คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10082/2558 ฉบับเต็ม

#590846
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10082/2558 นายศรชัย คำเรือน โดยนางหนูลม แสนด้วง ผู้แทนโดยชอบธรรม กับพวก โจทก์ บริษัทไทยพัฒนาประกันภัย จำกัด จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 887 แม้ว่าขณะ ส. เสียชีวิต ส. ไม่ได้อยู่ในเรือโดยสารหรือขณะกำลังขึ้นหรือลงเรือโดยสารโดยตรงเสียทีเดียว แต่เป็นการเสียชีวิตขณะที่ ส. นำเรือโดยสารไปเก็บหลังจากส่งผู้โดยสารเรียบร้อยจึงอยู่ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานประจำเรือ ซึ่งกรมธรรม์ประกันภัยได้ขยายความคุ้มครองพนักงานประจำเรือ กรณีประสบอุบัติเหตุดังกล่าวด้วย ตามตารางกรมธรรม์ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 โจทก์ที่ 2 ถึงแก่ความตาย นางสาวดาริน ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ที่ 2 ผู้มรณะ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งอนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 พฤษภาคม 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 4,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีนี้จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันไม่เกินห้าหมื่นบาท ต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง จึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นรับฟังมา ซึ่งศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ที่ 1 เป็นบุตรผู้เยาว์ของนายสมพร กับนางหนูลม โจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของเรือโดยสารรับจ้างชื่อเรือดารินนาวา นายสมพรเป็นพนักงานประจำเรือดังกล่าว มีหน้าที่ขับเรือและดูแลเรือ โจทก์ที่ 2 ทำสัญญาประกันภัยไว้ต่อจำเลย ตามกรมธรรม์ประกันภัยมีข้อตกลงคุ้มครองความสูญเสียหรือความเสียหายอันเกิดจากความบาดเจ็บทางร่างกายของผู้ได้รับความคุ้มครองโดยอุบัติเหตุอันเนื่องจากการใช้บริการเรือโดยสารรับจ้าง และผู้ที่กำลังขึ้นหรือลงเรือโดยสารรับจ้างที่ระบุไว้ในตารางกรมธรรม์ มีข้อยกเว้นตามข้อ 2 ค. ว่าการประกันภัยไม่คุ้มครองความสูญเสียหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นในขณะที่บุคคลใด ๆ ที่อยู่บนท่าเทียบเรือ เว้นแต่ผู้โดยสารเรือที่กำลังขึ้นหรือลงเรือโดยสารรับจ้างที่ระบุในตารางกรมธรรม์ ซึ่งตามตารางกรมธรรม์ระบุว่าผู้ได้รับความคุ้มครองคือผู้โดยสาร 15 คน กรณีเสียชีวิต 50,000 บาท ต่อคน และมีการตกลงขยายความคุ้มครองพนักงานประจำเรือที่มีหน้าที่ทำการประจำเรือ 2 คน ให้ความคุ้มครองกรณีพนักงานประจำเรือประสบอุบัติเหตุและเสียชีวิต 50,000 บาทต่อคน ตามตารางกรมธรรม์ ระหว่างที่อยู่ในระยะเวลาประกันภัย แต่เป็นเวลาที่เรือดังกล่าวเสร็จสิ้นการรับส่งผู้โดยสารแล้ว ขณะนายสมพรแก้เชือกที่ผูกเรือกับเสาเพื่อนำเรือออกจากท่าเรือไปเก็บยังสถานที่เก็บซึ่งอยู่ใกล้เคียงกันแต่เชือกหลุดมือ เรือจึงลอยออกจากท่าเรือ นายสมพรจึงกระโดดลงไปในน้ำแล้วว่ายน้ำตามเรือไปแต่ไม่ทันจึงจมน้ำเสียชีวิต ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าการเสียชีวิตของนายสมพรไม่ได้เกิดขึ้นขณะนายสมพรอยู่ในเรือโดยสารหรือขณะนายสมพรกำลังขึ้นหรือลงจากเรือ จึงไม่อาจอยู่ในความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัย พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า กรมธรรม์ประกันภัยให้ความคุ้มครองพนักงานประจำเรือประสบอุบัติเหตุ เป็นการคุ้มครองตลอดระยะเวลาการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานประจำเรือตั้งแต่การนำเรือไปรับผู้โดยสารและการนำเรือไปเก็บหลังจากส่งผู้โดยสารเรียบร้อยแล้ว จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 ผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย มีปัญหาข้อกฎหมายวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 หรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า ขณะนายสมพรเสียชีวิตไม่ได้เกิดขึ้นขณะนายสมพรอยู่ในเรือโดยสารหรือขณะนายสมพรกำลังขึ้นหรือลงเรือโดยสาร จึงไม่อยู่ในความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยนั้น เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นรับฟังมาดังกล่าว แม้ว่าขณะนายสมพรเสียชีวิต นายสมพรไม่ได้อยู่ในเรือโดยสารหรือขณะกำลังขึ้นหรือลงเรือโดยสารโดยตรงเสียทีเดียว แต่เป็นการเสียชีวิตขณะที่นายสมพรนำเรือโดยสารไปเก็บหลังจากส่งผู้โดยสารเรียบร้อยแล้ว จึงอยู่ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานประจำเรือ ซึ่งกรมธรรม์ประกันภัยได้ขยายความคุ้มครองพนักงานประจำเรือกรณีประสบอุบัติเหตุดังกล่าวด้วยตามตารางกรมธรรม์ แผ่นที่ 2 ข้อ 3 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยมา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ประทีป ดุลพินิจธรรมา-วิรุฬห์ แสงเทียน-ปกรณ์ มหรรณพ) ศาลจังหวัดนครพนม - นายศุภกิจ แย้มประชา ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายสุทิน ปัทมราชวิเชียร แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก พาณิชย์และเศรษฐกิจ หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พณ.181/2554 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ753/2549 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ2557/2549 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
590846
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนครพนม",
        "judge": "นายศุภกิจ แย้มประชา"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายสุทิน ปัทมราชวิเชียร"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081969323"
    }
}
date
2558
deka_no
10082/2558
deka_running_no
10082
deka_year
2558
department
พาณิชย์และเศรษฐกิจ
judges
[
    "ประทีป ดุลพินิจธรรมา",
    "วิรุฬห์ แสงเทียน",
    "ปกรณ์ มหรรณพ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 887"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "นายศรชัย คำเรือน โดยนางหนูลม แสนด้วง"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ผู้แทนโดยชอบธรรม กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทไทยพัฒนาประกันภัย จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 โจทก์ที่ 2 ถึงแก่ความตาย นางสาวดาริน ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ที่ 2 ผู้มรณะ

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 พฤษภาคม 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 4,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีนี้จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันไม่เกินห้าหมื่นบาท ต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง จึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นรับฟังมา ซึ่งศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ที่ 1 เป็นบุตรผู้เยาว์ของนายสมพร กับนางหนูลม โจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของเรือโดยสารรับจ้างชื่อเรือดารินนาวา นายสมพรเป็นพนักงานประจำเรือดังกล่าว มีหน้าที่ขับเรือและดูแลเรือ โจทก์ที่ 2 ทำสัญญาประกันภัยไว้ต่อจำเลย ตามกรมธรรม์ประกันภัยมีข้อตกลงคุ้มครองความสูญเสียหรือความเสียหายอันเกิดจากความบาดเจ็บทางร่างกายของผู้ได้รับความคุ้มครองโดยอุบัติเหตุอันเนื่องจากการใช้บริการเรือโดยสารรับจ้าง และผู้ที่กำลังขึ้นหรือลงเรือโดยสารรับจ้างที่ระบุไว้ในตารางกรมธรรม์ มีข้อยกเว้นตามข้อ 2 ค. ว่าการประกันภัยไม่คุ้มครองความสูญเสียหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นในขณะที่บุคคลใด ๆ ที่อยู่บนท่าเทียบเรือ เว้นแต่ผู้โดยสารเรือที่กำลังขึ้นหรือลงเรือโดยสารรับจ้างที่ระบุในตารางกรมธรรม์ ซึ่งตามตารางกรมธรรม์ระบุว่าผู้ได้รับความคุ้มครองคือผู้โดยสาร 15 คน กรณีเสียชีวิต 50,000 บาท ต่อคน และมีการตกลงขยายความคุ้มครองพนักงานประจำเรือที่มีหน้าที่ทำการประจำเรือ 2 คน ให้ความคุ้มครองกรณีพนักงานประจำเรือประสบอุบัติเหตุและเสียชีวิต 50,000 บาทต่อคน ตามตารางกรมธรรม์ ระหว่างที่อยู่ในระยะเวลาประกันภัย แต่เป็นเวลาที่เรือดังกล่าวเสร็จสิ้นการรับส่งผู้โดยสารแล้ว ขณะนายสมพรแก้เชือกที่ผูกเรือกับเสาเพื่อนำเรือออกจากท่าเรือไปเก็บยังสถานที่เก็บซึ่งอยู่ใกล้เคียงกันแต่เชือกหลุดมือ เรือจึงลอยออกจากท่าเรือ นายสมพรจึงกระโดดลงไปในน้ำแล้วว่ายน้ำตามเรือไปแต่ไม่ทันจึงจมน้ำเสียชีวิต ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าการเสียชีวิตของนายสมพรไม่ได้เกิดขึ้นขณะนายสมพรอยู่ในเรือโดยสารหรือขณะนายสมพรกำลังขึ้นหรือลงจากเรือ จึงไม่อาจอยู่ในความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัย พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า กรมธรรม์ประกันภัยให้ความคุ้มครองพนักงานประจำเรือประสบอุบัติเหตุ เป็นการคุ้มครองตลอดระยะเวลาการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานประจำเรือตั้งแต่การนำเรือไปรับผู้โดยสารและการนำเรือไปเก็บหลังจากส่งผู้โดยสารเรียบร้อยแล้ว จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 ผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย

มีปัญหาข้อกฎหมายวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 หรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า ขณะนายสมพรเสียชีวิตไม่ได้เกิดขึ้นขณะนายสมพรอยู่ในเรือโดยสารหรือขณะนายสมพรกำลังขึ้นหรือลงเรือโดยสาร จึงไม่อยู่ในความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยนั้น เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นรับฟังมาดังกล่าว แม้ว่าขณะนายสมพรเสียชีวิต นายสมพรไม่ได้อยู่ในเรือโดยสารหรือขณะกำลังขึ้นหรือลงเรือโดยสารโดยตรงเสียทีเดียว แต่เป็นการเสียชีวิตขณะที่นายสมพรนำเรือโดยสารไปเก็บหลังจากส่งผู้โดยสารเรียบร้อยแล้ว จึงอยู่ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานประจำเรือ ซึ่งกรมธรรม์ประกันภัยได้ขยายความคุ้มครองพนักงานประจำเรือกรณีประสบอุบัติเหตุดังกล่าวด้วยตามตารางกรมธรรม์ แผ่นที่ 2 ข้อ 3 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยมา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ753/2549
primary_red_case_no
พ2557/2549
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000265.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พณ.181/2554
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558