คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10154/2558 ฉบับเต็ม

#589779
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10154/2558 บริษัทไทยเศรษฐกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน) โจทก์ บริษัทจัดหางานพรศักดิ์อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 674, มาตรา 880 จำเลยประกอบธุรกิจโรงแรมจึงมีหน้าที่ต้องรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สินของคนเดินทางหรือแขกอาศัยหากได้พามา โรงแรมของจำเลยมีห้องพัก 48 ห้อง มีทางเข้าออกเพียงทางเดียว มีพนักงานปฏิบัติหน้าที่ 2 คน อ. ทำหน้าที่เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยและทำหน้าที่เปิดห้องพักให้แขกทางเข้าออกของโรงแรมไม่มีแผงเหล็กล้อเลื่อน ไม่มีไม้กั้นรถเข้าออก มีเพียงป้อมยาม เช่นนี้แสดงว่าขณะ อ. ไปเปิดห้องพักให้แขกจะไม่มีพนักงานรักษาความปลอดภัยคอยตรวจตราหรือดูแลรักษาความปลอดภัย คงมีเพียงพนักงานเก็บเงินคนเดียวประจำอยู่ที่เคาน์เตอร์ลงทะเบียนเข้าพัก ซึ่งย่อมเป็นที่ประจักษ์ว่าบุคคลดังกล่าวไม่อาจดูแลรักษาความปลอดภัยให้แก่ลูกค้าได้ คงทำได้เพียงอำนวยความสะดวกในการเข้าพักเท่านั้น ทั้งการขับรถเข้าออกโรงแรมสามารถกระทำได้โดยง่ายเพราะไม่มีแผงกั้นและจำเลยก็ไม่ได้จัดให้มีวิธีรักษาความปลอดภัยวิธีอื่นใดทำให้คนร้ายเข้ามาภายในห้องพักของแขกที่เข้ามาพักอาศัยได้โดยง่าย แม้ดาบตำรวจ ส. กับ ร. จะล็อกเพียงลูกบิดประตูห้องโดยไม่ได้ล็อกกลอนประตูและอุปกรณ์ล็อกรูปตัวยูทั้งที่มีอุปกรณ์ดังกล่าวติดตั้งอยู่ ก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติวิสัยของคนเข้าพักอาศัย ไม่อาจถือว่าเป็นความผิดของคนเดินทางหรือแขกอาศัย เพราะหากโรงแรมของจำเลยมีการรักษาความปลอดภัยอย่างเพียงพอ ก็ย่อมเป็นการยากที่คนร้ายจะสามารถเข้าไปภายในห้องพักของลูกค้าได้ จำเลยจึงต้องรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 674 เมื่อโจทก์ผู้รับประกันภัยจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับประโยชน์ไปตามสัญญาประกันภัยแล้ว ย่อมรับช่วงสิทธิมาเรียกร้องเอาจากจำเลยได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับให้จำเลยชำระเงิน 1,300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 มิถุนายน 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก-0798 ฉะเชิงเทรา ไว้จากดาบตำรวจสายชล มีกำหนดระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2553 ถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2554 จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการโรงแรม ใช้ชื่อว่า โรงแรม ก. นายสรกฤชขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้โดยได้รับความยินยอมจากดาบตำรวจสายชล ผู้เอาประกันภัย เข้าพักที่โรงแรม ก. ของจำเลย ที่จังหวัดขอนแก่น โดยเปิดห้องพัก 2 ห้อง นายสรกฤชกับดาบตำรวจสายชล เข้าพักที่ห้องหมายเลข 717 และจอดรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ที่ด้านข้างของห้องพัก ต่อมาในวันเดียวกัน เวลาประมาณ 9 นาฬิกา ปรากฏว่ารถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้สูญหายไป ดาบตำรวจสายชลแจ้งเหตุให้พนักงานของจำเลยทราบและแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนแล้ว โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยเป็นเงิน 1,300,000 บาท ให้แก่ผู้รับประโยชน์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การที่นายสรกฤชและดาบตำรวจสายชลปิดล็อกเพียงลูกบิดประตูแต่ไม่ได้ล็อกกลอนประตูและอุปกรณ์ล็อกประตูรูปตัวยู และไม่เก็บกุญแจรถยนต์ให้มิดชิด ทำให้คนร้ายเข้าไปภายในห้องพักแล้วลักกุญแจรถยนต์ที่วางไว้บนชั้นวางโทรศัพท์แล้วขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้หลบหนีไป ถือเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของนายสรกฤชและดาบตำรวจสายชลซึ่งเป็นคนเดินทางหรือแขกอาศัย จำเลยในฐานะเจ้าสำนักโรงแรมหรือโฮเต็ล จึงไม่ต้องรับผิด นั้น เห็นว่า จำเลยประกอบธุรกิจโรงแรม เปิดให้บริการแก่บุคคลทั่วไปเข้าพักอาศัยทั้งในกรณีชั่วคราวและพักค้างคืน จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สินของคนเดินทางหรือแขกอาศัยหากได้พามา เมื่อได้ความจากนายสุทรรศน์ พนักงานของจำเลยว่า โรงแรมของจำเลยมีห้องพักรวมทั้งหมด 48 ห้อง และได้ความจากนายพรศักดิ์ กรรมการผู้จัดการบริษัทจำเลยว่า โรงแรมของจำเลยมีทางเข้าออกเพียงทางเดียว ในช่วงเวลาเกิดเหตุ มีพนักงานของจำเลยปฏิบัติหน้าที่ประจำโรงแรม 2 คน โดยนายอดุลย์ ทำหน้าที่เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยและเป็นผู้ทำหน้าที่เปิดห้องพักให้แขก ส่วนนายสุทรรศน์ทำหน้าที่เป็นพนักงานเก็บเงิน วันเกิดเหตุ หลังจากนายอดุลย์เป็นคนไปเปิดห้องพักให้ดาบตำรวจสายชลกับพวก นายอดุลย์ก็กลับมาประจำอยู่ที่บริเวณป้อมยามหน้าทางเข้าออกของโรงแรม และปรากฏตามภาพถ่ายโรงแรมว่า ทางเข้าออกโรงแรมของจำเลยไม่มีแผงเหล็กล้อเลื่อน และไม่มีไม้กั้นเพื่อกั้นรถเข้าออก มีเพียงป้อมยามของพนักงานรักษาความปลอดภัย ซึ่งขณะเกิดเหตุนายอดุลย์ทำหน้าที่เป็นทั้งพนักงานรักษาความปลอดภัยประจำอยู่ที่ป้อมยาม และในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่เป็นพนักงานเปิดห้องพัก เช่นนี้แสดงว่า ขณะนายอดุลย์ไปเปิดห้องพักให้แขก จะไม่มีพนักงานรักษาความปลอดภัยคอยตรวจตราหรือดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของลูกค้าที่มาใช้บริการเข้าพัก คงมีเพียงพนักงานเก็บเงินเพียงคนเดียวประจำอยู่ที่เคาน์เตอร์ลงทะเบียนเข้าพัก ซึ่งย่อมเป็นที่ประจักษ์ว่าบุคคลดังกล่าวไม่อาจดูแลรักษาความปลอดภัยให้แก่ลูกค้าที่มาใช้บริการได้ คงทำได้เพียงการอำนวยความสะดวกในการเข้าพักเท่านั้น ทั้งการขับรถเข้าออกโรงแรมของจำเลยสามารถกระทำได้โดยง่ายเพราะไม่มีแผงกั้น และจำเลยก็ไม่ได้จัดให้มีวิธีรักษาความปลอดภัยวิธีอื่นใด ทำให้คนร้ายเข้ามาภายในห้องพักของแขกที่เข้ามาพักอาศัยได้โดยง่าย ดังนั้น แม้ดาบตำรวจสายชลกับนายสรกฤชจะล็อกเพียงลูกบิดประตูห้องโดยไม่ได้ล็อกกลอนประตูและอุปกรณ์ล็อกรูปตัวยูทั้งที่มีอุปกรณ์ดังกล่าวติดตั้งอยู่ ดังที่จำเลยฎีกาก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติวิสัยของคนเข้าพักอาศัย เพราะหากโรงแรมของจำเลยมีการรักษาความปลอดภัยอย่างเพียงพอ ก็ย่อมเป็นการยากที่คนร้ายจะสามารถเข้าไปภายในห้องพักของลูกค้าผู้มาใช้บริการได้ ลำพังเพียงการที่คนเดินทางหรือแขกอาศัยไม่ได้ล็อกกลอนประตูและอุปกรณ์ล็อกรูปตัวยู จึงยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นความผิดของคนเดินทางหรือแขกอาศัยผู้นั้นเองหรือบริวารที่จะทำให้จำเลยซึ่งเป็นเจ้าสำนักโรงแรมพ้นความรับผิด จำเลยจึงต้องรับผิดเพื่อความสูญหายหรือบุบสลายอย่างใด ๆ อันเกิดแก่ทรัพย์สินซึ่งดาบตำรวจสายชลคนเดินทางหรือแขกอาศัยหากได้พามา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 674 เมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับประโยชน์ไปตามสัญญาประกันภัยแล้ว ย่อมได้รับช่วงสิทธิมาเรียกร้องเอาจากจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์มานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (วาสนา หงส์เจริญ-วิรุฬห์ แสงเทียน-ปิยกุล บุญเพิ่ม) ศาลจังหวัดพล - นายกฤช โคตรทอง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นางวิไลวรรณ ชิดเชื้อ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก พาณิชย์และเศรษฐกิจ หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พณ.199/2555 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ613/2554 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ986/2554 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
589779
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดพล",
        "judge": "นายกฤช โคตรทอง"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นางวิไลวรรณ ชิดเชื้อ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081969318"
    }
}
date
2558
deka_no
10154/2558
deka_running_no
10154
deka_year
2558
department
พาณิชย์และเศรษฐกิจ
judges
[
    "วาสนา หงส์เจริญ",
    "วิรุฬห์ แสงเทียน",
    "ปิยกุล บุญเพิ่ม"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 674",
            "ม. 880"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทไทยเศรษฐกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทจัดหางานพรศักดิ์อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับให้จำเลยชำระเงิน 1,300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 มิถุนายน 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก-0798 ฉะเชิงเทรา ไว้จากดาบตำรวจสายชล มีกำหนดระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2553 ถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2554 จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการโรงแรม ใช้ชื่อว่า โรงแรม ก. นายสรกฤชขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้โดยได้รับความยินยอมจากดาบตำรวจสายชล ผู้เอาประกันภัย เข้าพักที่โรงแรม ก. ของจำเลย ที่จังหวัดขอนแก่น โดยเปิดห้องพัก 2 ห้อง นายสรกฤชกับดาบตำรวจสายชล เข้าพักที่ห้องหมายเลข 717 และจอดรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ที่ด้านข้างของห้องพัก ต่อมาในวันเดียวกัน เวลาประมาณ 9 นาฬิกา ปรากฏว่ารถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้สูญหายไป ดาบตำรวจสายชลแจ้งเหตุให้พนักงานของจำเลยทราบและแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนแล้ว โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยเป็นเงิน 1,300,000 บาท ให้แก่ผู้รับประโยชน์แล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การที่นายสรกฤชและดาบตำรวจสายชลปิดล็อกเพียงลูกบิดประตูแต่ไม่ได้ล็อกกลอนประตูและอุปกรณ์ล็อกประตูรูปตัวยู และไม่เก็บกุญแจรถยนต์ให้มิดชิด ทำให้คนร้ายเข้าไปภายในห้องพักแล้วลักกุญแจรถยนต์ที่วางไว้บนชั้นวางโทรศัพท์แล้วขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้หลบหนีไป ถือเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของนายสรกฤชและดาบตำรวจสายชลซึ่งเป็นคนเดินทางหรือแขกอาศัย จำเลยในฐานะเจ้าสำนักโรงแรมหรือโฮเต็ล จึงไม่ต้องรับผิด นั้น เห็นว่า จำเลยประกอบธุรกิจโรงแรม เปิดให้บริการแก่บุคคลทั่วไปเข้าพักอาศัยทั้งในกรณีชั่วคราวและพักค้างคืน จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สินของคนเดินทางหรือแขกอาศัยหากได้พามา เมื่อได้ความจากนายสุทรรศน์ พนักงานของจำเลยว่า โรงแรมของจำเลยมีห้องพักรวมทั้งหมด 48 ห้อง และได้ความจากนายพรศักดิ์ กรรมการผู้จัดการบริษัทจำเลยว่า โรงแรมของจำเลยมีทางเข้าออกเพียงทางเดียว ในช่วงเวลาเกิดเหตุ มีพนักงานของจำเลยปฏิบัติหน้าที่ประจำโรงแรม 2 คน โดยนายอดุลย์ ทำหน้าที่เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยและเป็นผู้ทำหน้าที่เปิดห้องพักให้แขก ส่วนนายสุทรรศน์ทำหน้าที่เป็นพนักงานเก็บเงิน วันเกิดเหตุ หลังจากนายอดุลย์เป็นคนไปเปิดห้องพักให้ดาบตำรวจสายชลกับพวก นายอดุลย์ก็กลับมาประจำอยู่ที่บริเวณป้อมยามหน้าทางเข้าออกของโรงแรม และปรากฏตามภาพถ่ายโรงแรมว่า ทางเข้าออกโรงแรมของจำเลยไม่มีแผงเหล็กล้อเลื่อน และไม่มีไม้กั้นเพื่อกั้นรถเข้าออก มีเพียงป้อมยามของพนักงานรักษาความปลอดภัย ซึ่งขณะเกิดเหตุนายอดุลย์ทำหน้าที่เป็นทั้งพนักงานรักษาความปลอดภัยประจำอยู่ที่ป้อมยาม และในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่เป็นพนักงานเปิดห้องพัก เช่นนี้แสดงว่า ขณะนายอดุลย์ไปเปิดห้องพักให้แขก จะไม่มีพนักงานรักษาความปลอดภัยคอยตรวจตราหรือดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของลูกค้าที่มาใช้บริการเข้าพัก คงมีเพียงพนักงานเก็บเงินเพียงคนเดียวประจำอยู่ที่เคาน์เตอร์ลงทะเบียนเข้าพัก ซึ่งย่อมเป็นที่ประจักษ์ว่าบุคคลดังกล่าวไม่อาจดูแลรักษาความปลอดภัยให้แก่ลูกค้าที่มาใช้บริการได้ คงทำได้เพียงการอำนวยความสะดวกในการเข้าพักเท่านั้น ทั้งการขับรถเข้าออกโรงแรมของจำเลยสามารถกระทำได้โดยง่ายเพราะไม่มีแผงกั้น และจำเลยก็ไม่ได้จัดให้มีวิธีรักษาความปลอดภัยวิธีอื่นใด ทำให้คนร้ายเข้ามาภายในห้องพักของแขกที่เข้ามาพักอาศัยได้โดยง่าย ดังนั้น แม้ดาบตำรวจสายชลกับนายสรกฤชจะล็อกเพียงลูกบิดประตูห้องโดยไม่ได้ล็อกกลอนประตูและอุปกรณ์ล็อกรูปตัวยูทั้งที่มีอุปกรณ์ดังกล่าวติดตั้งอยู่ ดังที่จำเลยฎีกาก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติวิสัยของคนเข้าพักอาศัย เพราะหากโรงแรมของจำเลยมีการรักษาความปลอดภัยอย่างเพียงพอ ก็ย่อมเป็นการยากที่คนร้ายจะสามารถเข้าไปภายในห้องพักของลูกค้าผู้มาใช้บริการได้ ลำพังเพียงการที่คนเดินทางหรือแขกอาศัยไม่ได้ล็อกกลอนประตูและอุปกรณ์ล็อกรูปตัวยู จึงยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นความผิดของคนเดินทางหรือแขกอาศัยผู้นั้นเองหรือบริวารที่จะทำให้จำเลยซึ่งเป็นเจ้าสำนักโรงแรมพ้นความรับผิด จำเลยจึงต้องรับผิดเพื่อความสูญหายหรือบุบสลายอย่างใด ๆ อันเกิดแก่ทรัพย์สินซึ่งดาบตำรวจสายชลคนเดินทางหรือแขกอาศัยหากได้พามา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 674 เมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับประโยชน์ไปตามสัญญาประกันภัยแล้ว ย่อมได้รับช่วงสิทธิมาเรียกร้องเอาจากจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์มานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ613/2554
primary_red_case_no
พ986/2554
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000265.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พณ.199/2555
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558