คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14767/2558 ฉบับเต็ม

#590211
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14767/2558 พนักงานอัยการคดีศาลแขวงอุดรธานี โจทก์ นายพงษ์ศทร เทินสระเกษ จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (7), มาตรา 161, มาตรา 198 วรรคสอง, มาตรา 208 (2), มาตรา 225 ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อให้ตรวจสอบกรณีท้ายอุทธรณ์ของจำเลยผู้พิมพ์หรือผู้เขียนไม่ได้ลงลายมือชื่อ เจ้าพนักงานศาลต้องรายงานต่อผู้พิพากษาศาลชั้นต้นเพื่อตรวจสอบและมีคำสั่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 198 วรรคสอง และมาตรา 158 (7) ต่อไป แต่เจ้าพนักงานศาลกลับจัดทำหมายแจ้งถึง ช. ทนายจำเลยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้ส่งสำนวนคืนมาเพื่อให้ผู้พิมพ์หรือผู้เขียนลงลายมือชื่อในท้ายอุทธรณ์ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่รับหมายนี้ เสนอผู้พิพากษาศาลชั้นต้น โดยที่ศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำสั่งในเรื่องดังกล่าว กรณีเช่นนี้จะถือว่าศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยผู้ยื่นฟ้องอุทธรณ์แก้ไขให้ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 161 แล้ว แต่จำเลยไม่ดำเนินการแก้ไข ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ เช่นนี้ศาลฎีกามีอำนาจสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการดังกล่าวตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225 เพราะยังมิได้ล่วงเลยเวลาที่ควรปฏิบัติแต่อย่างใด ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ริบของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 (ก) จำคุก 3 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน 15 วัน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนมีกำหนด 1 เดือน 15 วัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 ริบของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2557 จำเลยยื่นอุทธรณ์ โดยไม่ปรากฏชื่อผู้เขียนหรือผู้พิมพ์ในท้ายอุทธรณ์ เมื่อศาลชั้นต้นส่งถ้อยคำสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 4 ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อให้ตรวจสอบกรณีท้ายอุทธรณ์ผู้พิมพ์หรือผู้เขียนไม่ได้ลงลายมือชื่อ ผู้อำนวยการสำนักงานประจำศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งานอุทธรณ์ฎีกา ตรวจสอบและส่งสำนวนคืนศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต่อไป ต่อมาศาลชั้นต้นมีหมายแจ้งถึงนายไชยณรงค์ ทนายจำเลยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้ส่งสำนวนคืนมาเพื่อให้ผู้พิมพ์หรือผู้เขียนลงลายมือชื่อในท้ายอุทธรณ์ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่รับหมายนี้ นายไชยณรงค์ได้รับหมายแจ้งดังกล่าวแล้วทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 วรรคสอง บัญญัติว่า ให้เป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นตรวจอุทธรณ์ว่าควรจะรับส่งขึ้นไปยังศาลอุทธรณ์หรือไม่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ถ้าเห็นว่าไม่ควรรับให้จดเหตุผลไว้ในคำสั่งของศาลนั้นโดยชัดเจน และมาตรา 158 (7) บัญญัติว่า ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือ และมีลายมือชื่อโจทก์ ผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้อง เมื่อปรากฏว่าผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อให้ตรวจสอบกรณีท้ายอุทธรณ์ของจำเลยผู้พิมพ์หรือผู้เขียนไม่ได้ลงลายมือชื่อ เจ้าพนักงานศาลต้องรายงานต่อผู้พิพากษาศาลชั้นต้นเพื่อตรวจสอบและมีคำสั่งตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นต่อไป แต่เจ้าพนักงานศาลกลับจัดทำหมายแจ้งถึงนายไชยณรงค์ ทนายจำเลยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้ส่งสำนวนคืนมาเพื่อให้ผู้พิมพ์หรือผู้เขียนลงลายมือชื่อในท้ายอุทธรณ์ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่รับหมายนี้ เสนอผู้พิพากษาศาลชั้นต้น โดยที่ศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำสั่งในเรื่องดังกล่าว เมื่อเป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่จะต้องตรวจอุทธรณ์ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาดังกล่าว กรณีเช่นนี้ต้องถือว่าศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณา จะถือว่าศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยผู้ยื่นฟ้องอุทธรณ์แก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 แล้ว แต่จำเลยไม่ดำเนินการแก้ไข ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยไม่ได้ เมื่อศาลชั้นต้นส่งสำนวนคืนมายังศาลอุทธรณ์ภาค 4 แล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จะต้องสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตามที่กล่าวข้างต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ดำเนินการดังกล่าว แต่พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ เช่นนี้ศาลฎีกามีอำนาจสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225 เพราะยังมิได้ล่วงเลยเวลาที่ควรปฏิบัติแต่อย่างใด ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยไม่ได้ฎีกาในข้อนี้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยอีก พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งและดำเนินการให้ผู้เขียนหรือผู้พิมพ์ลงลายมือชื่อในท้ายอุทธรณ์ให้ถูกต้องเสียก่อน แล้วส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 4 เพื่อพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี (สิริรัตน์ จันทรา-สมยศ เข็มทอง-ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์) ศาลแขวงอุดรธานี - นางสาวปณตพร ชโลธร ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นางจรรยา จีระเรืองรัตนา แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.3128/2558 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ4310/2557 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ4267/2557 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
590211
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงอุดรธานี",
        "judge": "นางสาวปณตพร ชโลธร"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นางจรรยา จีระเรืองรัตนา"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081966705"
    }
}
date
2558
deka_no
14767/2558
deka_running_no
14767
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "สิริรัตน์ จันทรา",
    "สมยศ เข็มทอง",
    "ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 158 (7)",
            "ม. 161",
            "ม. 198 วรรคสอง",
            "ม. 208 (2)",
            "ม. 225"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการคดีศาลแขวงอุดรธานี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายพงษ์ศทร เทินสระเกษ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 (ก) จำคุก 3 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน 15 วัน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนมีกำหนด 1 เดือน 15 วัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2557 จำเลยยื่นอุทธรณ์ โดยไม่ปรากฏชื่อผู้เขียนหรือผู้พิมพ์ในท้ายอุทธรณ์ เมื่อศาลชั้นต้นส่งถ้อยคำสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 4 ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อให้ตรวจสอบกรณีท้ายอุทธรณ์ผู้พิมพ์หรือผู้เขียนไม่ได้ลงลายมือชื่อ ผู้อำนวยการสำนักงานประจำศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งานอุทธรณ์ฎีกา ตรวจสอบและส่งสำนวนคืนศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต่อไป ต่อมาศาลชั้นต้นมีหมายแจ้งถึงนายไชยณรงค์ ทนายจำเลยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้ส่งสำนวนคืนมาเพื่อให้ผู้พิมพ์หรือผู้เขียนลงลายมือชื่อในท้ายอุทธรณ์ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่รับหมายนี้ นายไชยณรงค์ได้รับหมายแจ้งดังกล่าวแล้วทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 วรรคสอง บัญญัติว่า ให้เป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นตรวจอุทธรณ์ว่าควรจะรับส่งขึ้นไปยังศาลอุทธรณ์หรือไม่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ถ้าเห็นว่าไม่ควรรับให้จดเหตุผลไว้ในคำสั่งของศาลนั้นโดยชัดเจน และมาตรา 158 (7) บัญญัติว่า ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือ และมีลายมือชื่อโจทก์ ผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้อง เมื่อปรากฏว่าผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อให้ตรวจสอบกรณีท้ายอุทธรณ์ของจำเลยผู้พิมพ์หรือผู้เขียนไม่ได้ลงลายมือชื่อ เจ้าพนักงานศาลต้องรายงานต่อผู้พิพากษาศาลชั้นต้นเพื่อตรวจสอบและมีคำสั่งตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นต่อไป แต่เจ้าพนักงานศาลกลับจัดทำหมายแจ้งถึงนายไชยณรงค์ ทนายจำเลยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้ส่งสำนวนคืนมาเพื่อให้ผู้พิมพ์หรือผู้เขียนลงลายมือชื่อในท้ายอุทธรณ์ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่รับหมายนี้ เสนอผู้พิพากษาศาลชั้นต้น โดยที่ศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำสั่งในเรื่องดังกล่าว เมื่อเป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่จะต้องตรวจอุทธรณ์ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาดังกล่าว กรณีเช่นนี้ต้องถือว่าศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณา จะถือว่าศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยผู้ยื่นฟ้องอุทธรณ์แก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 แล้ว แต่จำเลยไม่ดำเนินการแก้ไข ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยไม่ได้ เมื่อศาลชั้นต้นส่งสำนวนคืนมายังศาลอุทธรณ์ภาค 4 แล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จะต้องสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตามที่กล่าวข้างต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ดำเนินการดังกล่าว แต่พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ เช่นนี้ศาลฎีกามีอำนาจสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225 เพราะยังมิได้ล่วงเลยเวลาที่ควรปฏิบัติแต่อย่างใด ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยไม่ได้ฎีกาในข้อนี้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยอีก

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งและดำเนินการให้ผู้เขียนหรือผู้พิมพ์ลงลายมือชื่อในท้ายอุทธรณ์ให้ถูกต้องเสียก่อน แล้วส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 4 เพื่อพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
opensearch_id
primary_black_case_no
อ4310/2557
primary_red_case_no
อ4267/2557
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000242.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.3128/2558
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558