คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13552/2558 ฉบับเต็ม

#590850
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13552/2558 นางเอมอร สอนนุชาติ โจทก์ พันตำรวจโท วีรพงศ์กฤชณ์ สอนสุชาติ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 55, มาตรา 138 ป.พ.พ. มาตรา 850, มาตรา 852, มาตรา 1516, มาตรา 1523, มาตรา 1526 บุคคลที่มีข้อพิพาทซึ่งอาจใช้สิทธิทางศาลต่อกัน อาจตกลงระงับข้อพิพาทดังกล่าวได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 ด้วยการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ อันมีผลทำให้หนี้เดิมระงับตามมาตรา 852 แล้วผูกพันกันตามที่ได้ตกลงกันไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว แต่บันทึกข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ในข้อที่ 1 ระบุว่า "ส่วนเรื่องหย่าและสินสมรสนั้นจะได้ตกลงกันในภายหลัง" แล้วตกลงกันเพียงว่า จำเลยที่ 1 จะส่งค่าเลี้ยงดูให้โจทก์เดือนละ 20,000 บาท ทั้งๆ ที่ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองเกิดจากจำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 2 จนมีบุตร ทั้งจำเลยทั้งสองอยู่กินด้วยกัน อันเป็นการยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาซึ่งมีผลให้โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 และการหย่ายังทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพจากจำเลยที่ 1 ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1526 นอกจากนี้การที่จำเลยทั้งสองมีความสัมพันธ์กันฉันชู้สาว ทำให้โจทก์เรียกค่าทดแทนได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 ข้อพิพาทที่ทำให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ทั้งสามประการมิได้มีการตกลงเพื่อระงับกันให้เสร็จไปแต่อย่างใด บันทึกข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงไม่เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ และตามพฤติการณ์ที่มีการระบุไว้ว่าจะมีการตกลงเรื่องหย่าและสินสมรสกันในภายหลังนั้นแสดงว่าโจทก์ไม่ได้ให้อภัยแก่จำเลยที่ 1 อันจะเป็นเหตุให้สิทธิฟ้องหย่า ระงับสิ้นไป การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเรียกร้องตามสิทธิที่โจทก์มีอยู่จึงชอบแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่อาจอ้างบันทึกข้อตกลงดังกล่าว มาเป็นข้อต่อสู้ได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าทดแทนแก่โจทก์ 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์เดือนละ 20,000 บาท จนกว่าจำเลยที่ 1 จะเกษียณอายุราชการ จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์เดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะสมรสใหม่ แต่ทั้งนี้ไม่เกินกว่าจำเลยที่ 1 เกษียณอายุราชการ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 สิงหาคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์เดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุดเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะสมรสใหม่ แต่ทั้งนี้ไม่เกินกว่าจำเลยที่ 1 เกษียณอายุราชการ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 250,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2523 โจทก์และจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสและอยู่กินกันแต่ไม่มีบุตรด้วยกัน ต่อมาในปี 2555 โจทก์ทราบว่าจำเลยทั้งสองมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวและมีบุตรด้วยกัน 1 คน ตามแบบรับรองทะเบียนคนเกิด โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงกันเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2555 ให้จำเลยที่ 1 ส่งค่าเลี้ยงดูให้โจทก์เดือนละ 20,000 บาท ทุกเดือนจนกว่าฝ่ายชายจะมีอายุครบ 60 ปี ระหว่างแยกกันอยู่ยังให้ถือว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยา ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงยอมให้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูตามกฎหมายได้ ปรากฏตามบันทึกข้อตกลง ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อแรกว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าและเรียกค่าทดแทนกับค่าเลี้ยงชีพได้หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ทำบันทึกข้อตกลงต่อกันไว้ เมื่อจำเลยที่ 1 ยังมิได้ผิดข้อตกลง โจทก์จึงยังไม่อาจฟ้องได้นั้น เมื่อโจทก์ฟ้องหย่าและเรียกค่าทดแทน ค่าเลี้ยงชีพจากจำเลยทั้งสองโดยอ้างสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ส่วนจำเลยที่ 1 อ้างว่าโจทก์ไม่อาจฟ้องได้เพราะมีบันทึกข้อตกลง กรณีจึงมีปัญหาพิจารณาว่า บันทึกข้อตกลงดังกล่าวมีผลทำให้สิทธิของโจทก์ที่มีตามกฎหมายดังกล่าวระงับหรือถูกลดทอนลงเพราะบันทึกข้อตกลงหรือไม่ เห็นว่า เมื่อบุคคลมีข้อพิพาทที่อาจใช้สิทธิทางศาลต่อกัน อาจตกลงระงับข้อพิพาทดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 ด้วยการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ อันจะทำให้มีผลตามมาตรา 852 คือระงับหนี้เดิม แล้วผูกพันกันตามสิทธิที่ได้แสดงไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวโดยมาตรา 850 บัญญัติว่า "อันว่าประนีประนอมยอมความนั้น คือสัญญาซึ่งผู้เป็นคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน" แต่บันทึกข้อตกลง หาได้มีข้อตกลงใดที่แสดงให้เห็นว่ามุ่งระงับข้อพิพาทที่มีอยู่ให้ระงับไม่ โดยในข้อตกลงข้อ 1 ระบุว่า "ส่วนเรื่องหย่าและสินสมรสนั้นจะได้ตกลงกันในภายหลัง" แล้วตกลงกันเพียงว่าจำเลยที่ 1 จะส่งค่าเลี้ยงดูให้โจทก์เดือนละ 20,000 บาท ทั้งที่ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองที่เกิดจากฝ่ายจำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 2 จนมีบุตรและจำเลยทั้งสองอยู่กินด้วยกัน อันเป็นการยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา ทำให้เกิดข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง โดยโจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ได้ตามมาตรา 1516 และการหย่ายังทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพจากจำเลยที่ 1 ได้ตามมาตรา 1526 นอกจากนี้การที่จำเลยทั้งสองมีความสัมพันธ์กันทางชู้สาว ทำให้โจทก์เรียกค่าทดแทนได้ตามมาตรา 1523 ข้อพิพาทที่ทำให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ทั้งสามประการมิได้มีการตกลงเพื่อระงับกันให้เสร็จไปแต่อย่างใดเพราะโจทก์กับจำเลยที่ 1 ระบุในบันทึกตกลงว่า "ส่วนเรื่องหย่าและสินสมรสนั้นจะได้ตกลงกันในภายหลัง" ทั้งเป็นการตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 โดยมิได้มีข้อความใดกล่าวถึงการระงับข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองในเรื่องค่าทดแทน ข้อความตามบันทึกข้อตกลง จึงยังไม่เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความและตามพฤติการณ์ที่มีการระบุไว้ว่าจะมีการตกลงเรื่องหย่าและสินสมรสกันในภายหลังนั้นยังแสดงว่าโจทก์ไม่ได้ให้อภัยจำเลยที่ 1 อันจะเป็นเหตุให้สิทธิฟ้องหย่าหมดไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1518 แต่อย่างใด สิทธิที่โจทก์มีอยู่หาระงับสิ้นไป การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเรียกร้องตามสิทธิที่โจทก์มีอยู่จึงชอบแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่อาจอ้างบันทึกตกลง มาเป็นข้อต่อสู้ได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ (นพพร โพธิรังสิยากร-พิศล พิรุณ-ชัยยุทธ ศรีจำนงค์) ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา - นายธงไชย จิรเดชพิทักษ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายวิชาญ พึ่งประสิทธิ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก เยาวชนและครอบครัว หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ยช.(พ)72/2558 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ96/2556 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ85/2557 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
590850
courts
[
    {
        "court": "ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา",
        "judge": "นายธงไชย จิรเดชพิทักษ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายวิชาญ พึ่งประสิทธิ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081967515"
    }
}
date
2558
deka_no
13552/2558
deka_running_no
13552
deka_year
2558
department
เยาวชนและครอบครัว
judges
[
    "นพพร โพธิรังสิยากร",
    "พิศล พิรุณ",
    "ชัยยุทธ ศรีจำนงค์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 55",
            "ม. 138"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 850",
            "ม. 852",
            "ม. 1516",
            "ม. 1523",
            "ม. 1526"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางเอมอร สอนนุชาติ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "พันตำรวจโท วีรพงศ์กฤชณ์ สอนสุชาติ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าทดแทนแก่โจทก์ 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์เดือนละ 20,000 บาท จนกว่าจำเลยที่ 1 จะเกษียณอายุราชการ

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์เดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะสมรสใหม่ แต่ทั้งนี้ไม่เกินกว่าจำเลยที่ 1 เกษียณอายุราชการ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 สิงหาคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์เดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุดเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะสมรสใหม่ แต่ทั้งนี้ไม่เกินกว่าจำเลยที่ 1 เกษียณอายุราชการ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 250,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2523 โจทก์และจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสและอยู่กินกันแต่ไม่มีบุตรด้วยกัน ต่อมาในปี 2555 โจทก์ทราบว่าจำเลยทั้งสองมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวและมีบุตรด้วยกัน 1 คน ตามแบบรับรองทะเบียนคนเกิด โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงกันเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2555 ให้จำเลยที่ 1 ส่งค่าเลี้ยงดูให้โจทก์เดือนละ 20,000 บาท ทุกเดือนจนกว่าฝ่ายชายจะมีอายุครบ 60 ปี ระหว่างแยกกันอยู่ยังให้ถือว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยา ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงยอมให้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูตามกฎหมายได้ ปรากฏตามบันทึกข้อตกลง ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อแรกว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าและเรียกค่าทดแทนกับค่าเลี้ยงชีพได้หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ทำบันทึกข้อตกลงต่อกันไว้ เมื่อจำเลยที่ 1 ยังมิได้ผิดข้อตกลง โจทก์จึงยังไม่อาจฟ้องได้นั้น เมื่อโจทก์ฟ้องหย่าและเรียกค่าทดแทน ค่าเลี้ยงชีพจากจำเลยทั้งสองโดยอ้างสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ส่วนจำเลยที่ 1 อ้างว่าโจทก์ไม่อาจฟ้องได้เพราะมีบันทึกข้อตกลง กรณีจึงมีปัญหาพิจารณาว่า บันทึกข้อตกลงดังกล่าวมีผลทำให้สิทธิของโจทก์ที่มีตามกฎหมายดังกล่าวระงับหรือถูกลดทอนลงเพราะบันทึกข้อตกลงหรือไม่ เห็นว่า เมื่อบุคคลมีข้อพิพาทที่อาจใช้สิทธิทางศาลต่อกัน อาจตกลงระงับข้อพิพาทดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 ด้วยการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ อันจะทำให้มีผลตามมาตรา 852 คือระงับหนี้เดิม แล้วผูกพันกันตามสิทธิที่ได้แสดงไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวโดยมาตรา 850 บัญญัติว่า "อันว่าประนีประนอมยอมความนั้น คือสัญญาซึ่งผู้เป็นคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน" แต่บันทึกข้อตกลง หาได้มีข้อตกลงใดที่แสดงให้เห็นว่ามุ่งระงับข้อพิพาทที่มีอยู่ให้ระงับไม่ โดยในข้อตกลงข้อ 1 ระบุว่า "ส่วนเรื่องหย่าและสินสมรสนั้นจะได้ตกลงกันในภายหลัง" แล้วตกลงกันเพียงว่าจำเลยที่ 1 จะส่งค่าเลี้ยงดูให้โจทก์เดือนละ 20,000 บาท ทั้งที่ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองที่เกิดจากฝ่ายจำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 2 จนมีบุตรและจำเลยทั้งสองอยู่กินด้วยกัน อันเป็นการยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา ทำให้เกิดข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง โดยโจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ได้ตามมาตรา 1516 และการหย่ายังทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพจากจำเลยที่ 1 ได้ตามมาตรา 1526 นอกจากนี้การที่จำเลยทั้งสองมีความสัมพันธ์กันทางชู้สาว ทำให้โจทก์เรียกค่าทดแทนได้ตามมาตรา 1523 ข้อพิพาทที่ทำให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ทั้งสามประการมิได้มีการตกลงเพื่อระงับกันให้เสร็จไปแต่อย่างใดเพราะโจทก์กับจำเลยที่ 1 ระบุในบันทึกตกลงว่า "ส่วนเรื่องหย่าและสินสมรสนั้นจะได้ตกลงกันในภายหลัง" ทั้งเป็นการตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 โดยมิได้มีข้อความใดกล่าวถึงการระงับข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองในเรื่องค่าทดแทน ข้อความตามบันทึกข้อตกลง จึงยังไม่เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความและตามพฤติการณ์ที่มีการระบุไว้ว่าจะมีการตกลงเรื่องหย่าและสินสมรสกันในภายหลังนั้นยังแสดงว่าโจทก์ไม่ได้ให้อภัยจำเลยที่ 1 อันจะเป็นเหตุให้สิทธิฟ้องหย่าหมดไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1518 แต่อย่างใด สิทธิที่โจทก์มีอยู่หาระงับสิ้นไป การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเรียกร้องตามสิทธิที่โจทก์มีอยู่จึงชอบแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่อาจอ้างบันทึกตกลง มาเป็นข้อต่อสู้ได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ96/2556
primary_red_case_no
พ85/2557
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000249.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ยช.(พ)72/2558
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558