คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12563/2558 ฉบับเต็ม

#590026
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12563/2558 พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม โจทก์ นายปิยะชาติ นาคศรีสุข จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 227 ป.อ. มาตรา 335 (7), มาตรา 335 (11), มาตรา 335 วรรคสอง, มาตรา 336 ทวิ แม้ในชั้นสอบสวนทั้ง ธ. และ อ. จะให้การต่อพันตำรวจตรี ส. พนักงานสอบสวนว่า จำเลยกับ พ. ร่วมกันลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายมาขายให้ ธ. 2 คัน และยังร่วมกันลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายมาขายให้ อ. อีก 1 คัน แต่ในชั้นพิจารณาทั้ง ธ. และ อ. ไม่ได้มาเบิกความยืนยันการกระทำผิดของจำเลย เพื่อให้จำเลยมีโอกาสถามค้านเพื่ออธิบายข้อเท็จจริง ย่อมทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดี ทั้งปรากฏจากคำให้การชั้นสอบสวนของ ธ. ว่า ก่อนรับซื้อรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน รตจ กรุงเทพมหานคร 284 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2551 พ. ได้โทรศัพท์มาติดต่อขายรถจักรยานยนต์ให้โดยอ้างว่าเป็นสิทธิพิเศษของตนที่มีสิทธิซื้อในราคาเริ่มเปิดประมูล แต่ต้องการขายสิทธิดังกล่าว ต่อมาวันที่ 2 กันยายน 2551 พ. ขับรถกระบะของผู้เสียหายบรรทุกรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า หมายเลขทะเบียน รษต กรุงเทพมหานคร 653 มาขายให้อีกโดยขับมาคนเดียว กลับบอกว่าครั้งนี้เป็นสิทธิของตน ส่วนครั้งก่อนเป็นสิทธิของจำเลย พฤติการณ์ของ พ. ตามคำให้การในชั้นสอบสวนดังกล่าวมีข้อเคลือบแคลงสงสัยว่า จำเลยร่วมกระทำผิดกับ พ. หรือไม่ และตามคำให้การชั้นสอบสวนของ อ. ที่ว่า รถจักรยานยนต์ฮอนด้า หมายเลขทะเบียน วจม กรุงเทพมหานคร 424 มี พ. ขับมาขายโดยไม่ปรากฏว่ามีจำเลยเข้าไปมีส่วนร่วมกระทำผิดด้วยนั้นก็สอดคล้องกับที่ น. เบิกความว่า รถจักรยานยนต์คันดังกล่าว ต้องโทรศัพท์สอบถามจากบุคคลที่เคยมาประมูลซื้อรถ จึงทราบว่า พ. เป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์ไปขาย ดังนี้ ลำพังคำให้การชั้นสอบสวนของ ธ. และ อ. ตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวน จึงไม่อาจฟังลงโทษจำเลยได้ การที่จำเลยกับพวกคบคิดกันลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายซึ่งจอดไว้ในโกดัง แล้วจำเลยกับพวกช่วยกันยกรถจักรยานยนต์ขึ้นท้ายกระบะเพื่อให้ ส. บรรทุกออกไป ย่อมเล็งเห็นเจตนาได้ว่า จำเลยกับพวกประสงค์จะใช้รถกระบะเป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป ส่วนรถกระบะซึ่งเป็นยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำความผิดจะเป็นของผู้ใดหาใช่ข้อสำคัญไม่ การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างโดยใช้ยานพาหนะซึ่งต้องรับโทษหนักขึ้นตาม ป.อ. มาตรา 336 ทวิ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 335, 336 ทวิ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 รวม 16 กระทง ลงโทษกระทงละ 1 ปี 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คงจำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 16 กระทง คงจำคุก 16 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ผู้เสียหายเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนายธนกร เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ ผู้เสียหายทำสัญญารับจ้างจัดประมูลขายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ให้แก่บริษัทอิออนธนสินทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) จำเลยกับนายพิสุทธิ์ และนางสาวเนตรนภางค์ เป็นลูกจ้างของผู้เสียหาย โดยจำเลยกับนายพิสุทธิ์เป็นพนักงานรับรถ มีหน้าที่ไปรับรถจากบริษัทอิออนธนสินทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) นำมาเก็บที่โกดังเก็บรถของผู้เสียหาย นางสาวเนตรนภางค์เป็นพนักงานเช็คสต็อก มีหน้าที่ตรวจรับรถและทำบัญชีรับรถ ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้องรถจักรยานยนต์ 20 คัน ที่ผู้เสียหายได้รับจากบริษัทอิออนธนสินทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ตามใบรับรถจักรยานยนต์ หายไปจากโกดังเก็บรถของผู้เสียหาย นายธนกรสอบถามแล้วจำเลยรับว่าร่วมกับนายพิสุทธิ์นำรถจักรยานยนต์ดังกล่าวไปขาย และพาไปติดตามยึดคืนมาได้ทั้งหมด มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยร่วมกับนายพิสุทธิ์กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนายสวงค์ เป็นพยานเบิกความว่า ช่วงก่อนเกิดเหตุพยานเคยไปประมูลซื้อรถจักรยานยนต์ที่โกดังเก็บรถของผู้เสียหายเป็นประจำ จึงรู้จักจำเลยและนายพิสุทธิ์ลูกจ้างของผู้เสียหาย ตามวันเวลาเกิดเหตุจำเลยกับนายพิสุทธิ์ขับรถกระบะบรรทุกรถจักรยานยนต์มาเสนอขายโดยไม่ผ่านการประมูลหลายครั้ง พยานรับซื้อไว้รวม 17 คัน ต่อมานายจ้างของจำเลยมาสอบถามและขอตรวจสอบรถที่รับซื้อไว้โดยนายจ้างของจำเลยรับรองว่าจะไม่ดำเนินคดี จึงคืนรถทั้งหมดให้แก่นายจ้างของจำเลย และไปให้การต่อพนักงานสอบสวนในฐานะพยานตามบันทึกคำให้การ โดยโจทก์มีพันตำรวจตรีสมพร พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความว่า นายธนกรมาแจ้งความว่าลูกจ้างของผู้เสียหายประกอบด้วยจำเลย นายพิสุทธิ์และนางสาวเนตรนภางค์ร่วมกันลักรถจักรยานยนต์ 20 คัน ตามใบรับรถจักรยานยนต์ จากโกดังเก็บรถของผู้เสียหายไปขายให้นายสวงค์ นายอารมย์ และนายธนกิตต์ แต่ผู้เสียหายได้รับรถทั้งหมดคืนแล้ว จึงไปตรวจโกดังเก็บรถของผู้เสียหาย จัดทำบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุ แผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายและบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายได้คืน สอบปากคำนายสวงค์ นายอารมย์และนายธนกิตต์ไว้ตามบันทึกคำให้การ โดยนายสวงค์พาไปนำชี้โกดังเก็บรถของผู้เสียหายตามภาพถ่าย ส่วนจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า นายพิสุทธิ์บอกจำเลยว่าผู้เสียหายให้สิทธิลูกจ้างนำรถจักรยานยนต์ไปขายได้คนละ 2 คันต่อเดือนนายพิสุทธิ์นำรถจักรยานยนต์ตามใบรับรถจักรยานยนต์ ไปขายโดยขอใช้สิทธิของจำเลยและให้ค่าตอบแทนครั้งละ 1,000 บาท ถึง 2,000 บาท เห็นว่านายสวงค์พยานโจทก์รู้จักจำเลยเพราะเคยไปประมูลซื้อรถจักรยานยนต์ที่โกดังเก็บรถของผู้เสียหายและไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษ จำเลยเองก็เบิกความเจือสมว่า ร่วมกับนายพิสุทธิ์นำรถจักรยานยนต์ไปขายให้นายสวงค์ พฤติการณ์ของจำเลยที่ร่วมกับนายพิสุทธิ์นำรถจักรยานยนต์ที่อยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายไปเสนอขายให้นายสวงค์หลายครั้งโดยไม่ผ่านวิธีการประมูลขายตามปกติ แม้จำเลยจะอ้างว่านายพิสุทธิ์บอกจำเลยว่าผู้เสียหายให้สิทธิแก่ลูกจ้างนำรถจักรยานยนต์ไปขายได้คนละ 2 คันต่อเดือน แต่จำเลยก็ไม่ได้นำสืบยานหลักฐานให้เห็นว่าผู้เสียหายซึ่งเป็นนายจ้างได้แจ้งสิทธิดังกล่าวให้จำเลยหรือลูกจ้างอื่น ๆ ทราบด้วยตนเองโดยทางวาจาหรือลายลักษณ์อักษรอย่างไรหรือไม่ นอกจากนี้ ยังปรากฏตามหลักฐานใบรับรถจักรยานยนต์ ว่าจำเลยกับนายพิสุทธิ์ไปรับรถจักรยานยนต์จากบริษัทอิออนธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) จำนวน 20 คัน แล้วนำรถทั้งหมดไปเสนอขายโดยไม่ผ่านการประมูลในระหว่างวันที่ 30 กรกฎาคม 2551 ถึงวันที่ 2 ตุลาคม 2551 เป็นการขายรถรวม 20 คัน ภายในระยะเวลา 2 เดือนเศษ เกินกว่าสิทธิตามที่จำเลยอ้างว่าสามารถนำรถไปขายได้คนละ 2 คันต่อเดือน ข้ออ้างของจำเลยจึงเลื่อนลอยไม่น่าเชื่อถือ ประกอบกับนายสวงค์เบิกความถึงพฤติการณ์ของจำเลยว่า ในการเสนอขายรถจักรยานยนต์นั้น บางครั้งจำเลยมาคนเดียว บางครั้งจำเลยมากับนายพิสุทธิ์บางครั้งนายพิสุทธิ์มาคนเดียว ซึ่งจำเลยเองก็รับว่านายพิสุทธิ์จ่ายค่าตอบแทนให้จำเลยครั้งละ1,000 บาท ถึง 2,000 บาท ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยร่วมกระทำผิดกับนายพิสุทธิ์นำรถจักรยานยนต์ที่อยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายซึ่งเป็นนายจ้างไปขายให้บุคคลอื่นโดยทุจริต การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ที่อยู่ในความครอบครองของนายจ้าง ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้ฟังขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ที่อยู่ในความครอบครองของนายจ้างรวม 16 กระทง ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ในส่วนของรถจักรยานยนต์ที่จำเลยกับพวกขายให้นายสวงค์นั้น แม้นายสวงค์พยานโจทก์จะเบิกความยืนยันว่า จำเลยกับนายพิสุทธิ์นำรถจักรยานยนต์บรรทุกใส่ท้ายรถกระบะมาเสนอขายที่บ้านโดยอ้างว่าบริษัทขายให้โดยไม่ต้องไปประมูลเหมือนครั้งก่อน แต่นายสวงค์ได้ให้การไว้ในชั้นสอบสวนเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2552 ตามบันทึกคำให้การ จำเลยกับนายพิสุทธิ์บอกขายรถในราคาเริ่มต้นประมูลโดยบอกให้มารับรถที่โกดังเก็บรถของบริษัทผู้เสียหาย สอดคล้องกับภาพถ่ายประกอบ ซึ่งเป็นภาพนายสวงค์ยืนชี้บริเวณหน้าโกดังเก็บรถของผู้เสียหาย โดยมีคำบรรยายใต้ภาพว่านายสวงค์ได้ขับรถกระบะมารับซื้อรถจักรยานยนต์ที่บริเวณหน้าโกดังเก็บรถของผู้เสียหาย และแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ที่มีคำอธิบายแผนที่ว่า บริเวณหมายเลข 2 เป็นจุดที่จำเลยกับนายพิสุทธิ์นั่งประจำอยู่ที่โต๊ะทำงานหน้าโกดังเก็บรถของผู้เสียหาย และเป็นจุดที่จำเลยกับนายพิสุทธิ์ช่วยกันยกรถจักรยานยนต์ขายให้นายสวงค์ 6 ครั้งนายสวงค์นำรถกระบะมาบรรทุกเอง ซึ่งพันตำรวจตรีสมพรพยานโจทก์ก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า นายสวงค์ให้การว่าซื้อรถจักรยานยนต์จากจำเลยกับพวก รวม 17 คัน แล้วไปรับรถที่บริษัทผู้เสียหาย นายสวงค์ให้การเป็นพยานในชั้นสอบสวนหลังเกิดเหตุประมาณ 9 เดือน แต่มาเบิกความเป็นพยานในชั้นพิจารณาหลังเกิดเหตุเป็นเวลาเกือบ 6 ปี คำให้การในชั้นสอบสวนใกล้เคียงกับวันเวลาเกิดเหตุมากกว่า จึงน่าเชื่อว่าคำให้การชั้นสอบสวนดังกล่าวเป็นความจริงยิ่งกว่าคำเบิกความในชั้นพิจารณา พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้ว่า หลังจากนายสวงค์ตกลงซื้อรถจักรยานยนต์ที่จำเลยกับนายพิสุทธิ์มาเสนอขายแล้วนายสวงค์ขับรถกระบะมารับรถจักรยานยนต์ที่โกดังเก็บรถของผู้เสียหายติดต่อกัน 6 ครั้ง รวม 17 คัน ส่วนที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยกับนายพิสุทธิ์ยังร่วมกันลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปขายให้นายธนกิตต์ 2 คัน เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2551 และวันที่ 2 กันยายน 2551 นอกจากนี้ยังร่วมกับนายพิสุทธิ์ลักรถจักรยานยนต์ไปขายให้นายอารมย์ เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2551 อีก 1 คันด้วยนั้น เห็นว่า แม้ในชั้นสอบสวนทั้งนายธนกิตต์และนายอารมย์จะให้การต่อพันตำรวจตรีสมพร พนักงานสอบสวนไว้ ก็ตาม แต่ปรากฏว่าในชั้นพิจารณาทั้งนายธนกิตต์และนายอารมย์ไม่ได้มาเบิกความยืนยันการกระทำผิดของจำเลย เพื่อให้จำเลยมีโอกาสถามค้านเพื่ออธิบายข้อเท็จจริงย่อมทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดี ทั้งปรากฏจากคำให้การชั้นสอบสวนของนายธนกิตต์ว่า ก่อนรับซื้อรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียน รตจ กรุงเทพมหานคร 284 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2551 นั้น นายพิสุทธิ์ได้โทรศัพท์มาติดต่อขายรถจักรยานยนต์ให้ อ้างว่าเป็นสิทธิพิเศษของตนที่มีสิทธิซื้อในราคาเริ่มเปิดประมูลแต่ต้องการขายสิทธิดังกล่าว และต่อมาวันที่ 2 กันยายน 2551 นายพิสุทธิ์ขับรถกระบะของผู้เสียหายบรรทุกรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า หมายเลขทะเบียน รษต กรุงเทพมหานคร 653 มาขายให้อีกโดยขับมาคนเดียว อ้างว่าครั้งนี้เป็นสิทธิของตน ส่วนครั้งก่อนเป็นสิทธิของจำเลย พฤติการณ์ของนายพิสุทธิ์ตามคำให้การในชั้นสอบสวนดังกล่าวมีข้อเคลือบแคลงสงสัยว่าจำเลยร่วมกระทำผิดกับนายพิสุทธิ์หรือไม่ และตามคำให้การชั้นสอบสวนของนายอารมย์ รถจักรยานยนต์ฮอนด้า หมายเลขทะเบียน วจม กรุงเทพมหานคร 424 นั้น มีนายพิสุทธิ์ขับมาขายโดยไม่ปรากฏว่ามีจำเลยเข้าไปมีส่วนร่วมกระทำผิดด้วยสอดคล้องกับที่นายธนกรเบิกความว่า รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวต้องโทรศัพท์สอบถามจากบุคคลที่เคยมาประมูลซื้อรถจึงทราบว่านายพิสุทธิ์เป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์ไปขาย ดังนี้ลำพังคำให้การชั้นสอบสวนของนายธนกิตต์และนายอารมย์ตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนจึงไม่อาจฟังลงโทษจำเลยได้ ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างโดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกในการกระทำความผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไปเห็นว่า การที่จำเลยกับพวกคบคิดกันลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายซึ่งจอดไว้ในโกดังออกไปครั้งละหลาย ๆ คัน โดยนัดหมายให้นายสวงค์ขับรถกระบะของตนมาจอดรอไว้หน้าโกดังแล้วจำเลยกับพวกช่วยกันยกรถจักรยานยนต์ขึ้นท้ายกระบะเพื่อให้นายสวงค์บรรทุกออกไปดังนี้ ย่อมเล็งเห็นเจตนาได้ว่า จำเลยกับพวกประสงค์จะใช้รถกระบะเป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป ส่วนรถกระบะซึ่งเป็นยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำความผิดนั้นจะเป็นของผู้ใดหาใช่ข้อสำคัญไม่ การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างโดยใช้ยานพาหนะซึ่งต้องรับโทษหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้ฟังขึ้น พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 336 ทวิ และมาตรา 83 รวม 6 กระทง ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 6 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี (สมยศ เข็มทอง-ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์-สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ) ศาลจังหวัดนครปฐม - นายธนะ สุจริตกุล ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายพีรพล จันทร์สว่าง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1580/2558 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ1269/2556 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ696/2557 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
590026
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนครปฐม",
        "judge": "นายธนะ สุจริตกุล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายพีรพล จันทร์สว่าง"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081968192"
    }
}
date
2558
deka_no
12563/2558
deka_running_no
12563
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "สมยศ เข็มทอง",
    "ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์",
    "สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 227"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 335 (7)",
            "ม. 335 (11)",
            "ม. 335 วรรคสอง",
            "ม. 336 ทวิ"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายปิยะชาติ นาคศรีสุข"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 335, 336 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 รวม 16 กระทง ลงโทษกระทงละ 1 ปี 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คงจำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 16 กระทง คงจำคุก 16 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ผู้เสียหายเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนายธนกร เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ ผู้เสียหายทำสัญญารับจ้างจัดประมูลขายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ให้แก่บริษัทอิออนธนสินทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) จำเลยกับนายพิสุทธิ์ และนางสาวเนตรนภางค์ เป็นลูกจ้างของผู้เสียหาย โดยจำเลยกับนายพิสุทธิ์เป็นพนักงานรับรถ มีหน้าที่ไปรับรถจากบริษัทอิออนธนสินทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) นำมาเก็บที่โกดังเก็บรถของผู้เสียหาย นางสาวเนตรนภางค์เป็นพนักงานเช็คสต็อก มีหน้าที่ตรวจรับรถและทำบัญชีรับรถ ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้องรถจักรยานยนต์ 20 คัน ที่ผู้เสียหายได้รับจากบริษัทอิออนธนสินทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ตามใบรับรถจักรยานยนต์ หายไปจากโกดังเก็บรถของผู้เสียหาย นายธนกรสอบถามแล้วจำเลยรับว่าร่วมกับนายพิสุทธิ์นำรถจักรยานยนต์ดังกล่าวไปขาย และพาไปติดตามยึดคืนมาได้ทั้งหมด มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยร่วมกับนายพิสุทธิ์กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนายสวงค์ เป็นพยานเบิกความว่า ช่วงก่อนเกิดเหตุพยานเคยไปประมูลซื้อรถจักรยานยนต์ที่โกดังเก็บรถของผู้เสียหายเป็นประจำ จึงรู้จักจำเลยและนายพิสุทธิ์ลูกจ้างของผู้เสียหาย ตามวันเวลาเกิดเหตุจำเลยกับนายพิสุทธิ์ขับรถกระบะบรรทุกรถจักรยานยนต์มาเสนอขายโดยไม่ผ่านการประมูลหลายครั้ง พยานรับซื้อไว้รวม 17 คัน ต่อมานายจ้างของจำเลยมาสอบถามและขอตรวจสอบรถที่รับซื้อไว้โดยนายจ้างของจำเลยรับรองว่าจะไม่ดำเนินคดี จึงคืนรถทั้งหมดให้แก่นายจ้างของจำเลย และไปให้การต่อพนักงานสอบสวนในฐานะพยานตามบันทึกคำให้การ โดยโจทก์มีพันตำรวจตรีสมพร พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความว่า นายธนกรมาแจ้งความว่าลูกจ้างของผู้เสียหายประกอบด้วยจำเลย นายพิสุทธิ์และนางสาวเนตรนภางค์ร่วมกันลักรถจักรยานยนต์ 20 คัน ตามใบรับรถจักรยานยนต์ จากโกดังเก็บรถของผู้เสียหายไปขายให้นายสวงค์ นายอารมย์ และนายธนกิตต์ แต่ผู้เสียหายได้รับรถทั้งหมดคืนแล้ว จึงไปตรวจโกดังเก็บรถของผู้เสียหาย จัดทำบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุ แผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายและบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายได้คืน สอบปากคำนายสวงค์ นายอารมย์และนายธนกิตต์ไว้ตามบันทึกคำให้การ โดยนายสวงค์พาไปนำชี้โกดังเก็บรถของผู้เสียหายตามภาพถ่าย ส่วนจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า นายพิสุทธิ์บอกจำเลยว่าผู้เสียหายให้สิทธิลูกจ้างนำรถจักรยานยนต์ไปขายได้คนละ 2 คันต่อเดือนนายพิสุทธิ์นำรถจักรยานยนต์ตามใบรับรถจักรยานยนต์ ไปขายโดยขอใช้สิทธิของจำเลยและให้ค่าตอบแทนครั้งละ 1,000 บาท ถึง 2,000 บาท เห็นว่านายสวงค์พยานโจทก์รู้จักจำเลยเพราะเคยไปประมูลซื้อรถจักรยานยนต์ที่โกดังเก็บรถของผู้เสียหายและไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษ จำเลยเองก็เบิกความเจือสมว่า ร่วมกับนายพิสุทธิ์นำรถจักรยานยนต์ไปขายให้นายสวงค์ พฤติการณ์ของจำเลยที่ร่วมกับนายพิสุทธิ์นำรถจักรยานยนต์ที่อยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายไปเสนอขายให้นายสวงค์หลายครั้งโดยไม่ผ่านวิธีการประมูลขายตามปกติ แม้จำเลยจะอ้างว่านายพิสุทธิ์บอกจำเลยว่าผู้เสียหายให้สิทธิแก่ลูกจ้างนำรถจักรยานยนต์ไปขายได้คนละ 2 คันต่อเดือน แต่จำเลยก็ไม่ได้นำสืบยานหลักฐานให้เห็นว่าผู้เสียหายซึ่งเป็นนายจ้างได้แจ้งสิทธิดังกล่าวให้จำเลยหรือลูกจ้างอื่น ๆ ทราบด้วยตนเองโดยทางวาจาหรือลายลักษณ์อักษรอย่างไรหรือไม่ นอกจากนี้ ยังปรากฏตามหลักฐานใบรับรถจักรยานยนต์ ว่าจำเลยกับนายพิสุทธิ์ไปรับรถจักรยานยนต์จากบริษัทอิออนธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) จำนวน 20 คัน แล้วนำรถทั้งหมดไปเสนอขายโดยไม่ผ่านการประมูลในระหว่างวันที่ 30 กรกฎาคม 2551 ถึงวันที่ 2 ตุลาคม 2551 เป็นการขายรถรวม 20 คัน ภายในระยะเวลา 2 เดือนเศษ เกินกว่าสิทธิตามที่จำเลยอ้างว่าสามารถนำรถไปขายได้คนละ 2 คันต่อเดือน ข้ออ้างของจำเลยจึงเลื่อนลอยไม่น่าเชื่อถือ ประกอบกับนายสวงค์เบิกความถึงพฤติการณ์ของจำเลยว่า ในการเสนอขายรถจักรยานยนต์นั้น บางครั้งจำเลยมาคนเดียว บางครั้งจำเลยมากับนายพิสุทธิ์บางครั้งนายพิสุทธิ์มาคนเดียว ซึ่งจำเลยเองก็รับว่านายพิสุทธิ์จ่ายค่าตอบแทนให้จำเลยครั้งละ1,000 บาท ถึง 2,000 บาท ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยร่วมกระทำผิดกับนายพิสุทธิ์นำรถจักรยานยนต์ที่อยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายซึ่งเป็นนายจ้างไปขายให้บุคคลอื่นโดยทุจริต การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ที่อยู่ในความครอบครองของนายจ้าง ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ที่อยู่ในความครอบครองของนายจ้างรวม 16 กระทง ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ในส่วนของรถจักรยานยนต์ที่จำเลยกับพวกขายให้นายสวงค์นั้น แม้นายสวงค์พยานโจทก์จะเบิกความยืนยันว่า จำเลยกับนายพิสุทธิ์นำรถจักรยานยนต์บรรทุกใส่ท้ายรถกระบะมาเสนอขายที่บ้านโดยอ้างว่าบริษัทขายให้โดยไม่ต้องไปประมูลเหมือนครั้งก่อน แต่นายสวงค์ได้ให้การไว้ในชั้นสอบสวนเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2552 ตามบันทึกคำให้การ จำเลยกับนายพิสุทธิ์บอกขายรถในราคาเริ่มต้นประมูลโดยบอกให้มารับรถที่โกดังเก็บรถของบริษัทผู้เสียหาย สอดคล้องกับภาพถ่ายประกอบ ซึ่งเป็นภาพนายสวงค์ยืนชี้บริเวณหน้าโกดังเก็บรถของผู้เสียหาย โดยมีคำบรรยายใต้ภาพว่านายสวงค์ได้ขับรถกระบะมารับซื้อรถจักรยานยนต์ที่บริเวณหน้าโกดังเก็บรถของผู้เสียหาย และแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ที่มีคำอธิบายแผนที่ว่า บริเวณหมายเลข 2 เป็นจุดที่จำเลยกับนายพิสุทธิ์นั่งประจำอยู่ที่โต๊ะทำงานหน้าโกดังเก็บรถของผู้เสียหาย และเป็นจุดที่จำเลยกับนายพิสุทธิ์ช่วยกันยกรถจักรยานยนต์ขายให้นายสวงค์ 6 ครั้งนายสวงค์นำรถกระบะมาบรรทุกเอง ซึ่งพันตำรวจตรีสมพรพยานโจทก์ก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า นายสวงค์ให้การว่าซื้อรถจักรยานยนต์จากจำเลยกับพวก รวม 17 คัน แล้วไปรับรถที่บริษัทผู้เสียหาย นายสวงค์ให้การเป็นพยานในชั้นสอบสวนหลังเกิดเหตุประมาณ 9 เดือน แต่มาเบิกความเป็นพยานในชั้นพิจารณาหลังเกิดเหตุเป็นเวลาเกือบ 6 ปี คำให้การในชั้นสอบสวนใกล้เคียงกับวันเวลาเกิดเหตุมากกว่า จึงน่าเชื่อว่าคำให้การชั้นสอบสวนดังกล่าวเป็นความจริงยิ่งกว่าคำเบิกความในชั้นพิจารณา พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้ว่า หลังจากนายสวงค์ตกลงซื้อรถจักรยานยนต์ที่จำเลยกับนายพิสุทธิ์มาเสนอขายแล้วนายสวงค์ขับรถกระบะมารับรถจักรยานยนต์ที่โกดังเก็บรถของผู้เสียหายติดต่อกัน 6 ครั้ง รวม 17 คัน ส่วนที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยกับนายพิสุทธิ์ยังร่วมกันลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปขายให้นายธนกิตต์ 2 คัน เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2551 และวันที่ 2 กันยายน 2551 นอกจากนี้ยังร่วมกับนายพิสุทธิ์ลักรถจักรยานยนต์ไปขายให้นายอารมย์ เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2551 อีก 1 คันด้วยนั้น เห็นว่า แม้ในชั้นสอบสวนทั้งนายธนกิตต์และนายอารมย์จะให้การต่อพันตำรวจตรีสมพร พนักงานสอบสวนไว้ ก็ตาม แต่ปรากฏว่าในชั้นพิจารณาทั้งนายธนกิตต์และนายอารมย์ไม่ได้มาเบิกความยืนยันการกระทำผิดของจำเลย เพื่อให้จำเลยมีโอกาสถามค้านเพื่ออธิบายข้อเท็จจริงย่อมทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดี ทั้งปรากฏจากคำให้การชั้นสอบสวนของนายธนกิตต์ว่า ก่อนรับซื้อรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียน รตจ กรุงเทพมหานคร 284 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2551 นั้น นายพิสุทธิ์ได้โทรศัพท์มาติดต่อขายรถจักรยานยนต์ให้ อ้างว่าเป็นสิทธิพิเศษของตนที่มีสิทธิซื้อในราคาเริ่มเปิดประมูลแต่ต้องการขายสิทธิดังกล่าว และต่อมาวันที่ 2 กันยายน 2551 นายพิสุทธิ์ขับรถกระบะของผู้เสียหายบรรทุกรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า หมายเลขทะเบียน รษต กรุงเทพมหานคร 653 มาขายให้อีกโดยขับมาคนเดียว อ้างว่าครั้งนี้เป็นสิทธิของตน ส่วนครั้งก่อนเป็นสิทธิของจำเลย พฤติการณ์ของนายพิสุทธิ์ตามคำให้การในชั้นสอบสวนดังกล่าวมีข้อเคลือบแคลงสงสัยว่าจำเลยร่วมกระทำผิดกับนายพิสุทธิ์หรือไม่ และตามคำให้การชั้นสอบสวนของนายอารมย์ รถจักรยานยนต์ฮอนด้า หมายเลขทะเบียน วจม กรุงเทพมหานคร 424 นั้น มีนายพิสุทธิ์ขับมาขายโดยไม่ปรากฏว่ามีจำเลยเข้าไปมีส่วนร่วมกระทำผิดด้วยสอดคล้องกับที่นายธนกรเบิกความว่า รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวต้องโทรศัพท์สอบถามจากบุคคลที่เคยมาประมูลซื้อรถจึงทราบว่านายพิสุทธิ์เป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์ไปขาย ดังนี้ลำพังคำให้การชั้นสอบสวนของนายธนกิตต์และนายอารมย์ตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนจึงไม่อาจฟังลงโทษจำเลยได้ ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างโดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกในการกระทำความผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไปเห็นว่า การที่จำเลยกับพวกคบคิดกันลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายซึ่งจอดไว้ในโกดังออกไปครั้งละหลาย ๆ คัน โดยนัดหมายให้นายสวงค์ขับรถกระบะของตนมาจอดรอไว้หน้าโกดังแล้วจำเลยกับพวกช่วยกันยกรถจักรยานยนต์ขึ้นท้ายกระบะเพื่อให้นายสวงค์บรรทุกออกไปดังนี้ ย่อมเล็งเห็นเจตนาได้ว่า จำเลยกับพวกประสงค์จะใช้รถกระบะเป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป ส่วนรถกระบะซึ่งเป็นยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำความผิดนั้นจะเป็นของผู้ใดหาใช่ข้อสำคัญไม่ การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างโดยใช้ยานพาหนะซึ่งต้องรับโทษหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 336 ทวิ และมาตรา 83 รวม 6 กระทง ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 6 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี
opensearch_id
primary_black_case_no
อ1269/2556
primary_red_case_no
อ696/2557
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000255.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1580/2558
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558