัญญัติว่า ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมิได้ขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 84 ให้มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนภาษีได้ภายในกำหนด 3 ปี นับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีสำหรับเดือนภาษีที่มีการขอคืนนั้น ดังนั้น การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีมีนาคมถึงเดือนกรกฎาคม 2546 ในวันที่ 12 เมษายน 2549 จึงเป็นการยื่นภายในกำหนด 3 ปี นับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีสำหรับเดือนภาษีที่มีการขอคืนแล้ว จำเลยจึงต้องคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม 7,741,068.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีจำนวนดังกล่าว แต่ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน นับถัดจากวันครบกำหนด 3 เดือน นับแต่วันยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นั้น ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 4 ทศ วรรคสอง บัญญัติว่าดอกเบี้ยที่ให้แก่ผู้รับคืนเงินภาษีอากรมิให้เกินกว่าจำนวนเงินภาษีอากรที่ได้รับคืน โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยไม่เกินจำนวนเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม 7,741,068.19 บาท พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยไม่เกินกว่าจำนวนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่ได้รับคืน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ (ไมตรี ศรีอรุณ-ไสลเกษ วัฒนพันธุ์-อดิเทพ ถิระวัฒน์) ศาลภาษีอากรกลาง - นายสรายุทธ์ วุฒยาภรณ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก ภาษีอากร หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ภษ.51/2553 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ221/2552 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ34/2553 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
589747
courts
[
    {
        "court": "ศาลภาษีอากรกลาง",
        "judge": "นายสรายุทธ์ วุฒยาภรณ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081968520"
    }
}
date
2558
deka_no
11260/2558
deka_running_no
11260
deka_year
2558
department
ภาษีอากร
judges
[
    "ไมตรี ศรีอรุณ",
    "ไสลเกษ วัฒนพันธุ์",
    "อดิเทพ ถิระวัฒน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลรัษฎากร",
        "law_abbr": "ป.รัษฎากร",
        "sections": [
            "ม. 4 ทศ",
            "ม. 84",
            "ม. 84/1 วรรคหนึ่ง (1)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทเซิ่งไท่ บราซแวร์ (ประเทศไทย) จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "กรมสรรพากร"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้การยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากร (ค.10) ถือเป็นการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) เพิ่มเติมเพื่อขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย และหรืออนุมัติให้การยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) เพิ่มเติมเป็นการยืนยันและใช้สิทธิเรียกร้องการขอคืนภาษีอากรตามคำร้องขอคืนภาษีอากร (ค.10) ให้จำเลยคืนเงินภาษีอากรแก่โจทก์ตามคำร้องขอคืนเงินภาษีอากร (ค. 10) เลขที่ 0208/49 ถึง 0212/49 ลงวันที่ 12 เมษายน 2549 และหรือตามแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 30) เพิ่มเติม สำหรับเดือนภาษีมีนาคมถึงเดือนกรกฎาคม 2546 ให้จำเลยคืนเงินภาษีอากร 7,741,068.19 บาท แก่โจทก์ พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีอากรที่มีสิทธิได้รับคืนโดยไม่ทบต้น คำนวณถึงวันฟ้อง วันที่ 9 ตุลาคม 2552 เป็นระยะเวลา 39 เดือน คิดเป็นดอกเบี้ย 3,019,016.52 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 10,760,084.71 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนของต้นเงิน 7,741,068.19 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากร ที่ กค 0724/023 ลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2550 คำวินิจฉัยเลขที่ กค 0722/7199 ลงวันที่ 2 กันยายน 2552 คำวินิจฉัยเลขที่ 073/2552 ลงวันที่ 14 สิงหาคม 2552 หนังสือแจ้งไม่คืนภาษีอากร ที่ กค.0722/100 ลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2551 ให้จำเลยคืนเงินภาษีอากร 7,741,068.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนนับถัดจากวันครบกำหนดเวลา 3 เดือน นับแต่วันยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรในวันที่ 12 เมษายน 2549 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องไม่เกิน 3,019,016.52 บาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยต้องคืนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีมีนาคมถึงเดือนกรกฎาคม 2546 ให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 84 บัญญัติให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่มีเครดิตภาษีเหลืออยู่มีสิทธินำเครดิตภาษีดังกล่าวไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนถัดไป หรือมีสิทธิขอคืนพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีของเดือนภาษีนั้น และมาตรา 84/1 วรรคหนึ่ง (1) บัญญัติว่า ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมิได้ขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 84 ให้มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนภาษีได้ภายในกำหนด 3 ปี นับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีสำหรับเดือนภาษีที่มีการขอคืนนั้น ดังนั้น การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีมีนาคมถึงเดือนกรกฎาคม 2546 ในวันที่ 12 เมษายน 2549 จึงเป็นการยื่นภายในกำหนด 3 ปี นับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีสำหรับเดือนภาษีที่มีการขอคืนแล้ว จำเลยจึงต้องคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม 7,741,068.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีจำนวนดังกล่าว แต่ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน นับถัดจากวันครบกำหนด 3 เดือน นับแต่วันยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นั้น ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 4 ทศ วรรคสอง บัญญัติว่าดอกเบี้ยที่ให้แก่ผู้รับคืนเงินภาษีอากรมิให้เกินกว่าจำนวนเงินภาษีอากรที่ได้รับคืน โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยไม่เกินจำนวนเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม 7,741,068.19 บาท

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยไม่เกินกว่าจำนวนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่ได้รับคืน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ221/2552
primary_red_case_no
พ34/2553
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000258.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ภษ.51/2553
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558