คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12269/2558 ฉบับเต็ม

#590025
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12269/2558 พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์ โจทก์ นายอภิชา หอมขจร กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคแรก, มาตรา 227 วรรคสอง ป.อ. มาตรา 78, มาตรา 83, มาตรา 86 พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (2), มาตรา 14 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 2 รู้อยู่ก่อนแล้วว่า ฉ. จะไปทำบัตรประจำตัวประชาชนในชื่อของ ก. การที่จำเลยที่ 2 ขอร้องให้จำเลยที่ 1 ช่วยเป็นผู้รับรองเป็นเหตุให้ ฉ. สามารถทำบัตรประจำตัวประชาชนได้สำเร็จ ถือเป็นการให้ความช่วยเหลือ ฉ. ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานสนับสนุน ฉ. ในการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.บัตรประชาชน พ.ศ.2526 ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าวได้เพราะโทษเบากว่าความผิดฐานเป็นตัวการ ไม่ได้เป็นการเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคแรก ___________________________ คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 265, 267, 268 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 6 จัตวา, 14 (2) จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 3 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (2) จำคุก 9 เดือน คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 ให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษลงหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 ให้การเป็นผลร้ายต่อตนเองสอดรับกับคำให้การของนายเฉลิมตามบันทึกคำให้การของนายเฉลิมในชั้นสอบสวน ในข้อสาระสำคัญ สมเหตุสมผล ไม่มีพิรุธ ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าถูกขู่เข็ญบังคับ เชื่อว่าจำเลยที่ 2 ให้การไปตามความจริงที่เกิดขึ้น เมื่อพิจารณาสภาพลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวแล้วน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 รู้อยู่ก่อนแล้วว่านายเฉลิมจะไปทำบัตรประจำตัวประชาชนในชื่อของนายกลิ้ง ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยที่ 2 ร่วมคบคิดกับนายเฉลิมในการกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่ โจทก์มีเพียงสรุปผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงการทุจริตสวมบัตรประจำตัวประชาชนรายนายกลิ้ง บันทึกการสอบปากคำนายเฉลิมและจำเลยที่ 2 ของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงการทุจริตสวมบัตรประจำตัวประชาชนนายกลิ้ง และบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของนายเฉลิมและของจำเลยที่ 2 ที่ระบุทำนองว่านายเฉลิมและจำเลยที่ 2 ไปที่ที่ว่าการอำเภอกระสังพร้อมกันเพื่อทำบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่นายเฉลิม ส่วนพยานโจทก์ที่สำคัญทั้งสองปากคือนายสุรศักดิ์ เจ้าหน้าที่ปกครอง 5 และนายเจริญ ปลัดอำเภอ หัวหน้าฝ่ายทะเบียน เจ้าพนักงานผู้เกี่ยวข้องในการรับคำขอมีบัตร มีบัตรใหม่หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ขอมีบัตรประจำตัวประชาชน ที่นายเฉลิมยื่นและแจ้งข้อความเพื่อขอมีบัตรประจำตัวประชาชนของนายกลิ้งใหม่ ได้เบิกความเกี่ยวกับการกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงส่วนใดที่แสดงว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องในการยื่นคำขอและแจ้งข้อความของนายเฉลิมแต่อย่างไร นอกจากเอกสารดังกล่าวแล้วไม่ปรากฏว่าโจทก์มีพยานหลักฐานอื่นใดแสดงว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับนายเฉลิมทำแบบคำขอมีบัตร มีบัตรใหม่หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ขอมีบัตรประจำตัวประชาชน หรือแบ่งหน้าที่กันทำอย่างไร ทั้งจำเลยที่ 2 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความสอดคล้องกับคำเบิกความของนายเฉลิมว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำคำขอหรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชน นายเฉลิมเป็นผู้ปลอมคำขอดังกล่าวเพียงผู้เดียว ข้อเท็จจริงจึงยังมีข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับนายเฉลิมปลอมคำขอมีบัตร มีบัตรใหม่ หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ขอมีบัตรประจำตัวประชาชนตามฟ้องหรือไม่ กรณีจึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 2 ตามมาตรา 227 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ไม่อาจรับฟังว่าจำเลยที่ 2 ร่วมคบคิดกับนายเฉลิมในการกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 รู้อยู่ก่อนแล้วว่านายเฉลิมจะไปทำบัตรประจำตัวประชาชนในชื่อของนายกลิ้ง การที่จำเลยที่ 2 ขอร้องให้จำเลยที่ 1 ช่วยเป็นผู้รับรองเป็นเหตุให้นายเฉลิมสามารถทำบัตรประจำตัวประชาชนได้สำเร็จ ถือเป็นการให้ความช่วยเหลือนายเฉลิมขณะกระทำความผิด จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานสนับสนุนนายเฉลิมในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประชาชน พ.ศ.2526 ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าวได้เพราะโทษเบากว่าความผิดฐานเป็นตัวการ มิได้เป็นการเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคแรก แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยต้องโทษหรือกระทำความผิดอื่นใดมาก่อน ทั้งเมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดดังกล่าวเพื่อช่วยให้นายเฉลิมได้ไปทำงานหาเงินจากต่างประเทศมาเลี้ยงดูครอบครัว สภาพแห่งความผิดไม่ร้ายแรงนัก เพื่อให้โอกาสจำเลยที่ 2 กลับตัวเป็นพลเมืองดี เห็นควรกำหนดโทษสถานเบาและให้รอการลงโทษ แต่เพื่อให้จำเลยที่ 2 หลาบจำ สมควรลงโทษปรับจำเลยที่ 2 อีกสถานหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (2) วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ลงโทษจำคุก 4 เดือน และปรับ 3,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 2 เดือน 20 วัน และปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 (วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี-รังสรรค์ ดวงพัตรา-ชลิศร์ สวัสดิทัต) ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ - นายกัมปนาท แสนโภชน์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายไพบูลย์ ชูโชติ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1556/2558 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ433/2556 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ924/2557 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
590025
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดบุรีรัมย์",
        "judge": "นายกัมปนาท แสนโภชน์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นายไพบูลย์ ชูโชติ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081968404"
    }
}
date
2558
deka_no
12269/2558
deka_running_no
12269
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี",
    "รังสรรค์ ดวงพัตรา",
    "ชลิศร์ สวัสดิทัต"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 192 วรรคแรก",
            "ม. 227 วรรคสอง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 78",
            "ม. 83",
            "ม. 86"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526",
        "sections": [
            "ม. 14 (2)",
            "ม. 14 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายอภิชา หอมขจร กับพวก"
    }
]
long_text
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 265, 267, 268 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 6 จัตวา, 14 (2)

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 3 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (2) จำคุก 9 เดือน คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 ให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษลงหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 ให้การเป็นผลร้ายต่อตนเองสอดรับกับคำให้การของนายเฉลิมตามบันทึกคำให้การของนายเฉลิมในชั้นสอบสวน ในข้อสาระสำคัญ สมเหตุสมผล ไม่มีพิรุธ ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าถูกขู่เข็ญบังคับ เชื่อว่าจำเลยที่ 2 ให้การไปตามความจริงที่เกิดขึ้น เมื่อพิจารณาสภาพลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวแล้วน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 รู้อยู่ก่อนแล้วว่านายเฉลิมจะไปทำบัตรประจำตัวประชาชนในชื่อของนายกลิ้ง ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยที่ 2 ร่วมคบคิดกับนายเฉลิมในการกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่ โจทก์มีเพียงสรุปผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงการทุจริตสวมบัตรประจำตัวประชาชนรายนายกลิ้ง บันทึกการสอบปากคำนายเฉลิมและจำเลยที่ 2 ของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงการทุจริตสวมบัตรประจำตัวประชาชนนายกลิ้ง และบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของนายเฉลิมและของจำเลยที่ 2 ที่ระบุทำนองว่านายเฉลิมและจำเลยที่ 2 ไปที่ที่ว่าการอำเภอกระสังพร้อมกันเพื่อทำบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่นายเฉลิม ส่วนพยานโจทก์ที่สำคัญทั้งสองปากคือนายสุรศักดิ์ เจ้าหน้าที่ปกครอง 5 และนายเจริญ ปลัดอำเภอ หัวหน้าฝ่ายทะเบียน เจ้าพนักงานผู้เกี่ยวข้องในการรับคำขอมีบัตร มีบัตรใหม่หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ขอมีบัตรประจำตัวประชาชน ที่นายเฉลิมยื่นและแจ้งข้อความเพื่อขอมีบัตรประจำตัวประชาชนของนายกลิ้งใหม่ ได้เบิกความเกี่ยวกับการกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงส่วนใดที่แสดงว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องในการยื่นคำขอและแจ้งข้อความของนายเฉลิมแต่อย่างไร นอกจากเอกสารดังกล่าวแล้วไม่ปรากฏว่าโจทก์มีพยานหลักฐานอื่นใดแสดงว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับนายเฉลิมทำแบบคำขอมีบัตร มีบัตรใหม่หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ขอมีบัตรประจำตัวประชาชน หรือแบ่งหน้าที่กันทำอย่างไร ทั้งจำเลยที่ 2 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความสอดคล้องกับคำเบิกความของนายเฉลิมว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำคำขอหรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชน นายเฉลิมเป็นผู้ปลอมคำขอดังกล่าวเพียงผู้เดียว ข้อเท็จจริงจึงยังมีข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับนายเฉลิมปลอมคำขอมีบัตร มีบัตรใหม่ หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ขอมีบัตรประจำตัวประชาชนตามฟ้องหรือไม่ กรณีจึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 2 ตามมาตรา 227 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ไม่อาจรับฟังว่าจำเลยที่ 2 ร่วมคบคิดกับนายเฉลิมในการกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 รู้อยู่ก่อนแล้วว่านายเฉลิมจะไปทำบัตรประจำตัวประชาชนในชื่อของนายกลิ้ง การที่จำเลยที่ 2 ขอร้องให้จำเลยที่ 1 ช่วยเป็นผู้รับรองเป็นเหตุให้นายเฉลิมสามารถทำบัตรประจำตัวประชาชนได้สำเร็จ ถือเป็นการให้ความช่วยเหลือนายเฉลิมขณะกระทำความผิด จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานสนับสนุนนายเฉลิมในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประชาชน พ.ศ.2526 ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าวได้เพราะโทษเบากว่าความผิดฐานเป็นตัวการ มิได้เป็นการเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคแรก แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยต้องโทษหรือกระทำความผิดอื่นใดมาก่อน ทั้งเมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดดังกล่าวเพื่อช่วยให้นายเฉลิมได้ไปทำงานหาเงินจากต่างประเทศมาเลี้ยงดูครอบครัว สภาพแห่งความผิดไม่ร้ายแรงนัก เพื่อให้โอกาสจำเลยที่ 2 กลับตัวเป็นพลเมืองดี เห็นควรกำหนดโทษสถานเบาและให้รอการลงโทษ แต่เพื่อให้จำเลยที่ 2 หลาบจำ สมควรลงโทษปรับจำเลยที่ 2 อีกสถานหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (2) วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ลงโทษจำคุก 4 เดือน และปรับ 3,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 2 เดือน 20 วัน และปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
opensearch_id
primary_black_case_no
อ433/2556
primary_red_case_no
อ924/2557
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000257.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1556/2558
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558