คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12434/2558 ฉบับเต็ม

#590248
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12434/2558 นายสมพงษ์ ฐิติโชติ โจทก์ นางสาวศศิประภา ดวงสุรินทร์ จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 226 วรรคหนึ่ง, มาตรา 249 วรรคหนึ่ง คำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและงดสืบพยานจำเลยของศาลชั้นต้นเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จำเลยจะอุทธรณ์คำสั่งได้จะต้องโต้แย้งคำสั่งนั้นไว้ และต้องอุทธรณ์คำสั่งหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 วรรคหนึ่ง แต่จำเลยมิได้โต้แย้งคำสั่งระหว่างพิจารณานั้น จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับอุทธรณ์ในส่วนอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยไว้ด้วย ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ก็ไม่มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในส่วนนี้ได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวจึงไม่ชอบและถือว่าปัญหานี้ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 การที่จำเลยฎีกาปัญหานี้ขึ้นมาจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใส่ชื่อโจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 65234 ตำบลต้นเปา อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยดำเนินการแบ่งทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันตามฟ้องให้แก่โจทก์ตามสิทธิตามส่วน หากไม่สามารถดำเนินการได้ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากจำเลยไม่สามารถดำเนินการตามคำขอดังกล่าวได้ ให้นำทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันออกขายทอดตลาด นำเงินมาแบ่งกันตามส่วนที่เท่ากัน หากไม่สามารถดำเนินการได้ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 65234 ตำบลต้นเปา อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ 16 ตารางวา หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยแบ่งรถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน ผค 382 เชียงใหม่ เงินจำนวน 68,031.13 บาท ทองรูปพรรณหนัก 20 บาท ราคา 250,000 บาท แหวนเพชร 1 วง ราคา 25,000 บาท แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง หากไม่สามารถจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ถือกรรมสิทธิ์หรือไม่สามารถแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้ ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันคนละครึ่ง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ถือว่าไม่ติดใจสืบพยานจำเลย ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานจำเลยต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นนัดไกล่เกลี่ยหรือสืบพยานโจทก์และจำเลยในวันที่ 1 สิงหาคม 2556 โดยกำชับให้คู่ความทั้งสองฝ่ายมาศาลในวันนัด หากไม่สามารถเจรจาตกลงกันได้ให้เตรียมพยานมาพร้อมสืบ มิฉะนั้นถือว่าไม่ติดใจสืบพยาน เมื่อถึงวันนัดจำเลยและทนายจำเลยไม่มาศาล โดยทนายจำเลยมอบฉันทะให้ผู้รับมอบฉันทะยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างเหตุว่า ทนายจำเลยมีอาการปวดหัวและมึนงงอย่างรุนแรงเนื่องจากป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง และจำเลยเพิ่งคลอดบุตรโดยวิธีผ่าท้อง แพทย์ให้พักรักษาตัว 90 วัน จึงไม่สามารถมาศาลได้ โดยจำเลยอ้างใบรับรองแพทย์ที่ออกให้เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2556 ส่วนทนายจำเลยอ้างใบนัดหมายของแพทย์ที่ออกให้เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2556 และแพทย์นัดพบวันที่ 4 กันยายน 2556 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและให้โจทก์นำพยานเข้าสืบ หลังจากสืบพยานโจทก์ทั้งสามปากเสร็จในเวลา 11.30 นาฬิกา ทนายจำเลยมาแถลงต่อศาลยืนยันว่ามีอาการป่วยจริง ศาลชั้นต้นสอบถามจำเลยแล้วไม่มีพยานมาศาล จึงมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยโดยถือว่าไม่ติดใจสืบพยานจำเลย และให้นัดฟังคำพิพากษาวันที่ 19 กันยายน 2556 ซึ่งคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและงดสืบพยานจำเลยของศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จำเลยจะอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้จะต้องโต้แย้งคำสั่งนั้นไว้ และต้องอุทธรณ์คำสั่งภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 วรรคหนึ่ง แต่จำเลยมิได้โต้แย้งคำสั่งระหว่างพิจารณานั้น จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับอุทธรณ์ในส่วนอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยไว้ด้วย ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ก็ไม่มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในส่วนนี้ได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวจึงไม่ชอบและถือว่าปัญหานี้ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 การที่จำเลยฎีกาปัญหานี้ขึ้นมาจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเนื่องจากจำเลยอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาพร้อมกับอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยังมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นที่จำเลยโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น เพื่อให้คดีเป็นไปตามลำดับชั้นศาล ทั้งผลการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 5 อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิฎีกาของคู่ความ ประกอบกับคดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ แต่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ซึ่งไม่ถูกต้อง และต้องให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้ถูกต้องก่อน จึงสมควรย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นที่ยังไม่ได้วินิจฉัยต่อไป พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยกอุทธรณ์ของจำเลยในส่วนอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น และยกฎีกาของจำเลย ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ (วัชรินทร์ สุขเกื้อ-วิชัย เอื้ออังคณากุล-นิติ เอื้อจรัสพันธุ์) ศาลจังหวัดเชียงใหม่ - นายยิ่งยศ ตันอรชร ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นางสาววรรณดี วิไลรัตน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.3681/2557 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ3/2556 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ1349/2556 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
590248
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดเชียงใหม่",
        "judge": "นายยิ่งยศ ตันอรชร"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 5",
        "judge": "นางสาววรรณดี วิไลรัตน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081968296"
    }
}
date
2558
deka_no
12434/2558
deka_running_no
12434
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "วัชรินทร์ สุขเกื้อ",
    "วิชัย เอื้ออังคณากุล",
    "นิติ เอื้อจรัสพันธุ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 226 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 249 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายสมพงษ์ ฐิติโชติ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวศศิประภา ดวงสุรินทร์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใส่ชื่อโจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 65234 ตำบลต้นเปา อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยดำเนินการแบ่งทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันตามฟ้องให้แก่โจทก์ตามสิทธิตามส่วน หากไม่สามารถดำเนินการได้ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากจำเลยไม่สามารถดำเนินการตามคำขอดังกล่าวได้ ให้นำทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันออกขายทอดตลาด นำเงินมาแบ่งกันตามส่วนที่เท่ากัน หากไม่สามารถดำเนินการได้ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 65234 ตำบลต้นเปา อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ 16 ตารางวา หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยแบ่งรถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน ผค 382 เชียงใหม่ เงินจำนวน 68,031.13 บาท ทองรูปพรรณหนัก 20 บาท ราคา 250,000 บาท แหวนเพชร 1 วง ราคา 25,000 บาท แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง หากไม่สามารถจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ถือกรรมสิทธิ์หรือไม่สามารถแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้ ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันคนละครึ่ง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ถือว่าไม่ติดใจสืบพยานจำเลย ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานจำเลยต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นนัดไกล่เกลี่ยหรือสืบพยานโจทก์และจำเลยในวันที่ 1 สิงหาคม 2556 โดยกำชับให้คู่ความทั้งสองฝ่ายมาศาลในวันนัด หากไม่สามารถเจรจาตกลงกันได้ให้เตรียมพยานมาพร้อมสืบ มิฉะนั้นถือว่าไม่ติดใจสืบพยาน เมื่อถึงวันนัดจำเลยและทนายจำเลยไม่มาศาล โดยทนายจำเลยมอบฉันทะให้ผู้รับมอบฉันทะยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างเหตุว่า ทนายจำเลยมีอาการปวดหัวและมึนงงอย่างรุนแรงเนื่องจากป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง และจำเลยเพิ่งคลอดบุตรโดยวิธีผ่าท้อง แพทย์ให้พักรักษาตัว 90 วัน จึงไม่สามารถมาศาลได้ โดยจำเลยอ้างใบรับรองแพทย์ที่ออกให้เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2556 ส่วนทนายจำเลยอ้างใบนัดหมายของแพทย์ที่ออกให้เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2556 และแพทย์นัดพบวันที่ 4 กันยายน 2556 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและให้โจทก์นำพยานเข้าสืบ หลังจากสืบพยานโจทก์ทั้งสามปากเสร็จในเวลา 11.30 นาฬิกา ทนายจำเลยมาแถลงต่อศาลยืนยันว่ามีอาการป่วยจริง ศาลชั้นต้นสอบถามจำเลยแล้วไม่มีพยานมาศาล จึงมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยโดยถือว่าไม่ติดใจสืบพยานจำเลย และให้นัดฟังคำพิพากษาวันที่ 19 กันยายน 2556 ซึ่งคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและงดสืบพยานจำเลยของศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จำเลยจะอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้จะต้องโต้แย้งคำสั่งนั้นไว้ และต้องอุทธรณ์คำสั่งภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 วรรคหนึ่ง แต่จำเลยมิได้โต้แย้งคำสั่งระหว่างพิจารณานั้น จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับอุทธรณ์ในส่วนอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยไว้ด้วย ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ก็ไม่มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในส่วนนี้ได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวจึงไม่ชอบและถือว่าปัญหานี้ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 การที่จำเลยฎีกาปัญหานี้ขึ้นมาจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเนื่องจากจำเลยอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาพร้อมกับอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยังมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นที่จำเลยโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น เพื่อให้คดีเป็นไปตามลำดับชั้นศาล ทั้งผลการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 5 อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิฎีกาของคู่ความ ประกอบกับคดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ แต่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ซึ่งไม่ถูกต้อง และต้องให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้ถูกต้องก่อน จึงสมควรย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นที่ยังไม่ได้วินิจฉัยต่อไป

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยกอุทธรณ์ของจำเลยในส่วนอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น และยกฎีกาของจำเลย ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ3/2556
primary_red_case_no
พ1349/2556
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000256.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.3681/2557
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558