คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12342/2558 ฉบับเต็ม

#589781
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12342/2558 บริษัทอรนลิน จำกัด โจทก์ นายวีระชาติ บุญเข้ม ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน กับพวก จำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงงาน พ.ศ.2551 มาตรา 10 วรรคสอง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 10 วรรคสอง หมายความว่าในกรณีนายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันที่เป็นเงินและลูกจ้างกระทำในทางการที่จ้างก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างจึงมีสิทธินำเงินดังกล่าวไปชดใช้ให้แก่นายจ้างตามเงื่อนไขของการเรียกหรือรับเงินประกัน หรือตามข้อตกลง หรือได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง ดังนั้นนายจ้างจะมีสิทธิหักเงินประกันหรือนำเงินประกันไปชดใช้ค่าเสียหายได้นายจ้างต้องได้รับความเสียหายก่อน หากนายจ้างไม่ได้รับความเสียหายก็ไม่มีสิทธิหักเงินประกันหรือนำเงินประกันไปชดใช้ค่าเสียหายแก่นายจ้าง นายจ้างจะอาศัยข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน คำสั่ง หรือประกาศของนายจ้างมาหักเงินประกันการทำงานหรือประกันความเสียหายของลูกจ้างโดยลูกจ้างไม่ก่อให้เกิดความเสียหายไม่ได้ โจทก์จึงอาศัยประกาศการหักเงินหรือแบบพิมพ์รายงานสินค้าขาด - เกินจากการตรวจนับสต็อกที่จำเลยที่ 2 ยินยอมรับผิดกรณีสินค้าเกินสต๊อกมาหักเงินประกันของจำเลยที่ 2 โดยโจทก์ไม่ได้รับความเสียหายไม่ได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ 50/2556 และพิพากษาให้โจทก์ชำระค่าคอมมิสชันที่ค้างชำระแก่จำเลยที่ 2 จำนวน 16,367 บาท เท่านั้น จำเลยทั้งสอง ให้การว่าขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ซึ่งสรุปได้ว่าการที่โจทก์มีประกาศหักเงิน และจำเลยที่ 2 ลงชื่อยอมรับผิดในแบบพิมพ์รายงานสินค้าขาด - เกินจากการตรวจนับสต็อก โจทก์จะมีสิทธิหักเงินประกันการทำงานของจำเลยที่ 2 ได้หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 10 วรรคสองที่บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกัน หรือทำสัญญาประกันกับลูกจ้างเพื่อชดใช้ความเสียหายที่ลูกจ้างเป็นผู้กระทำ เมื่อนายจ้างเลิกจ้าง หรือลูกจ้างลาออกหรือสัญญาประกันสิ้นอายุ ให้นายจ้างคืนหลักประกันพร้อมดอกเบี้ยถ้ามี ให้แก่ลูกจ้างภายในเจ็ดวัน นับแต่วันที่นายจ้างเลิกจ้าง หรือวันที่ลูกจ้างลาออก หรือวันที่สัญญาประกันสิ้นอายุ แล้วแต่กรณี" หมายความว่า ในกรณีที่นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันที่เป็นเงินและลูกจ้างกระทำในทางการที่จ้างก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างจึงมีสิทธินำเงินดังกล่าวไปชดใช้ให้แก่นายจ้างตามเงื่อนไขของการเรียกหรือรับเงินประกัน หรือตามข้อตกลง หรือได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง ดังนั้น การที่นายจ้างจะมีสิทธิหักเงินประกันหรือนำเงินประกันไปชดใช้ค่าเสียหายได้นายจ้างต้องได้รับความเสียหายก่อน หากนายจ้างไม่ได้รับความเสียหายก็ย่อมไม่มีสิทธิดังกล่าว นายจ้างจะอาศัยข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน คำสั่ง หรือประกาศของนายจ้างมาหักเงินประกันการทำงานหรือประกันความเสียหายของลูกจ้างโดยที่ลูกจ้างไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายย่อมไม่ได้ มิฉะนั้นก็จะกลายเป็นว่าวัตถุประสงค์ของการเรียกหรือรับเงินประกันการทำงานหรือประกันความเสียหายจะขยายไปเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด หรือขยายไปตามอำเภอใจของนายจ้าง เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงมาว่าสต็อกสินค้าที่อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 2 เกินจำนวน 12 ชิ้น โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างไม่ได้รับความเสียหาย เช่นนี้โจทก์จึงไม่มีสิทธิหักเงินประกันของจำเลยที่ 2 ดังนั้นโจทก์จะอาศัยประกาศการหักเงิน หรือแบบพิมพ์รายงานสินค้าขาด - เกินจากการตรวจนับสต็อก ที่จำเลยที่ 2 ยินยอมรับผิดกรณีสินค้าเกินสต็อกมาหักเงินประกันของจำเลยที่ 2 โดยโจทก์ไม่ได้รับความเสียหายย่อมไม่ได้ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง พิพากษายืน (สมจิตร์ ทองศรี-นิยุต สุภัทรพาหิรผล-ภาติยะ ดวงมณี) ศาลแรงงานกลาง - นายมานะ ธรรมชุตินันท์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก แรงงาน หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ร.1613/2557 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ3901/2556 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ2261/2557 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
589781
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานกลาง",
        "judge": "นายมานะ ธรรมชุตินันท์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081968398"
    }
}
date
2558
deka_no
12342/2558
deka_running_no
12342
deka_year
2558
department
แรงงาน
judges
[
    "สมจิตร์ ทองศรี",
    "นิยุต สุภัทรพาหิรผล",
    "ภาติยะ ดวงมณี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงงาน พ.ศ.2551",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงงาน พ.ศ.2551",
        "sections": [
            "ม. 10 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทอรนลิน จำกัด"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "นายวีระชาติ บุญเข้ม"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ 50/2556 และพิพากษาให้โจทก์ชำระค่าคอมมิสชันที่ค้างชำระแก่จำเลยที่ 2 จำนวน 16,367 บาท เท่านั้น

จำเลยทั้งสอง ให้การว่าขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ซึ่งสรุปได้ว่าการที่โจทก์มีประกาศหักเงิน และจำเลยที่ 2 ลงชื่อยอมรับผิดในแบบพิมพ์รายงานสินค้าขาด - เกินจากการตรวจนับสต็อก โจทก์จะมีสิทธิหักเงินประกันการทำงานของจำเลยที่ 2 ได้หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 10 วรรคสองที่บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกัน หรือทำสัญญาประกันกับลูกจ้างเพื่อชดใช้ความเสียหายที่ลูกจ้างเป็นผู้กระทำ เมื่อนายจ้างเลิกจ้าง หรือลูกจ้างลาออกหรือสัญญาประกันสิ้นอายุ ให้นายจ้างคืนหลักประกันพร้อมดอกเบี้ยถ้ามี ให้แก่ลูกจ้างภายในเจ็ดวัน นับแต่วันที่นายจ้างเลิกจ้าง หรือวันที่ลูกจ้างลาออก หรือวันที่สัญญาประกันสิ้นอายุ แล้วแต่กรณี" หมายความว่า ในกรณีที่นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันที่เป็นเงินและลูกจ้างกระทำในทางการที่จ้างก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างจึงมีสิทธินำเงินดังกล่าวไปชดใช้ให้แก่นายจ้างตามเงื่อนไขของการเรียกหรือรับเงินประกัน หรือตามข้อตกลง หรือได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง ดังนั้น การที่นายจ้างจะมีสิทธิหักเงินประกันหรือนำเงินประกันไปชดใช้ค่าเสียหายได้นายจ้างต้องได้รับความเสียหายก่อน หากนายจ้างไม่ได้รับความเสียหายก็ย่อมไม่มีสิทธิดังกล่าว นายจ้างจะอาศัยข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน คำสั่ง หรือประกาศของนายจ้างมาหักเงินประกันการทำงานหรือประกันความเสียหายของลูกจ้างโดยที่ลูกจ้างไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายย่อมไม่ได้ มิฉะนั้นก็จะกลายเป็นว่าวัตถุประสงค์ของการเรียกหรือรับเงินประกันการทำงานหรือประกันความเสียหายจะขยายไปเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด หรือขยายไปตามอำเภอใจของนายจ้าง เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงมาว่าสต็อกสินค้าที่อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 2 เกินจำนวน 12 ชิ้น โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างไม่ได้รับความเสียหาย เช่นนี้โจทก์จึงไม่มีสิทธิหักเงินประกันของจำเลยที่ 2 ดังนั้นโจทก์จะอาศัยประกาศการหักเงิน หรือแบบพิมพ์รายงานสินค้าขาด - เกินจากการตรวจนับสต็อก ที่จำเลยที่ 2 ยินยอมรับผิดกรณีสินค้าเกินสต็อกมาหักเงินประกันของจำเลยที่ 2 โดยโจทก์ไม่ได้รับความเสียหายย่อมไม่ได้ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
พ3901/2556
primary_red_case_no
พ2261/2557
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000257.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ร.1613/2557
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558