ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13165/2558
นายอับเดลกาเดอร์ เบ็นมูซซา
โจทก์
บริษัทอะมาร์ การ์เด้นท์ จำกัด
จำเลย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31, มาตรา 37, มาตรา 40 วรรคสอง, มาตรา 41
กรณีที่ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ได้บัญญัติไว้แล้วอย่างไรต้องบังคับไปตามนั้น จะนำ ป.วิ.พ. มาใช้บังคับไม่ได้เพราะ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ให้นำบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาใช้บังคับแก่การดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงานโดยอนุโลมได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 เท่านั้น
ประเด็นแห่งคดีนี้ในการขอพิจารณาคดีใหม่คือจำเลยมีความจำเป็นที่ไม่อาจมาศาลได้ในวันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์หรือไม่ ซึ่งต้องพิจารณาเสียก่อนว่าจำเลยได้รับหมายเรียกให้มาศาลตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 37 โดยชอบหรือไม่ การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าการส่งหมายให้จำเลยชอบแล้วมีผลทางกฎหมายว่าจำเลยรู้ว่าตนถูกฟ้องคดี เท่ากับศาลแรงงานกลางวินิจฉัยประเด็นที่ว่าจำเลยรู้หรือไม่รู้ว่าถูกฟ้องคดีแล้วนั่นเอง
เมื่อศาลแรงงานกลางมีคำสั่งรับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาแล้ว ศาลแรงงานกลางกำหนดวันเวลานัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์โดยออกหมายเรียกให้จำเลยมาศาลในวันเวลานัดพร้อมส่งสำเนาคำฟ้องให้จำเลยโดยวิธีปิดหมายโดยชอบ ถือว่าจำเลยได้รับหมายเรียกให้มาศาลตามมาตรา 37 แล้ว เมื่อจำเลยไม่มาตามกำหนดโดยไม่แจ้งให้ศาลแรงงานทราบเหตุที่ไม่มา และศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดและพิจารณาตัดสินคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียว ซึ่งเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาตามมาตรา 40 วรรคสอง จำเลยจึงต้องยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดตามมาตรา 41 เมื่อจำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่เกินระยะเวลาดังกล่าว ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยจึงชอบแล้ว
___________________________
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้าง ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ย ศาลแรงงานกลางกำหนดวันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์วันที่ 28 มกราคม 2557 เวลา 9 นาฬิกา โดยออกหมายเรียกให้จำเลยมาศาลในวันเวลาดังกล่าว พร้อมสำเนาคำฟ้องโดยวิธีปิดหมาย ณ สำนักงานเลขที่ 160/314 ชั้น 17 อาคารไอทีเอฟ-สีลมพาเลส ถนนสีลม แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร ตามที่โจทก์ระบุในคำฟ้องว่าเป็นภูมิลำเนาของจำเลย ครั้นถึงวันเวลานัดจำเลยไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ศาลแรงงานกลางจึงมีคำสั่งว่า จำเลยขาดนัดให้พิจารณาคดีของโจทก์ไปฝ่ายเดียวแล้วให้เลื่อนคดีไปสืบพยานโจทก์ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา 9 นาฬิกา โดยออกหมายนัดส่งให้จำเลยด้วยวิธีปิดหมายตามภูมิลำเนาของจำเลยข้างต้น ถึงวันนัดจำเลยไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ศาลแรงงานกลางสืบพยานไปฝ่ายเดียว และพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินตามฟ้องพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
วันที่ 24 มิถุนายน 2557 จำเลยยื่นคำร้องว่าการดำเนินคดีของโจทก์ตั้งแต่ฟ้องจนถึงการบังคับคดี จำเลยเพิ่งทราบเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2557ว่าถูกฟ้องโดยธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาเพลินจิตเซ็นเตอร์ แจ้งว่ามีการอายัดเงินฝากของจำเลยจำเลยประกอบกิจการโรงแรมอยู่ที่เลขที่ 75 ซอยสุขุมวิท 2 ถนนสุขุมวิท แขวงคลองเตยเขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร ซึ่งระบุในหนังสือรับรองการจดทะเบียนว่าเป็นสำนักงานสาขาเพียงแห่งเดียวเท่านั้น แม้บ้านเลขที่ 160/314 ชั้น 17 อาคารไอทีเอฟ-สีลมพาเลส ถนนสีลมแขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร จะระบุไว้ในหนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นสำนักงานใหญ่ก็ตาม แต่ในความเป็นจริงสถานที่แห่งนี้ไม่มีพนักงานแม้แต่คนเดียวสถานที่ดังกล่าวเช่าไว้เพื่อระบุเป็นสำนักงานใหญ่เพื่อประโยชน์เดียวคือการแจ้งบัญชีภาษีอากรตามคำแนะนำของสำนักงานบัญชีเท่านั้น โดยเป็นที่รับรู้กันทั่วไปรวมทั้งโจทก์ด้วย แต่โจทก์กลับระบุที่อยู่ของจำเลยซึ่งเป็นสถานที่ที่ไม่มีคนอยู่ จำเลยไม่ได้จงใจขาดนัด ขอให้ศาลนัดไต่สวนคำร้องและอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่
ศาลแรงงานกลางไต่สวนคำร้องแล้ว ให้ยกคำร้อง
จำเลยอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า จำเลยมีที่อยู่สำนักงานแห่งใหญ่อยู่ที่เลขที่ 160/314 ชั้น 17 อาคารไอทีเอฟ-สีลมพาเลส ถนนสีลม แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร และมีสำนักงานสาขาตั้งอยู่ที่เลขที่ 75 ซอยสุขุมวิท 2 ถนนสุขุมวิท แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร ตามหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ที่อยู่ทั้งสองแห่งถือเป็นภูมิลำเนาของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 69 แต่จำเลยมิได้จดแจ้งเจตนาว่าประสงค์จะใช้สำนักงานแห่งใหญ่เป็นภูมิลำเนาเฉพาะเพื่อการเสียภาษีหรือติดต่อกรมสรรพากรเท่านั้นไว้โดยชัดแจ้งในข้อบังคับหรือตราสารจัดตั้งหรือในหนังสือรับรอง จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาปรากฏชัดแจ้งว่าจะให้ที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่เป็นภูมิลำเนาเฉพาะการเพื่อการเสียภาษีหรือติดต่อกรมสรรพากรเท่านั้น เจ้าพนักงานเดินหมายส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องโดยวิธีปิดหมายที่ภูมิลำเนาสำนักงานแห่งใหญ่ของจำเลยตามคำสั่งศาลจึงเป็นการกระทำโดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 74 ประกอบมาตรา 79 ต้องถือว่า จำเลยได้รับหมายเรียกให้มาศาลตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 37 แล้ว เมื่อศาลมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดและพิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียว จำเลยขอให้พิจารณาคดีใหม่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 41 คือต้องดำเนินการภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัด จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2557 จึงพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว
คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งยกคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ของจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 41 ชอบหรือไม่ เห็นว่า ประเด็นแห่งคดีนี้คือจำเลยมีความจำเป็นที่ไม่อาจมาศาลได้ในวันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์ในวันที่ 28 มกราคม 2557 หรือไม่ ซึ่งการพิจารณาประเด็นดังกล่าวต้องพิจารณาเสียก่อนว่า จำเลยได้รับหมายเรียกให้มาศาลตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 37 โดยชอบหรือไม่ การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าการส่งหมายเรียกให้จำเลยมาศาล ณ ภูมิลำเนาซึ่งเป็นสำนักงานแห่งใหญ่ชอบแล้ว อันมีผลทางกฎหมายว่าจำเลยรู้ว่าจำเลยถูกฟ้องคดีแล้วซึ่งเท่ากับว่าศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยประเด็นที่ว่าจำเลยรู้หรือไม่รู้ว่าถูกฟ้องคดีแล้ว นั่นเอง หาใช่ศาลแรงงานกลางยังไม่ได้วินิจฉัยประเด็นนี้ดังที่จำเลยอุทธรณ์ไม่ ที่จำเลยอุทธรณ์ประการต่อมาว่า กรณีของจำเลยต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 199 จัตวา ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ.2522 มาตรา 31 มาใช้บังคับ คือจำเลยยื่นคำขอพิจารณาคดีใหม่ได้ภายใน 15 วันนับแต่วันที่พฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้สิ้นสุดลงอันได้แก่วันที่ 16 มิถุนายน 2557 ที่จำเลยทราบว่าถูกฟ้อง เห็นว่า การพิจารณาคดีแรงงานมีวิธีพิจารณาต่างกับคดีแพ่งทั่ว ๆ ไปโดยมีพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 บัญญัติไว้เป็นพิเศษ กรณีที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ได้บัญญัติไว้แล้วอย่างไรก็ต้องบังคับไปตามนั้น จะนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับไม่ได้ เพราะพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับแก่การดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงานโดยอนุโลมได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 เท่านั้น คดีนี้เมื่อศาลแรงงานกลางมีคำสั่งรับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาแล้วศาลแรงงานกลางได้กำหนดวันเวลานัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์โดยออกหมายเรียกให้จำเลยมาศาลในวันเวลานัดพร้อมส่งสำเนาคำฟ้องให้จำเลยโดยวิธีปิดหมายโดยชอบแล้ว จึงต้องถือว่าจำเลยได้รับหมายเรียกให้มาศาลตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 37 แล้ว เมื่อจำเลยไม่มาตามกำหนด โดยไม่แจ้งให้ศาลแรงงานกลางทราบเหตุที่ไม่มา และศาลแรงงานกลางได้มีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดและพิจารณาตัดสินคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียว จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาตาม มาตรา 40 วรรคสอง จำเลยขอให้พิจารณาคดีใหม่จึงต้องปฏิบัติตาม มาตรา 41 คือต้องยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ 28 มกราคม 2557 อันเป็นวันที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัด เมื่อจำเลยยื่นคำร้องในวันที่ 24 มิถุนายน 2557 จึงพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้ว ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ประการอื่นของจำเลยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง
พิพากษายืน
(สมจิตร์ ทองศรี-นิยุต สุภัทรพาหิรผล-วิชัย เอื้ออังคณากุล)
ศาลแรงงานกลาง - นายนิวัฒน์ โชติพงศ์สันติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
แผนก
แรงงาน
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ร.1066/2558
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ3700/2556
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ274/2557
หมายเหตุ