คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10570/2558 ฉบับเต็ม

#590034
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10570/2558 บริษัทเด็กซ์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด โจทก์ บริษัทโพสฟอร์มมิ่ง อินดัสทรี (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1096 ป.อ. มาตรา 83, มาตรา 91, มาตรา 137, มาตรา 267, มาตรา 350 ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 40 (1) โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันแจ้งให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจดข้อความอันเป็นเท็จโดยยื่นแบบนำส่งงบการเงินรอบปีบัญชีสิ้นสุดจำนวน 1 ฉบับ และสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นฉบับใหม่จำนวน 1 ฉบับ โดยมีข้อความระบุไว้ว่าหุ้นที่ได้จดทะเบียนไว้ของจำเลยที่ 1 จำนวน 100,000,000 บาท จำเลยทั้งสองได้เรียกชำระเงินไปจากผู้ถือหุ้นทั้งเจ็ดคนครบถ้วนเต็มจำนวน ซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงแล้วจำเลยทั้งสองยังมิได้เรียกชำระเงินค่าหุ้นที่ผู้ถือหุ้นทั้งเจ็ดคนค้างชำระอยู่อีก 49,500,000 บาท อาจทำให้โจทก์หรือประชาชนได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ต้องพบอุปสรรคในการที่จะใช้สิทธิบังคับชำระหนี้หรือบังคับคดีเอาแก่สิทธิเรียกร้องในเงินค่าหุ้นค้างชำระของจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1096 โจทก์จึงเป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยตรง ย่อมเป็นผู้เสียหายในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 137 และมาตรา 267 การที่จำเลยทั้งสองยื่นแบบนำส่งงบการเงินและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นอันแสดงให้ปรากฏว่าผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 ได้ชำระค่าหุ้นครบถ้วนแล้ว อันเป็นความเท็จ ส่งผลให้เห็นในทำนองว่าจำเลยที่ 1 ได้รับชำระค่าหุ้นจากผู้ถือหุ้นนั้นครบถ้วนแล้วและสิ้นสิทธิในการเรียกให้ผู้ถือหุ้นส่งใช้ค่าหุ้นซึ่งยังจะต้องส่งอีก ทั้งๆ ที่จำเลยที่ 1 จะต้องได้รับเงินค่าหุ้นจากผู้ถือหุ้นทั้งเจ็ดคนในส่วนที่ยังมิได้ชำระค่าหุ้นครบถ้วน จึงเป็นการซ่อนเร้นสิทธิเรียกร้องในเงินค่าหุ้นที่ยังมิได้ชำระ เพื่อมิให้โจทก์เจ้าหนี้ของตนซึ่งได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 350 และจำเลยที่ 2 มีความผิดตาม พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 40 (1) ด้วย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 137, 267, 350 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 40 และให้มีคำสั่งให้นายทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัทกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เพิกถอนการจดแจ้งแบบนำส่งงบการเงิน (ส.บช.3) ของจำเลยที่ 1 ประจำปี 2552 และสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ของจำเลยที่ 1 ในวันประชุมสามัญประจำปี 2552 เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2553 หรือแบบนำส่งงบการเงินและสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ที่ยื่นต่อนายทะเบียนภายหลังวันที่ 21 กันยายน 2555 ออกจากสารบบทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทของจำเลยที่ 1 และให้ถือว่าแบบนำส่งงบการเงิน ของจำเลยที่ 1 ประจำปี 2551 และสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ในวันประชุมสามัญประจำปี 2551 ประชุมวันที่ 30 เมษายน 2553 เป็นเอกสารที่จดแจ้งไว้ต่อนายทะเบียนที่ถูกต้องแท้จริง ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 350 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 6,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 350 ประกอบมาตรา 83 และพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 40 (1) การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานย้าย ซ่อน หรือโอนให้แก่ผู้อื่นซึ่งทรัพย์สินของนิติบุคคลเพื่อไม่ให้เจ้าหนี้ซึ่งได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลได้รับชำระหนี้ ตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 โจทก์ยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม เพื่อให้พิจารณาและชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เรื่องจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจ้างเหมาการก่อสร้าง พร้อมเรียกค่าเสียหาย 40,904,619.50 บาท ในระหว่างพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการ โจทก์ตรวจสอบพบว่า จำเลยทั้งสองยื่นแบบนำส่งงบการเงินประจำปี 2551 และบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นจากการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี ครั้งที่ 1/2553 ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้า จังหวัดสมุทรปราการ ว่า จำเลยที่ 1 มีทุนจดทะเบียน 100,000,000 บาท มีผู้ถือหุ้น 7 คน ชำระเงินค่าหุ้นแล้ว 50,500,000 บาท ผู้ถือหุ้นยังค้างชำระค่าหุ้นรวม 49,500,000 บาท โจทก์จึงยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่อศาลจังหวัดระยอง ขอให้อายัดเงินค่าหุ้นที่มีการค้างชำระจำนวน 49,500,000 บาท ไว้ก่อน ศาลจังหวัดระยองนัดไต่สวน มีการส่งสำเนาคำร้องและแจ้งวันนัดให้จำเลยที่ 1 ทราบ ตามคำแถลงของโจทก์และส่งให้จำเลยที่ 1 แล้ว คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ทราบคำชี้ขาดตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2555 ต่อมางบการเงินประจำปี 2552 และบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่ระบุว่า ชำระค่าหุ้นครบถ้วนแล้ว จากการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี ครั้งที่ 1/2553 ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท ส่วนจดทะเบียนธุรกิจกลาง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในปัญหาข้อกฎหมายประการแรกว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จและความผิดฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และมาตรา 267 หรือไม่ ตามฟ้องของโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันแจ้งให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจดข้อความอันเป็นเท็จโดยยื่นแบบนำส่งงบการเงินรอบปีบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2552 จำนวน 1 ฉบับ และสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นฉบับใหม่ จำนวน 1 ฉบับ โดยมีข้อความระบุไว้ว่า หุ้นที่ได้จดทะเบียนไว้ของจำเลยที่ 1 จำนวน 100,000,000 บาท จำเลยทั้งสองได้เรียกชำระเงินไปจากผู้ถือหุ้นทั้งเจ็ดคน ครบถ้วนเต็มจำนวน 100,000,000 บาท ซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงแล้วจำเลยทั้งสองยังมิได้เรียกชำระเงินค่าหุ้นที่ผู้ถือหุ้นทั้งเจ็ดคนค้างชำระอยู่อีกจำนวน 49,500,000 บาท อาจทำให้โจทก์หรือประชาชนได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ต้องพบอุปสรรคในการที่จะใช้สิทธิบังคับชำระหนี้หรือบังคับคดีเอาแก่สิทธิเรียกร้องในเงินค่าหุ้นค้างชำระของจำเลยที่ 1 ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1096 บัญญัติให้ผู้ถือหุ้นของบริษัทจำกัดต่างรับผิดจำกัดเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ตนยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าของหุ้นที่ตนถือ โจทก์จึงเป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยตรง ย่อมเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ และความผิดฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตา 137 และมาตรา 267 ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 หรือไม่ และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน มาตรา 40 (1) หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองยื่นแบบนำส่งงบการเงินและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นอันแสดงให้ปรากฏว่าผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 ได้ชำระค่าหุ้นครบถ้วนแล้ว อันเป็นความเท็จ เพราะผู้ถือหุ้นยังมิได้ชำระค่าหุ้นครบถ้วน ส่งผลให้เห็นในทำนองว่า จำเลยที่ 1 ได้รับชำระค่าหุ้นจากผู้ถือหุ้นนั้นครบถ้วนแล้ว และสิ้นสิทธิในการเรียกให้ผู้ถือหุ้นส่งใช้ค่าหุ้นซึ่งยังจะต้องส่งอีก ทั้ง ๆ ที่จำเลยที่ 1 จะต้องได้รับเงินค่าหุ้นจากผู้ถือหุ้นทั้งเจ็ดคนในส่วนที่ยังมิได้ชำระค่าหุ้นครบถ้วน จึงเป็นการซ่อนเร้นสิทธิเรียกร้องในเงินค่าหุ้นที่ยังมิได้ชำระครบถ้วน เพื่อมิให้โจทก์เจ้าหนี้ของตนซึ่งได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน มาตรา 40 (1) ด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น (พิศิฏฐ์ สุดลาภา-พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว-จิรนิติ หะวานนท์) ศาลแขวงนนทบุรี - นายเทอดพงศ์ จามน้อยพรหม ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายวิเทพ พัชรภิญโญพงศ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.705/2558 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ400/2556 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ134/2557 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
590034
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงนนทบุรี",
        "judge": "นายเทอดพงศ์ จามน้อยพรหม"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายวิเทพ พัชรภิญโญพงศ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081968990"
    }
}
date
2558
deka_no
10570/2558
deka_running_no
10570
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "พิศิฏฐ์ สุดลาภา",
    "พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว",
    "จิรนิติ หะวานนท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1096"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 83",
            "ม. 91",
            "ม. 137",
            "ม. 267",
            "ม. 350"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 2 (4)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499",
        "sections": [
            "ม. 40 (1)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทเด็กซ์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "บริษัทโพสฟอร์มมิ่ง อินดัสทรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "(ประเทศไทย) จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 137, 267, 350 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 40 และให้มีคำสั่งให้นายทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัทกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เพิกถอนการจดแจ้งแบบนำส่งงบการเงิน (ส.บช.3) ของจำเลยที่ 1 ประจำปี 2552 และสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ของจำเลยที่ 1 ในวันประชุมสามัญประจำปี 2552 เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2553 หรือแบบนำส่งงบการเงินและสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ที่ยื่นต่อนายทะเบียนภายหลังวันที่ 21 กันยายน 2555 ออกจากสารบบทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทของจำเลยที่ 1 และให้ถือว่าแบบนำส่งงบการเงิน ของจำเลยที่ 1 ประจำปี 2551 และสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ในวันประชุมสามัญประจำปี 2551 ประชุมวันที่ 30 เมษายน 2553 เป็นเอกสารที่จดแจ้งไว้ต่อนายทะเบียนที่ถูกต้องแท้จริง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 350 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 6,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 350 ประกอบมาตรา 83 และพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 40 (1) การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานย้าย ซ่อน หรือโอนให้แก่ผู้อื่นซึ่งทรัพย์สินของนิติบุคคลเพื่อไม่ให้เจ้าหนี้ซึ่งได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลได้รับชำระหนี้ ตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 โจทก์ยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม เพื่อให้พิจารณาและชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เรื่องจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจ้างเหมาการก่อสร้าง พร้อมเรียกค่าเสียหาย 40,904,619.50 บาท ในระหว่างพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการ โจทก์ตรวจสอบพบว่า จำเลยทั้งสองยื่นแบบนำส่งงบการเงินประจำปี 2551 และบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นจากการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี ครั้งที่ 1/2553 ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้า จังหวัดสมุทรปราการ ว่า จำเลยที่ 1 มีทุนจดทะเบียน 100,000,000 บาท มีผู้ถือหุ้น 7 คน ชำระเงินค่าหุ้นแล้ว 50,500,000 บาท ผู้ถือหุ้นยังค้างชำระค่าหุ้นรวม 49,500,000 บาท โจทก์จึงยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่อศาลจังหวัดระยอง ขอให้อายัดเงินค่าหุ้นที่มีการค้างชำระจำนวน 49,500,000 บาท ไว้ก่อน ศาลจังหวัดระยองนัดไต่สวน มีการส่งสำเนาคำร้องและแจ้งวันนัดให้จำเลยที่ 1 ทราบ ตามคำแถลงของโจทก์และส่งให้จำเลยที่ 1 แล้ว คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ทราบคำชี้ขาดตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2555 ต่อมางบการเงินประจำปี 2552 และบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่ระบุว่า ชำระค่าหุ้นครบถ้วนแล้ว จากการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี ครั้งที่ 1/2553 ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท ส่วนจดทะเบียนธุรกิจกลาง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในปัญหาข้อกฎหมายประการแรกว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จและความผิดฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และมาตรา 267 หรือไม่ ตามฟ้องของโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันแจ้งให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจดข้อความอันเป็นเท็จโดยยื่นแบบนำส่งงบการเงินรอบปีบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2552 จำนวน 1 ฉบับ และสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นฉบับใหม่ จำนวน 1 ฉบับ โดยมีข้อความระบุไว้ว่า หุ้นที่ได้จดทะเบียนไว้ของจำเลยที่ 1 จำนวน 100,000,000 บาท จำเลยทั้งสองได้เรียกชำระเงินไปจากผู้ถือหุ้นทั้งเจ็ดคน ครบถ้วนเต็มจำนวน 100,000,000 บาท ซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงแล้วจำเลยทั้งสองยังมิได้เรียกชำระเงินค่าหุ้นที่ผู้ถือหุ้นทั้งเจ็ดคนค้างชำระอยู่อีกจำนวน 49,500,000 บาท อาจทำให้โจทก์หรือประชาชนได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ต้องพบอุปสรรคในการที่จะใช้สิทธิบังคับชำระหนี้หรือบังคับคดีเอาแก่สิทธิเรียกร้องในเงินค่าหุ้นค้างชำระของจำเลยที่ 1 ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1096 บัญญัติให้ผู้ถือหุ้นของบริษัทจำกัดต่างรับผิดจำกัดเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ตนยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าของหุ้นที่ตนถือ โจทก์จึงเป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยตรง ย่อมเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ และความผิดฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตา 137 และมาตรา 267 ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 หรือไม่ และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน มาตรา 40 (1) หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองยื่นแบบนำส่งงบการเงินและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นอันแสดงให้ปรากฏว่าผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 ได้ชำระค่าหุ้นครบถ้วนแล้ว อันเป็นความเท็จ เพราะผู้ถือหุ้นยังมิได้ชำระค่าหุ้นครบถ้วน ส่งผลให้เห็นในทำนองว่า จำเลยที่ 1 ได้รับชำระค่าหุ้นจากผู้ถือหุ้นนั้นครบถ้วนแล้ว และสิ้นสิทธิในการเรียกให้ผู้ถือหุ้นส่งใช้ค่าหุ้นซึ่งยังจะต้องส่งอีก ทั้ง ๆ ที่จำเลยที่ 1 จะต้องได้รับเงินค่าหุ้นจากผู้ถือหุ้นทั้งเจ็ดคนในส่วนที่ยังมิได้ชำระค่าหุ้นครบถ้วน จึงเป็นการซ่อนเร้นสิทธิเรียกร้องในเงินค่าหุ้นที่ยังมิได้ชำระครบถ้วน เพื่อมิให้โจทก์เจ้าหนี้ของตนซึ่งได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน มาตรา 40 (1) ด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
opensearch_id
primary_black_case_no
อ400/2556
primary_red_case_no
อ134/2557
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000262.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.705/2558
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558