คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10068/2558 ฉบับเต็ม

#590037
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10068/2558 พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี โจทก์ นายเกรียงไกรหรืออาร์ม ขจรภัย จำเลย พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, มาตรา 57, มาตรา 66, มาตรา 91 พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง ผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพและจำหน่ายยาเสพติดที่จะได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง นั้น จะต้องเป็นผู้เสพยาเสพติดก่อน แล้วผู้เสพยาเสพติดจึงมาจำหน่ายยาเสพติดจำนวนเล็กน้อยในภายหลัง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า วันที่ 11 พฤษภาคม 2552 จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด ต่อมาวันที่ 14 พฤษภาคม 2552 จำเลยต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นเวลาที่อยู่ในระหว่างที่ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นความผิดฐานอื่นที่มีโทษจำคุก การเสพเมทแอมเฟตามีนของจำเลยในวันที่ 14 พฤษภาคม 2552 จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะส่งไปฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง เมื่อพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนจำเลยโดยชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 91 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 57, 66 วรรคหนึ่ง, 91 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี และปรับ 100,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 4 ปี 6 เดือน และปรับ 100,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 3 เดือน และปรับ 50,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยมีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ต่อครั้ง ภายในเวลาที่คุมความประพฤติ กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 20 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 ต้องเป็นการดำเนินคดีฐานเสพยาเสพติดและจำหน่ายยาเสพติดและผู้ต้องหานั้นต้องไม่ต้องหาหรืออยู่ในระหว่างดำเนินคดีในความผิดฐานอื่น คดีนี้จำเลยถูกฟ้องเป็น 2 กรรม คือ เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2552 จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนกรรมหนึ่ง และวันที่ 14 พฤษภาคม 2552 จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีน อีกกรรมหนึ่งความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและเสพเมทแอมเฟตามีนจึงเกิดต่างวันเวลากัน พนักงานสอบสวนจึงไม่ต้องดำเนินการตามบทบัญญัติดังกล่าวนั้น เห็นว่า เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าวมีหลักการว่า ผู้เสพยาเสพติดมีสภาพเป็นผู้ป่วยอย่างหนึ่ง มิใช่อาชญากรปกติ การฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้ติดยาเสพติดจึงสมควรกระทำให้กว้างขวาง และโดยที่ผู้เสพยาเสพติดจำนวนหนึ่งถูกบังคับให้เป็นผู้จำหน่ายยาเสพติดเพื่อแลกกับการได้ยาเสพติดไปเสพด้วย สมควรขยายขอบเขตของการฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้ติดยาเสพติดให้ครอบคลุมไปถึงผู้เสพและมีไว้ในครอบครอง ผู้เสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และผู้เสพและจำหน่ายยาเสพติดจำนวนเล็กน้อยด้วย ดังนั้น ผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพและจำหน่ายยาเสพติดที่จะได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง นั้น จะต้องเป็นผู้เสพยาเสพติดก่อน แล้วผู้เสพยาเสพติดจึงมาจำหน่ายยาเสพติดจำนวนเล็กน้อยในภายหลัง คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2552 จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะส่งไปฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง ได้ หลังจากจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแล้ว เจ้าพนักงานตำรวจกล่าวหาและมีการออกหมายจับจำเลยในข้อหาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ต่อมาวันที่ 14 พฤษภาคม 2552 เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้และแจ้งข้อหาว่าเสพเมทแอมเฟตามีน จำเลยจึงต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นเวลาที่อยู่ในระหว่างที่ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นความผิดฐานอื่นที่มีโทษจำคุก การเสพเมทแอมเฟตามีนของจำเลยในวันที่ 14 พฤษภาคม 2552 จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะส่งไปฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง เช่นกัน เมื่อพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนจำเลยโดยชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอีก ที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น สำหรับความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ต้องระวางจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสามปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษในความผิดฐานนี้ เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษจำเลยเป็นปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้ ส่วนที่โจทก์ขอให้ไม่รอการลงโทษในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนนั้น ได้ความจากรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติว่า ก่อนจำเลยกระทำความผิดคดีนี้จำเลยเป็นผู้ติดยาเสพติดให้โทษ ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 19 ปีเศษ ทั้งจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพียง 1 เม็ด ซึ่งเป็นจำนวนเล็กน้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรให้โอกาสโดยรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยอีกสักครั้ง อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ให้คุมความประพฤติของจำเลยมีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา โดยให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์เป็นเวลา 30 ชั่วโมง (สิริรัตน์ จันทรา-สมยศ เข็มทอง-ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์) ศาลจังหวัดนนทบุรี - นายสกนธ์ กฤติยาวงศ์ ศาลอุทธรณ์ - นายจีระพัฒน์ พันธุ์ทวี แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.830/2558 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ2703/2552 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ5315/2553 หมายเหตุ ปัญหาการตีความ มาตรา 19 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า ผู้ใดต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติด เสพและมีไว้ในครอบครอง เสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือเสพและจำหน่ายยาเสพติดตามลักษณะชนิด ประเภท และปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวง ถ้าไม่ปรากฏว่าต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล ให้พนักงานสอบสวนนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ต้องหานั้นมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน เพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นที่เกิดจากตัวผู้ต้องหานั้นเอง หรือจากพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปซึ่งทำให้ไม่อาจนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายในกำหนดเวลาดังกล่าวได้ มีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า "ความผิดฐานอื่น" มีความหมายอย่างไร 1 หมายความถึง ความผิดฐานอื่นนอกเหนือจากกลุ่มความผิด ฐานมีไว้ในครอบครอง ฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานจำหน่ายยาเสพติด ตามลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวง 2 หมายความรวมถึงข้อหาความผิด ฐานมีไว้ในครอบครอง ฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานจำหน่ายยาเสพติด ตามลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวง ด้วย ด้วยเหตุผลตามหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติพื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ที่มุ่งคุ้มครองสิทธิของผู้เสพที่เป็นผู้ป่วยให้ได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพแทนการฟ้องคดีอาญา และตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติถึงลักษณะของผู้เสพที่เป็นผู้ป่วย คือ ผู้ที่ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติด เสพและมีไว้ในครอบครอง เสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือเสพและจำหน่ายยาเสพติดตามลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวง เมื่อจำเลยต้องหาว่ากระทำความผิดตามที่บัญญัติในมาตรา 19 วรรคหนึ่งไม่ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานใดก่อนระหว่างฐานเสพและฐานจำหน่ายยาเสพติดตามลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวง การกระทำของจำเลยก็เข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมายว่าจำเลยเป็นผู้ป่วยที่กฎหมายมุ่งคุ้มครองสิทธิให้ได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพแทนการฟ้องคดีอาญา ดังนั้น "ความผิดฐานอื่น" จึงน่าจะหมายถึงความผิดฐานอื่นนอกเหนือจากกลุ่มความผิดฐานมีไว้ในครอบครอง ฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานจำหน่ายยาเสพติดตามลักษณะ ชนิด ประเภทและปริมาณที่กำหนดในกระทรวง ตามความหมายที่ 1 จำเลยซึ่งเป็นผู้ป่วยก็จะได้รับสิทธิคุ้มครองให้ได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพแทนการฟ้องคดีอาญา สมตามเจตนารมณ์ของกฎหมายหากตีความตามความหมายที่ 2 จำเลยซึ่งเป็นผู้ป่วยจะไม่ได้รับสิทธิในการฟื้นฟูสมรรถภาพแทนการฟ้องคดีอาญา จึงน่าจะขัดต่อความมุ่งหมายของ พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 นายสมชาย อุดมศรีสำราญ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
590037
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนนทบุรี",
        "judge": "นายสกนธ์ กฤติยาวงศ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายจีระพัฒน์ พันธุ์ทวี"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081969423"
    }
}
date
2558
deka_no
10068/2558
deka_running_no
10068
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "สิริรัตน์ จันทรา",
    "สมยศ เข็มทอง",
    "ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 15",
            "ม. 57",
            "ม. 66",
            "ม. 91"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545",
        "sections": [
            "ม. 19 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายเกรียงไกรหรืออาร์ม ขจรภัย"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 91 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 57, 66 วรรคหนึ่ง, 91 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี และปรับ 100,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 4 ปี 6 เดือน และปรับ 100,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 3 เดือน และปรับ 50,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยมีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ต่อครั้ง ภายในเวลาที่คุมความประพฤติ กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 20 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 ต้องเป็นการดำเนินคดีฐานเสพยาเสพติดและจำหน่ายยาเสพติดและผู้ต้องหานั้นต้องไม่ต้องหาหรืออยู่ในระหว่างดำเนินคดีในความผิดฐานอื่น คดีนี้จำเลยถูกฟ้องเป็น 2 กรรม คือ เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2552 จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนกรรมหนึ่ง และวันที่ 14 พฤษภาคม 2552 จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีน อีกกรรมหนึ่งความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและเสพเมทแอมเฟตามีนจึงเกิดต่างวันเวลากัน พนักงานสอบสวนจึงไม่ต้องดำเนินการตามบทบัญญัติดังกล่าวนั้น เห็นว่า เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าวมีหลักการว่า ผู้เสพยาเสพติดมีสภาพเป็นผู้ป่วยอย่างหนึ่ง มิใช่อาชญากรปกติ การฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้ติดยาเสพติดจึงสมควรกระทำให้กว้างขวาง และโดยที่ผู้เสพยาเสพติดจำนวนหนึ่งถูกบังคับให้เป็นผู้จำหน่ายยาเสพติดเพื่อแลกกับการได้ยาเสพติดไปเสพด้วย สมควรขยายขอบเขตของการฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้ติดยาเสพติดให้ครอบคลุมไปถึงผู้เสพและมีไว้ในครอบครอง ผู้เสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และผู้เสพและจำหน่ายยาเสพติดจำนวนเล็กน้อยด้วย ดังนั้น ผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพและจำหน่ายยาเสพติดที่จะได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง นั้น จะต้องเป็นผู้เสพยาเสพติดก่อน แล้วผู้เสพยาเสพติดจึงมาจำหน่ายยาเสพติดจำนวนเล็กน้อยในภายหลัง คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2552 จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะส่งไปฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง ได้ หลังจากจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแล้ว เจ้าพนักงานตำรวจกล่าวหาและมีการออกหมายจับจำเลยในข้อหาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ต่อมาวันที่ 14 พฤษภาคม 2552 เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้และแจ้งข้อหาว่าเสพเมทแอมเฟตามีน จำเลยจึงต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นเวลาที่อยู่ในระหว่างที่ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นความผิดฐานอื่นที่มีโทษจำคุก การเสพเมทแอมเฟตามีนของจำเลยในวันที่ 14 พฤษภาคม 2552 จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะส่งไปฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง เช่นกัน เมื่อพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนจำเลยโดยชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอีก ที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น สำหรับความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ต้องระวางจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสามปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษในความผิดฐานนี้ เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษจำเลยเป็นปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้ ส่วนที่โจทก์ขอให้ไม่รอการลงโทษในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนนั้น ได้ความจากรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติว่า ก่อนจำเลยกระทำความผิดคดีนี้จำเลยเป็นผู้ติดยาเสพติดให้โทษ ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 19 ปีเศษ ทั้งจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพียง 1 เม็ด ซึ่งเป็นจำนวนเล็กน้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรให้โอกาสโดยรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยอีกสักครั้ง อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ให้คุมความประพฤติของจำเลยมีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา โดยให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์เป็นเวลา 30 ชั่วโมง
opensearch_id
primary_black_case_no
อ2703/2552
primary_red_case_no
อ5315/2553
remark
ปัญหาการตีความ มาตรา 19 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า ผู้ใดต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติด เสพและมีไว้ในครอบครอง เสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือเสพและจำหน่ายยาเสพติดตามลักษณะชนิด ประเภท และปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวง ถ้าไม่ปรากฏว่าต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล ให้พนักงานสอบสวนนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ต้องหานั้นมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน เพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นที่เกิดจากตัวผู้ต้องหานั้นเอง หรือจากพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปซึ่งทำให้ไม่อาจนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายในกำหนดเวลาดังกล่าวได้ มีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า "ความผิดฐานอื่น" มีความหมายอย่างไร 1 หมายความถึง ความผิดฐานอื่นนอกเหนือจากกลุ่มความผิด ฐานมีไว้ในครอบครอง ฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานจำหน่ายยาเสพติด ตามลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวง 2 หมายความรวมถึงข้อหาความผิด ฐานมีไว้ในครอบครอง ฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานจำหน่ายยาเสพติด ตามลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวง ด้วย ด้วยเหตุผลตามหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติพื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ที่มุ่งคุ้มครองสิทธิของผู้เสพที่เป็นผู้ป่วยให้ได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพแทนการฟ้องคดีอาญา และตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติถึงลักษณะของผู้เสพที่เป็นผู้ป่วย คือ ผู้ที่ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติด เสพและมีไว้ในครอบครอง เสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือเสพและจำหน่ายยาเสพติดตามลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวง เมื่อจำเลยต้องหาว่ากระทำความผิดตามที่บัญญัติในมาตรา 19 วรรคหนึ่งไม่ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานใดก่อนระหว่างฐานเสพและฐานจำหน่ายยาเสพติดตามลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวง การกระทำของจำเลยก็เข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมายว่าจำเลยเป็นผู้ป่วยที่กฎหมายมุ่งคุ้มครองสิทธิให้ได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพแทนการฟ้องคดีอาญา ดังนั้น "ความผิดฐานอื่น" จึงน่าจะหมายถึงความผิดฐานอื่นนอกเหนือจากกลุ่มความผิดฐานมีไว้ในครอบครอง ฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานจำหน่ายยาเสพติดตามลักษณะ ชนิด ประเภทและปริมาณที่กำหนดในกระทรวง ตามความหมายที่ 1 จำเลยซึ่งเป็นผู้ป่วยก็จะได้รับสิทธิคุ้มครองให้ได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพแทนการฟ้องคดีอาญา สมตามเจตนารมณ์ของกฎหมายหากตีความตามความหมายที่ 2 จำเลยซึ่งเป็นผู้ป่วยจะไม่ได้รับสิทธิในการฟื้นฟูสมรรถภาพแทนการฟ้องคดีอาญา จึงน่าจะขัดต่อความมุ่งหมายของ พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 นายสมชาย อุดมศรีสำราญ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000266.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.830/2558
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558