คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9487/2558 ฉบับเต็ม

#590848
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9487/2558 บริษัทโตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด โจทก์ นายสัญญา ขำจีน กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 374 พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 27, มาตรา 91, มาตรา 107 การยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายเป็นเพียงการปฏิบัติตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 27, 91 เพื่อเป็นการรักษาสิทธิเรียกร้องตามสัญญาประกันภัยไว้เท่านั้น และเป็นการไม่แน่นอนว่าจะได้รับชำระหนี้เพราะคำขออาจถูกยกหรืออนุญาตทั้งหมดหรือแต่บางส่วนก็ได้ตาม มาตรา 107 การถือเอาประโยชน์ของโจทก์ตามสัญญาประกันภัยด้วยการยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายจึงมิใช่เป็นกรณีที่โจทก์ได้รับชดใช้ค่าเสียหายตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว เมื่อโจทก์ยังไม่ได้รับชดใช้ค่าเสียหาย โจทก์จึงชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อได้ไม่เป็นการซ้ำซ้อนกัน ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้ราคา 345,312 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 35,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับค่าเสียหายเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือชดใช้ราคาแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 345,312 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2550 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดจำนวนเงิน 260,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2551) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ด้วย เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2549 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน บฉ 723 พัทลุง ไปจากโจทก์ในราคา 470,880 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อรวม 60 งวด งวดละ 7,334.58 บาท ต่อเดือน (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 10 เมษายน 2549 และงวดถัดไปวันที่ 10 ของทุกเดือนจนกว่าจะครบ หากผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อสามงวดติดต่อกัน โจทก์แจ้งให้ชำระหนี้ภายใน 30 วัน แล้วจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ถือว่าสัญญาสิ้นสุดลงทันที ทั้งมีข้อตกลงให้ผู้เช่าซื้อเอาประกันภัยรถยนต์ประเภทที่ 1 ครอบคลุมภัยทุกชนิด โดยผู้เช่าซื้อเป็นผู้ชำระค่าเบี้ยประกันภัยและระบุให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์และเป็นผู้เก็บรักษากรมธรรม์ประกันภัยตามสัญญาเช่าซื้อ จำเลยที่ 1 เอาประกันภัยรถยนต์ที่เช่าซื้อไว้กับจำเลยที่ 2 มีผลคุ้มครองระหว่างวันที่ 10 มีนาคม 2550 ถึงวันที่ 10 มีนาคม 2551 ตามสำเนากรมธรรม์ประกันภัย เนื่องจากต้นฉบับเอกสารดังกล่าวหายไป โจทก์จึงแจ้งความไว้ตามรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหาย หลังจากทำสัญญาจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อเพียง 16 งวด เป็นเงิน 125,568 บาท ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 17 ประจำวันที่ 10 สิงหาคม 2550 ติดต่อกันเกินสามงวด ยังคงค้างชำระค่าเช่าซื้ออีก 345,312 บาท ตามรายละเอียดการชำระค่าเช่าซื้อ โจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อตามหนังสือทวงถามและใบตอบรับ ต่อมาโจทก์ทราบว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อถูกเพลิงไหม้เสียหายทั้งคันโดยไม่ใช่ความผิดของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2550 ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์แล้วตามหนังสือและใบตอบรับ จำเลยที่ 2 เพิกเฉย ที่จำเลยที่ 1 ฎีกากล่าวอ้างว่า โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยและได้แสดงความประสงค์ขอรับเงินค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยแล้ว โจทก์จึงต้องเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ 2 มิใช่เรียกร้องเอาจากจำเลยที่ 1 ซึ่งจะเป็นการเรียกร้องซ้ำซ้อนนั้น เห็นว่า สัญญาประกันภัยระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เป็นสัญญาที่แยกต่างหากจากสัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 ทำขึ้นตามข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้ออันมีลักษณะเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 เพื่อเป็นค่าทดแทนความเสียหายให้แก่โจทก์อีกทางหนึ่งซึ่งโจทก์มีสิทธิเรียกร้องเพื่อให้ได้รับชดใช้ค่าเสียหายเต็มจำนวนจากข้อผูกพันตามสัญญาฉบับใดฉบับหนึ่งหรือทั้งสองฉบับก็ได้จนกว่าจะได้รับชดใช้ค่าเสียหายครบถ้วน แม้จะปรากฏว่าโจทก์ได้เข้าถือเอาประโยชน์จากสัญญาประกันภัยด้วยการเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามจำนวนที่เอาประกัน แต่ปรากฏข้อเท็จจริงตามราชกิจจานุเบกษา เล่ม 127 ตอนที่ 126 ง ฉบับลงวันที่ 17 สิงหาคม 2553 ว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาด เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2553 และตามราชกิจจานุเบกษา เล่ม 128 ตอนที่ 144 ง ฉบับลงวันที่ 29 กันยายน 2554 ว่า ศาลดังกล่าวมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ล้มละลาย เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2554 ดังนั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจจัดการเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จึงต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา 27 และมาตรา 91 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยได้ชำระเงินให้แก่โจทก์แล้วหรือไม่ก็ตาม แต่เนื่องจากจำเลยที่ 2 ถูกศาลล้มละลายกลางพิพากษาให้ล้มละลาย ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายหรือไม่ ซึ่งหากโจทก์ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้แล้ว การยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายก็เป็นเพียงการปฏิบัติตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ในสองมาตราดังกล่าวเพื่อเป็นการรักษาสิทธิเรียกร้องตามสัญญาประกันภัยไว้เท่านั้น และเป็นการไม่แน่นอนว่าจะได้รับชำระหนี้เพราะคำขออาจถูกยกหรืออนุญาตทั้งหมดหรือแต่บางส่วนก็ได้ตามมาตรา 107 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน ดังนั้น การถือเอาประโยชน์ของโจทก์ตามสัญญาประกันภัยด้วยการยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายจึงมิใช่เป็นกรณีที่โจทก์ได้รับชดใช้ค่าเสียหายตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว เมื่อโจทก์ยังไม่ได้รับชดใช้ค่าเสียหายแต่อย่างใด โจทก์จึงชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อได้ไม่เป็นการซ้ำซ้อนกันดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกาแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 จึงฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดชำระเงิน 56,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2551) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (พีรพล พิชยวัฒน์-วีระวัฒน์ ปวราจารย์-ประทีป ดุลพินิจธรรมา) ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นางนงนุช ตะวันพิทักษ์ ศาลอุทธรณ์ - นายประสิทธิ์ ตันติเสรี แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก พาณิชย์และเศรษฐกิจ หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พณ.359/2554 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ1654/2551 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ88/2552 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
590848
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งกรุงเทพใต้",
        "judge": "นางนงนุช ตะวันพิทักษ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายประสิทธิ์ ตันติเสรี"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081969773"
    }
}
date
2558
deka_no
9487/2558
deka_running_no
9487
deka_year
2558
department
พาณิชย์และเศรษฐกิจ
judges
[
    "พีรพล พิชยวัฒน์",
    "วีระวัฒน์ ปวราจารย์",
    "ประทีป ดุลพินิจธรรมา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 374"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "sections": [
            "ม. 27",
            "ม. 91",
            "ม. 107"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทโตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสัญญา ขำจีน กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้ราคา 345,312 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 35,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับค่าเสียหายเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือชดใช้ราคาแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 345,312 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2550 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดจำนวนเงิน 260,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2551) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ด้วย เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2549 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน บฉ 723 พัทลุง ไปจากโจทก์ในราคา 470,880 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อรวม 60 งวด งวดละ 7,334.58 บาท ต่อเดือน (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 10 เมษายน 2549 และงวดถัดไปวันที่ 10 ของทุกเดือนจนกว่าจะครบ หากผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อสามงวดติดต่อกัน โจทก์แจ้งให้ชำระหนี้ภายใน 30 วัน แล้วจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ถือว่าสัญญาสิ้นสุดลงทันที ทั้งมีข้อตกลงให้ผู้เช่าซื้อเอาประกันภัยรถยนต์ประเภทที่ 1 ครอบคลุมภัยทุกชนิด โดยผู้เช่าซื้อเป็นผู้ชำระค่าเบี้ยประกันภัยและระบุให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์และเป็นผู้เก็บรักษากรมธรรม์ประกันภัยตามสัญญาเช่าซื้อ จำเลยที่ 1 เอาประกันภัยรถยนต์ที่เช่าซื้อไว้กับจำเลยที่ 2 มีผลคุ้มครองระหว่างวันที่ 10 มีนาคม 2550 ถึงวันที่ 10 มีนาคม 2551 ตามสำเนากรมธรรม์ประกันภัย เนื่องจากต้นฉบับเอกสารดังกล่าวหายไป โจทก์จึงแจ้งความไว้ตามรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหาย หลังจากทำสัญญาจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อเพียง 16 งวด เป็นเงิน 125,568 บาท ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 17 ประจำวันที่ 10 สิงหาคม 2550 ติดต่อกันเกินสามงวด ยังคงค้างชำระค่าเช่าซื้ออีก 345,312 บาท ตามรายละเอียดการชำระค่าเช่าซื้อ โจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อตามหนังสือทวงถามและใบตอบรับ ต่อมาโจทก์ทราบว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อถูกเพลิงไหม้เสียหายทั้งคันโดยไม่ใช่ความผิดของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2550 ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์แล้วตามหนังสือและใบตอบรับ จำเลยที่ 2 เพิกเฉย

ที่จำเลยที่ 1 ฎีกากล่าวอ้างว่า โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยและได้แสดงความประสงค์ขอรับเงินค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยแล้ว โจทก์จึงต้องเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ 2 มิใช่เรียกร้องเอาจากจำเลยที่ 1 ซึ่งจะเป็นการเรียกร้องซ้ำซ้อนนั้น เห็นว่า สัญญาประกันภัยระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เป็นสัญญาที่แยกต่างหากจากสัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 ทำขึ้นตามข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้ออันมีลักษณะเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 เพื่อเป็นค่าทดแทนความเสียหายให้แก่โจทก์อีกทางหนึ่งซึ่งโจทก์มีสิทธิเรียกร้องเพื่อให้ได้รับชดใช้ค่าเสียหายเต็มจำนวนจากข้อผูกพันตามสัญญาฉบับใดฉบับหนึ่งหรือทั้งสองฉบับก็ได้จนกว่าจะได้รับชดใช้ค่าเสียหายครบถ้วน แม้จะปรากฏว่าโจทก์ได้เข้าถือเอาประโยชน์จากสัญญาประกันภัยด้วยการเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามจำนวนที่เอาประกัน แต่ปรากฏข้อเท็จจริงตามราชกิจจานุเบกษา เล่ม 127 ตอนที่ 126 ง ฉบับลงวันที่ 17 สิงหาคม 2553 ว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาด เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2553 และตามราชกิจจานุเบกษา เล่ม 128 ตอนที่ 144 ง ฉบับลงวันที่ 29 กันยายน 2554 ว่า ศาลดังกล่าวมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ล้มละลาย เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2554 ดังนั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจจัดการเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จึงต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา 27 และมาตรา 91 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยได้ชำระเงินให้แก่โจทก์แล้วหรือไม่ก็ตาม แต่เนื่องจากจำเลยที่ 2 ถูกศาลล้มละลายกลางพิพากษาให้ล้มละลาย ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายหรือไม่ ซึ่งหากโจทก์ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้แล้ว การยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายก็เป็นเพียงการปฏิบัติตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ในสองมาตราดังกล่าวเพื่อเป็นการรักษาสิทธิเรียกร้องตามสัญญาประกันภัยไว้เท่านั้น และเป็นการไม่แน่นอนว่าจะได้รับชำระหนี้เพราะคำขออาจถูกยกหรืออนุญาตทั้งหมดหรือแต่บางส่วนก็ได้ตามมาตรา 107 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน ดังนั้น การถือเอาประโยชน์ของโจทก์ตามสัญญาประกันภัยด้วยการยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายจึงมิใช่เป็นกรณีที่โจทก์ได้รับชดใช้ค่าเสียหายตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว เมื่อโจทก์ยังไม่ได้รับชดใช้ค่าเสียหายแต่อย่างใด โจทก์จึงชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อได้ไม่เป็นการซ้ำซ้อนกันดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกาแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 จึงฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดชำระเงิน 56,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2551) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ1654/2551
primary_red_case_no
พ88/2552
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000269.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พณ.359/2554
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558