ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11765/2556
พนักงานอัยการจังหวัดสุโขทัย
โจทก์
นายจิรศักดิ์ ปุ่นจ้อย กับพวก
จำเลย
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19
เดิมจำเลยทั้งสองถูกกล่าวหาว่า ได้กระทำความผิดเฉพาะข้อหาร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน (จำนวน 3 เม็ด) โดยในคำร้องขอฝากขัง ครั้งที่ 9 พนักงานสอบสวนได้แจ้งต่อศาลชั้นต้นว่า คดีอยู่ในระหว่างรอผลการตรวจปัสสาวะของจำเลยทั้งสองเพื่อหาสารเสพติด ขณะนั้นจำเลยทั้งสองจึงตกเป็นผู้ต้องหาในข้อหาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเท่านั้น ครั้นต่อมาในวันที่ 8 ธันวาคม 2551 จำเลยทั้งสองถูกกล่าวหาเพิ่มเติมว่า เสพเมทแอมเฟตามีน จำเลยทั้งสองจึงเพิ่งตกเป็นผู้ต้องหาในข้อหาเพิ่มเติมนี้เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2551 การที่พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องในวันที่ 9 ธันวาคม 2551 ขอให้ศาลชั้นต้นส่งตัวจำเลยทั้งสองไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด จึงอยู่ภายในระยะเวลาของมาตรา 19 วรรคหนึ่ง ถือว่า พนักงานสอบสวนได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ครบถ้วนตามเจตนารมณ์ของกฎหมายแล้ว ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นยกคำร้องขอส่งตัวจำเลยทั้งสองไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด พนักงานสอบสวนก็ดำเนินการขออนุญาตฝากขังจำเลยทั้งสองต่อศาลชั้นต้นตามเดิมแล้วสรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอันเป็นการปฏิบัติโดยชอบ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง
___________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 15, 57, 66, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง
จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดโทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 66 วรรคหนึ่ง, 91 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 4 ปี รวมจำคุกคนละ 4 ปี 6 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 2 ปี 3 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติมาตรา 19 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ที่บัญญัติว่า " ผู้ใดต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติด เสพและมีไว้ในครอบครอง เสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือเสพและจำหน่ายยาเสพติด ตามลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวง ถ้าไม่ปรากฏว่าต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุก หรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล ให้พนักงานสอบสวนนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ต้องหานั้นมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน เพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด ..." เป็นบทบัญญัติที่กำหนดให้มีการดำเนินการก่อนฟ้องผู้ต้องหาต่อศาล เพื่อเยียวยาแก้ไขเสียก่อนเข้าสู่กระบวนพิจารณาคดีในชั้นศาล อันเป็นเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้ หากผู้ต้องหาเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์มาตรา 19 วรรคหนึ่ง พนักงานสอบสวนต้องนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายในกำหนดระยะเวลาของกฎหมายดังกล่าว เพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด และแจ้งให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดทราบ เพื่อดำเนินการคัดแยกว่าผู้ต้องหานั้นเป็นผู้มีสิทธิเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพ หรือต้องถูกดำเนินคดีต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเหมือนผู้กระทำความผิดอื่นๆ ต่อไป ซึ่งในคดีนี้ เดิมจำเลยทั้งสองตกเป็นผู้ต้องหาเฉพาะร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามคำร้องขออนุญาตฝากขังครั้งที่ 1 ต่อศาลชั้นต้น โดยในคำร้องดังกล่าวพนักงานสอบสวนได้แจ้งต่อศาลชั้นต้นด้วยว่า คดีอยู่ในระหว่างรอผลการตรวจปัสสาวะของจำเลยทั้งสองเพื่อหาสารเสพติดจากโรงพยาบาล หากพบสารเสพติดจะดำเนินการแก่จำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้พนักงานสอบสวนฝากขังครั้งที่ 1 และที่ 2 เรื่อยมา จนกระทั่งพนักงานสอบสวนทราบผลการตรวจปัสสาวะของจำเลยทั้งสองว่ามีสารเสพติด จึงแจ้งข้อหาเพิ่มเติมแก่จำเลยทั้งสองในวันที่ 8 ธันวาคม 2551 ว่า จำเลยทั้งสองเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย แล้วในวันรุ่งขึ้นคือ วันที่ 9 ธันวาคม 2551 พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องขอปล่อยตัวจำเลยทั้งสอง และยื่นคำร้องขอส่งตัวจำเลยทั้งสองไปที่ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุโขทัย เพื่อตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด เนื่องจากจำเลยทั้งสองถูกแจ้งข้อหาเพิ่มเติมว่า กระทำความผิดในข้อหาเสพยาเสพติด พร้อมให้ศาลชั้นต้นแจ้งแก่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดทราบ แต่ศาลชั้นต้นกลับยกคำร้องทั้งสองฉบับดังกล่าว พนักงานสอบสวนจึงยื่นคำร้องขออนุญาตฝากขังครั้งที่ 3 และที่ 4 ต่อไปว่าการสอบสวนยังไม่เสร็จ ซึ่งศาลชั้นต้นก็ได้มีคำสั่งอนุญาตให้พนักงานสอบสวนฝากขังตลอดมา จากนั้นโจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ เห็นว่า เดิมจำเลยทั้งสองถูกกล่าวหาว่า ได้กระทำความผิดเฉพาะข้อหาร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ขณะนั้นจำเลยทั้งสองจึงตกเป็นผู้ต้องหาในข้อหาดังกล่าวเท่านั้น ครั้นต่อมาในวันที่ 8 ธันวาคม 2551 จำเลยทั้งสองถูกกล่าวหาเพิ่มเติมว่า เสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำเลยทั้งสองจึงเพิ่งตกเป็นผู้ต้องหาในข้อหาเพิ่มเติมนี้เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2551 การที่พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องในวันที่ 9 ธันวาคม 2551 ขอให้ศาลชั้นต้นส่งตัวจำเลยทั้งสองไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด จึงอยู่ภายในระยะเวลาของมาตรา 19 วรรคหนึ่ง ถือว่า พนักงานสอบสวนได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ครบถ้วนตามเจตนารมณ์ของกฎหมายแล้ว ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นยกคำร้องขอส่งตัวจำเลยทั้งสองไปศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุโขทัย พนักงานสอบสวนก็ดำเนินการขออนุญาตฝากขังจำเลยทั้งสองต่อศาลชั้นต้นตามเดิมแล้วสรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอันเป็นการปฏิบัติโดยชอบ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดยกฟ้องโจทก์ มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น
อนึ่ง คดีนี้จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษไว้ แต่ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดยกฟ้องโจทก์ จึงยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง และศาลฎีกาอนุญาตให้โจทก์ฎีกา เพื่อไม่ให้คดีล่าช้าออกไปอีก ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิจารณาใหม่ เห็นว่า ตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสองของพนักงานคุมประพฤติที่จำเลยทั้งสองไม่คัดค้าน ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเสพยาเสพติดตลอดมา จนกระทั่งร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดในแหล่งชุมนุมชน สร้างความเสียหายและเดือนร้อนแก่สังคมโดยรวม พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำเลยทั้งสองนั้นชอบแล้ว
พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
(ธงชัย เสนามนตรี-อภิรัตน์ ลัดพลี-พศวัจน์ กนกนาก)
ศาลจังหวัดสุโขทัย - นางสาววรรณรัตน์ เจษฎาจินต์
ศาลอุทธรณ์ - นายประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.7075/2554
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ47/2552
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ144/2552
หมายเหตุ
มีข้อที่ต้องพิจารณาว่า เมื่อจำเลยต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ตามลักษณะชนิด ประเภท และปริมาณ ที่กำหนดในกฎกระทรวงซึ่งเข้าหลักเกณฑ์ที่จะได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแทนการฟ้องคดีอาญา ตามมาตรา 19 วรรคหนึ่งแล้ว หากปรากฏข้อเท็จจริงว่า (1) พนักงานสอบสวนนำตัวจำเลยมายื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้ส่งตัวจำเลยไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดเกิน 48 ชั่วโมง หรือ (2) ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องของพนักงานสอบสวนที่ขอให้ส่งตัวจำเลยไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด เพราะหลงผิดว่าพนักงานสอบสวนยื่นคำร้องเกิน 48 ชั่วโมงทั้งที่ความจริงไม่เกิน 48 ชั่วโมง ความผิดพลาดของพนักงานสอบสวน หรือของศาลชั้นต้นดังกล่าวมีผลให้จำเลยต้องเสียสิทธิตามกฎหมายในการเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแทนการฟ้องคดีอาญาหรือไม่ ความเห็นที่ 1 เห็นว่า โดยผลของกฎหมาย เมื่อจำเลยต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ตามลักษณะชนิด ประเภท และปริมาณ ที่กำหนดในกฎกระทรวงแล้ว จำเลยย่อมมีสิทธิเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแทนการฟ้องคดีอาญา ตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ซึ่งกำหนดขั้นตอนการเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดว่า (1) พนักงานสอบสวนมีหน้าที่ต้องนำตัวจำเลยมายื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้ส่งตัวจำเลยไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดภายใน 48 ชั่วโมง ตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง (2) คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีหน้าที่วินิจฉัยว่า จำเลยเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติดหรือไม่ หากจำเลยเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติด ก็ต้องจัดให้มีแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด และพนักงานอัยการต้องมีคำสั่งให้ชะลอการฟ้องไว้ก่อนจนกว่าจะได้รับแจ้งผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ตามมาตรา 22 วรรคหนึ่ง และโดยผลของกฎหมายเช่นกัน จำเลยที่มีสิทธิเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดอาจถูกฟ้องเป็นคดีอาญาได้ หากปรากฏว่า (1) จำเลยต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุก หรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล ตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง หรือ (2) จำเลยเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดครบกำหนดเวลาตามมาตรา 25 แล้วแต่ผลการฟื้นฟูยังไม่เป็นที่พอใจ คณะอนุกรรมการก็ชอบที่จะส่งตัวจำเลยให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ ดำเนินคดีฟ้องจำเลยต่อศาล ตามมาตรา 33 วรรคสอง ดังนั้น ความผิดพลาดของพนักงานสอบสวน หรือของศาลชั้นต้นดังกล่าว จึงไม่อาจลบล้างสิทธิของจำเลยที่เกิดขึ้นโดยผลของกฎหมาย ตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ที่บัญญัติรับรองและคุ้มครองสิทธิของจำเลย ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาฎีกาที่ 11765/2556 นี้ จำเลยเป็นผู้มีสิทธิเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแทนการฟ้องคดีอาญา การที่พนักงานสอบสวนนำตัวจำเลยมายื่นคำร้องต่อศาลเกิน 48 ชั่วโมงก็ดี หรือศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องของพนักงานสอบสวนเพราะหลงผิดว่าพนักงานสอบสวนยื่นคำร้องเกิน 48 ชั่วโมงก็ดี ย่อมไม่อาจลบล้างสิทธิของจำเลยในการเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแทนการฟ้องคดีอาญา การวินิจฉัยข้อกฎหมายว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องทั้งที่จำเลยยังเป็นผู้มีสิทธิเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแทนการฟ้องคดีอาญา จึงไม่ตรงกับความมุ่งหมายในการบังคับใช้ พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 เหตุที่กฎหมายกำหนดเวลาให้พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องก็เพื่อต้องการให้พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องโดยเร็วเพื่อคุ้มครองสิทธิของจำเลย กฎหมายมิได้บัญญัติให้เกิดผลถึงขนาดว่าจำเลยต้องเสียสิทธิในการเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด และต้องถูกฟ้องเป็นคดีอาญา การวินิจฉัยข้อกฎหมายว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จึงมิได้ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการยื่นคำร้องของพนักงานสอบสวนว่ายื่นคำร้องภายใน 48 ชั่วโมงหรือไม่ หรือศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของพนักงานสอบสวนหรือไม่ แต่การวินิจฉัยข้อกฎหมายว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย เมื่อกฎหมายบัญญัติให้จำเลยมีสิทธิเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแทนการฟ้องคดีอาญาแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ความเห็นที่ 2 เห็นว่า การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเป็นขั้นตอนหนึ่งก่อนเข้าสู่กระบวนพิจารณาในชั้นศาลเมื่อล่วงเลยเวลานำตัวจำเลยเข้ารับการฟื้นฟูและถูกฟ้องต่อศาลแล้วก็ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ตามกฎหมายที่จะเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด(คำพิพากษาฎีกาที่ 855/25548) โดยไม่ต้องคำนึงถึงสถานะของจำเลยว่าเป็นผู้ป่วย มิฉะนั้นแล้วจำเลยจะหลุดพ้นจากการถูกดำเนินคดีทั้งที่จำเลยกระทำความผิดจริงจึงกลับไปใช้กฎหมายตามปกติคือ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แต่ก็มีข้อโต้แย้งได้ว่า เหตุที่จำเลยต้องถูกฟ้องเป็นคดีอาญา ก็เพราะความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่ปฏิบัติภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด จึงไม่มีเหตุผลให้เจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถเลือกใช้กฎหมายโดยไม่คำนึงถึงสิทธิของจำเลยตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 นายสมชาย อุดมศรีสำราญ