คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1324/2558 ฉบับเต็ม

#590271
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1324/2558 บริษัทดูปองท์เพอร์ฟอร์แมนซ์ โคทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด โจทก์ บริษัทดูปองท์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ร้อง ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศักดิ์สุธา (2000) กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 57 (2), มาตรา 142 (5), มาตรา 246, มาตรา 247 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ระหว่างที่คดีอยู่ระหว่างสืบพยานโจทก์ ตามทางไต่สวนได้ความว่า โจทก์ได้โอนขายกิจการ ทรัพย์สินทางธุรกิจทั้งหมดให้แก่ผู้ร้อง ซึ่งรวมทั้งหนี้ที่ค้างชำระที่จำเลยในคดีนี้มีต่อโจทก์ทั้งหมดด้วย โดยผู้ร้องได้มีหนังสือบอกกล่าวการโอนไปยังจำเลยทั้งสามแล้ว แม้กรณีของผู้ร้องจะไม่ต้องด้วย พ.ร.ก.ปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 หรือกฎหมายอื่นใดทำนองเดียวกันที่กำหนดให้ ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความเดิมได้ ดังที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตมาก็ดี แต่การที่ผู้ร้องรับโอนกิจการ ทรัพย์สินทางธุรกิจทั้งหมดจากโจทก์ ซึ่งรวมทั้งหนี้ที่ค้างชำระที่จำเลยในคดีนี้มีต่อโจทก์ทั้งหมดด้วยนั้น ถือได้ว่าเป็นการโอนสิทธิเรียกร้องทำให้ผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีและถือว่าโจทก์ยินยอมให้ผู้ร้องเข้าแทนที่โจทก์แล้ว จึงชอบที่จะอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าแทนที่โจทก์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (2) ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ 246, 247 ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระเงิน จำนวน 1,056,492.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 917,714.95 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น บริษัทดูปองท์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน จำนวน 917,714.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 28 มกราคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาทนอกจากที่แก้คงให้เป็นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องร่วมกันชำระราคาค่าสินค้าให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว แม้โจทก์จะไม่มีพนักงานผู้ส่งสินค้าให้แก่จำเลยที่ 1 มาเบิกความสนับสนุนใบส่งของ ดังฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ตาม แต่ตามใบส่งของ นอกจากจะมีการระบุชื่อและที่อยู่ของจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับสินค้าแล้ว จำเลยที่ 2 ยังเบิกความรับว่า ตามใบส่งของ มีทั้งจำเลยที่ 3 นางปฏิญญา และนายสุเมธ เป็นผู้ลงลายมือชื่อรับสินค้า โดยบุคคลทั้งสามเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 ที่อยู่ของจำเลยที่ 1 ตามใบส่งของ ก็เป็นสถานที่ทำงานของจำเลยที่ 1 ในเวลานั้น ทั้งจำเลยที่ 2 เบิกความอีกว่า จำเลยที่ 2 เคยติดต่อซื้อขายสินค้าประเภทสีกับนายสุชาติ ไม่ปรากฏนามสกุล หลายครั้งและเคยสั่งจ่ายเช็คชำระค่าสินค้าให้นายสุชาติ ซึ่งตรงกับข้อนำสืบของโจทก์ว่า เดิมนายสุชาติ เป็นพนักงานขายของโจทก์ที่ติดต่อกับจำเลยที่ 1 ก่อนที่จะมีนายอภิรักษ์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ มาทำหน้าที่แทน ยิ่งไปกว่านั้น จำเลยที่ 3 ยังเบิกความด้วยว่า การสั่งซื้อสินค้าคดีนี้ที่ตนกับพนักงานคนอื่นลงลายมือชื่อรับสินค้า ตามใบส่งของ เป็นการสั่งซื้อสินค้าของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 มอบหมายให้จำเลยที่ 3 สามารถสั่งซื้อสินค้าได้ ฉะนั้น แม้จำเลยที่ 3 จะไม่ได้เป็นผู้แทนของจำเลยที่ 1 หากแต่มีจำเลยที่ 2 หุ้นส่วนผู้จัดการ เป็นผู้แทนก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าแทนตามที่ได้รับมอบหมายภายในขอบวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 เช่นนี้ย่อมมีผลผูกพันจำเลยที่ 1 ซึ่งเท่ากับจำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งสินค้าจากโจทก์ตามใบส่งของ ตรงตามที่โจทก์กล่าวมาในฟ้องนั่นเอง โดยไม่จำต้องบรรยายว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้สั่งซื้อในนามของจำเลยที่ 1 ดังฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่อย่างใด ส่วนข้อที่จำเลยที่ 3 แอบอ้างสั่งสินค้าในนามของจำเลยที่ 1 ดังฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น ก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องไปว่ากล่าวกับจำเลยที่ 3 ต่างหากเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่เกี่ยวกับคดีนี้ คดีฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องร่วมกันชำระราคาค่าสินค้าให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ตามที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ระหว่างที่คดีอยู่ระหว่างพิจารณาสืบพยานโจทก์ ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ได้นั้น ตามทางไต่สวนได้ความว่า โจทก์ได้โอนขายกิจการ ทรัพย์สินทางธุรกิจทั้งหมดให้แก่ผู้ร้อง ซึ่งรวมทั้งหนี้ที่ค้างชำระที่จำเลยในคดีนี้มีต่อโจทก์ทั้งหมดด้วย โดยผู้ร้องได้มีหนังสือบอกกล่าวการโอนไปยังจำเลยทั้งสามแล้ว แต่กรณีของผู้ร้องไม่ต้องด้วยพระราชกำหนดปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 พระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 หรือกฎหมายอื่นใดทำนองเดียวกัน ที่กำหนดให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความเดิมได้ ดังที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตมา อย่างไรก็ดี การที่ผู้ร้องรับโอนกิจการ ทรัพย์สินทางธุรกิจทั้งหมดจากโจทก์ ซึ่งรวมทั้งหนี้ที่ค้างชำระที่จำเลยในคดีนี้มีต่อโจทก์ทั้งหมดด้วยนั้น ถือได้ว่าเป็นการโอนสิทธิเรียกร้องทำให้ผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีและถือว่าโจทก์ยินยอมให้ผู้ร้องเข้าแทนที่โจทก์แล้ว จึงชอบที่จะอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าแทนที่โจทก์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 247 พิพากษายืน สำหรับคำร้องที่ผู้ร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์นั้น อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าแทนที่โจทก์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์ 5,000 บาท (สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์-สุทธิโชค เทพไตรรัตน์-สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์) ศาลแพ่ง - นายอร่ามศักดิ์ ไทพาณิชย์ ศาลอุทธรณ์ - นายวาส ลักษณ์เลิศกุล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.2107/2553 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ783/2546 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ2443/2548 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
590271
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นายอร่ามศักดิ์ ไทพาณิชย์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายวาส ลักษณ์เลิศกุล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081973536"
    }
}
date
2558
deka_no
1324/2558
deka_running_no
1324
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์",
    "สุทธิโชค เทพไตรรัตน์",
    "สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 57 (2)",
            "ม. 142 (5)",
            "ม. 246",
            "ม. 247"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "บริษัทดูปองท์เพอร์ฟอร์แมนซ์ โคทติ้งส์"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "(ประเทศไทย) จำกัด"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "บริษัทดูปองท์ (ประเทศไทย) จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศักดิ์สุธา (2000) กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระเงิน จำนวน 1,056,492.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 917,714.95 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น บริษัทดูปองท์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน จำนวน 917,714.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 28 มกราคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาทนอกจากที่แก้คงให้เป็นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องร่วมกันชำระราคาค่าสินค้าให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว แม้โจทก์จะไม่มีพนักงานผู้ส่งสินค้าให้แก่จำเลยที่ 1 มาเบิกความสนับสนุนใบส่งของ ดังฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ตาม แต่ตามใบส่งของ นอกจากจะมีการระบุชื่อและที่อยู่ของจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับสินค้าแล้ว จำเลยที่ 2 ยังเบิกความรับว่า ตามใบส่งของ มีทั้งจำเลยที่ 3 นางปฏิญญา และนายสุเมธ เป็นผู้ลงลายมือชื่อรับสินค้า โดยบุคคลทั้งสามเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 ที่อยู่ของจำเลยที่ 1 ตามใบส่งของ ก็เป็นสถานที่ทำงานของจำเลยที่ 1 ในเวลานั้น ทั้งจำเลยที่ 2 เบิกความอีกว่า จำเลยที่ 2 เคยติดต่อซื้อขายสินค้าประเภทสีกับนายสุชาติ ไม่ปรากฏนามสกุล หลายครั้งและเคยสั่งจ่ายเช็คชำระค่าสินค้าให้นายสุชาติ ซึ่งตรงกับข้อนำสืบของโจทก์ว่า เดิมนายสุชาติ เป็นพนักงานขายของโจทก์ที่ติดต่อกับจำเลยที่ 1 ก่อนที่จะมีนายอภิรักษ์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ มาทำหน้าที่แทน ยิ่งไปกว่านั้น จำเลยที่ 3 ยังเบิกความด้วยว่า การสั่งซื้อสินค้าคดีนี้ที่ตนกับพนักงานคนอื่นลงลายมือชื่อรับสินค้า ตามใบส่งของ เป็นการสั่งซื้อสินค้าของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 มอบหมายให้จำเลยที่ 3 สามารถสั่งซื้อสินค้าได้ ฉะนั้น แม้จำเลยที่ 3 จะไม่ได้เป็นผู้แทนของจำเลยที่ 1 หากแต่มีจำเลยที่ 2 หุ้นส่วนผู้จัดการ เป็นผู้แทนก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าแทนตามที่ได้รับมอบหมายภายในขอบวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 เช่นนี้ย่อมมีผลผูกพันจำเลยที่ 1 ซึ่งเท่ากับจำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งสินค้าจากโจทก์ตามใบส่งของ ตรงตามที่โจทก์กล่าวมาในฟ้องนั่นเอง โดยไม่จำต้องบรรยายว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้สั่งซื้อในนามของจำเลยที่ 1 ดังฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่อย่างใด ส่วนข้อที่จำเลยที่ 3 แอบอ้างสั่งสินค้าในนามของจำเลยที่ 1 ดังฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น ก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องไปว่ากล่าวกับจำเลยที่ 3 ต่างหากเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่เกี่ยวกับคดีนี้ คดีฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องร่วมกันชำระราคาค่าสินค้าให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ตามที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ระหว่างที่คดีอยู่ระหว่างพิจารณาสืบพยานโจทก์ ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ได้นั้น ตามทางไต่สวนได้ความว่า โจทก์ได้โอนขายกิจการ ทรัพย์สินทางธุรกิจทั้งหมดให้แก่ผู้ร้อง ซึ่งรวมทั้งหนี้ที่ค้างชำระที่จำเลยในคดีนี้มีต่อโจทก์ทั้งหมดด้วย โดยผู้ร้องได้มีหนังสือบอกกล่าวการโอนไปยังจำเลยทั้งสามแล้ว แต่กรณีของผู้ร้องไม่ต้องด้วยพระราชกำหนดปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 พระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 หรือกฎหมายอื่นใดทำนองเดียวกัน ที่กำหนดให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความเดิมได้ ดังที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตมา อย่างไรก็ดี การที่ผู้ร้องรับโอนกิจการ ทรัพย์สินทางธุรกิจทั้งหมดจากโจทก์ ซึ่งรวมทั้งหนี้ที่ค้างชำระที่จำเลยในคดีนี้มีต่อโจทก์ทั้งหมดด้วยนั้น ถือได้ว่าเป็นการโอนสิทธิเรียกร้องทำให้ผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีและถือว่าโจทก์ยินยอมให้ผู้ร้องเข้าแทนที่โจทก์แล้ว จึงชอบที่จะอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าแทนที่โจทก์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 247

พิพากษายืน สำหรับคำร้องที่ผู้ร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์นั้น อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าแทนที่โจทก์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์ 5,000 บาท
opensearch_id
primary_black_case_no
พ783/2546
primary_red_case_no
พ2443/2548
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000302.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.2107/2553
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558