คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13163/2558 ฉบับเต็ม

#590853
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13163/2558 นายศุภชัย ยังประภากร โจทก์ บริษัทฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ จำกัด จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 575 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 นิติสัมพันธ์ที่จะเป็นสัญญาจ้างแรงงานนั้นเป็นไปตามบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 575 และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 คือ นายจ้างว่าจ้างอีกฝ่ายหนึ่งเป็นลูกจ้างเพื่อทำการงานให้ นายจ้างมีอำนาจบังคับบัญชาให้ลูกจ้างต้องปฏิบัติตามคำสั่งและระเบียบข้อบังคับในการทำงาน เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์มีความรับผิดชอบในหน้าที่การงานอะไรเป็นกิจจะลักษณะ ไม่ต้องเข้าทำงานทุกวัน ย่อมแสดงว่าโจทก์มิได้อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของผู้บริหารของบริษัทจำเลย นอกจาก อ. ซึ่งเป็นบิดาโจทก์เท่านั้น โจทก์จึงไม่มีนิติสัมพันธ์เป็นลูกจ้างของจำเลย เพราะไม่ได้ทำงานให้จำเลยและไม่ได้อยู่ภายใต้ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและการบังคับบัญชาตามสายงานปกติของจำเลย การที่โจทก์เข้ามาทำงานในบริษัทจำเลยก็เพื่อช่วยเหลืองานของบิดาเท่านั้นย่อมเป็นความสัมพันธ์ส่วนบุคคล และไม่ถือว่า อ. จ้างโจทก์แทนจำเลยโดยชอบ จึงไม่ผูกพันจำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคลแยกต่างหาก ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างที่ค้างชำระ 480,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของยอดเงินในแต่ละเดือน และให้จำเลยจ่ายเงินเพิ่มร้อยละ 15 ของเงินที่ค้างจ่ายทุกระยะเวลา 7 วัน จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยย้ายโจทก์กลับไปตำแหน่งเดิมและให้มีอัตราค่าจ้างเท่าเดิม จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยประกอบธุรกิจฟาร์มเลี้ยงสัตว์และกิจการสวนสัตว์ โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยตั้งแต่เริ่มก่อการตั้งบริษัทจนถึงขณะฟ้องคดีนี้ จำเลยมีนายอุทัย ซึ่งเป็นบิดาของโจทก์เป็นประธานกรรมการบริหารบริษัทจำเลย เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2549 นายอุทัยแต่งตั้งให้โจทก์ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายบุคคล ต่อมาวันที่ 24 พฤศจิกายน 2553 นายอุทัยมีคำสั่งให้โจทก์พ้นจากตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายบุคคลและแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาของประธานกรรมการผู้จัดการ ในการปฏิบัติงานของโจทก์ไม่ได้ทำงานที่บริษัทจำเลยทุกวัน อาทิตย์หนึ่งทำงานประมาณ 3 - 4 วัน ไม่มีการลงเวลาทำงาน โจทก์เข้ามาทำงานที่บริษัทจำเลยตามคำสั่งของนายอุทัยและอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของนายอุทัยเท่านั้น โจทก์ไม่ได้สมัครเข้าเป็นพนักงานของจำเลยเป็นกิจจะลักษณะ ไม่มีการทำสัญญาจ้าง และได้รับเงินเดือนจากนายอุทัย โจทก์ไม่มีโต๊ะทำงานในบริษัทจำเลย คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า นิติสัมพันธ์ที่จะเป็นสัญญาจ้างแรงงานนั้นเป็นไปตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ซึ่งสรุปสาระสำคัญได้คือ คู่สัญญามีเจตนาตรงกันว่าฝ่ายหนึ่งเป็นนายจ้างว่าจ้างอีกฝ่ายหนึ่งเป็นลูกจ้างเพื่อทำการงานให้ โดยนายจ้างจ่ายค่าตอบแทนการทำงานเป็นค่าจ้าง นายจ้างมีอำนาจบังคับบัญชาให้ลูกจ้างต้องปฏิบัติตามคำสั่งในการทำงานและปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับในการทำงาน เมื่อได้ความว่าโจทก์ไม่มีที่ทำงานเป็นกิจจะลักษณะ ไม่มีเนื้องานความรับผิดชอบที่แน่ชัดว่าทำงานใดให้แก่บริษัทจำเลย แม้ในตอนแรกจะมีตำแหน่งเป็นถึงผู้อำนวยการฝ่ายบุคคล และต่อมาเปลี่ยนตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาของนายอุทัยก็เป็นการแต่งตั้งโดยนายอุทัยซึ่งเป็นบิดาของโจทก์ และไม่ปรากฏว่าโจทก์มีความรับผิดชอบในหน้าที่การงานอะไรเป็นกิจจะลักษณะตามตำแหน่งเดิมและตำแหน่งใหม่ โจทก์ไม่ต้องเข้าทำงานทุกวันจะเข้าบริษัทจำเลยต่อเมื่อได้รับคำสั่งจากนายอุทัย ย่อมแสดงว่าโจทก์มิได้อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของผู้บริหารอื่นตามสายงานของบริษัทจำเลยนอกจากนายอุทัยซึ่งเป็นบิดาโจทก์เท่านั้น และโจทก์ไม่มีอำนาจหน้าที่บริหารจัดการงานบุคคลตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของบริษัทจำเลย ไม่อยู่ภายใต้ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของบริษัทจำเลย ดังนี้ โจทก์จึงไม่มีนิติสัมพันธ์เป็นลูกจ้างของจำเลย เพราะไม่ได้ทำงานให้จำเลยและไม่ได้อยู่ภายใต้ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและการบังคับบัญชาตามสายงานปกติของจำเลย โจทก์เข้ามาทำงานในบริษัทจำเลยก็เพื่อช่วยเหลืองานของบิดาเท่านั้น ย่อมเป็นความสัมพันธ์ส่วนบุคคล และไม่ถือว่านายอุทัยว่าจ้างโจทก์แทนจำเลยโดยชอบ จึงไม่ผูกพันจำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคลแยกต่างหาก ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (ไสลเกษ วัฒนพันธุ์-นิยุต สุภัทรพาหิรผล-ภาติยะ ดวงมณี) ศาลแรงงานกลาง - นายปรัชญา กำเนิดฤทธิ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก แรงงาน หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ร.2334/2556 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น สป1726/2553 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น สป652/2555 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
590853
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานกลาง",
        "judge": "นายปรัชญา กำเนิดฤทธิ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081967743"
    }
}
date
2558
deka_no
13163/2558
deka_running_no
13163
deka_year
2558
department
แรงงาน
judges
[
    "ไสลเกษ วัฒนพันธุ์",
    "นิยุต สุภัทรพาหิรผล",
    "ภาติยะ ดวงมณี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 575"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "sections": [
            "ม. 5"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายศุภชัย ยังประภากร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างที่ค้างชำระ 480,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของยอดเงินในแต่ละเดือน และให้จำเลยจ่ายเงินเพิ่มร้อยละ 15 ของเงินที่ค้างจ่ายทุกระยะเวลา 7 วัน จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยย้ายโจทก์กลับไปตำแหน่งเดิมและให้มีอัตราค่าจ้างเท่าเดิม

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยประกอบธุรกิจฟาร์มเลี้ยงสัตว์และกิจการสวนสัตว์ โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยตั้งแต่เริ่มก่อการตั้งบริษัทจนถึงขณะฟ้องคดีนี้ จำเลยมีนายอุทัย ซึ่งเป็นบิดาของโจทก์เป็นประธานกรรมการบริหารบริษัทจำเลย เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2549 นายอุทัยแต่งตั้งให้โจทก์ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายบุคคล ต่อมาวันที่ 24 พฤศจิกายน 2553 นายอุทัยมีคำสั่งให้โจทก์พ้นจากตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายบุคคลและแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาของประธานกรรมการผู้จัดการ ในการปฏิบัติงานของโจทก์ไม่ได้ทำงานที่บริษัทจำเลยทุกวัน อาทิตย์หนึ่งทำงานประมาณ 3 - 4 วัน ไม่มีการลงเวลาทำงาน โจทก์เข้ามาทำงานที่บริษัทจำเลยตามคำสั่งของนายอุทัยและอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของนายอุทัยเท่านั้น โจทก์ไม่ได้สมัครเข้าเป็นพนักงานของจำเลยเป็นกิจจะลักษณะ ไม่มีการทำสัญญาจ้าง และได้รับเงินเดือนจากนายอุทัย โจทก์ไม่มีโต๊ะทำงานในบริษัทจำเลย

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า นิติสัมพันธ์ที่จะเป็นสัญญาจ้างแรงงานนั้นเป็นไปตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ซึ่งสรุปสาระสำคัญได้คือ คู่สัญญามีเจตนาตรงกันว่าฝ่ายหนึ่งเป็นนายจ้างว่าจ้างอีกฝ่ายหนึ่งเป็นลูกจ้างเพื่อทำการงานให้ โดยนายจ้างจ่ายค่าตอบแทนการทำงานเป็นค่าจ้าง นายจ้างมีอำนาจบังคับบัญชาให้ลูกจ้างต้องปฏิบัติตามคำสั่งในการทำงานและปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับในการทำงาน เมื่อได้ความว่าโจทก์ไม่มีที่ทำงานเป็นกิจจะลักษณะ ไม่มีเนื้องานความรับผิดชอบที่แน่ชัดว่าทำงานใดให้แก่บริษัทจำเลย แม้ในตอนแรกจะมีตำแหน่งเป็นถึงผู้อำนวยการฝ่ายบุคคล และต่อมาเปลี่ยนตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาของนายอุทัยก็เป็นการแต่งตั้งโดยนายอุทัยซึ่งเป็นบิดาของโจทก์ และไม่ปรากฏว่าโจทก์มีความรับผิดชอบในหน้าที่การงานอะไรเป็นกิจจะลักษณะตามตำแหน่งเดิมและตำแหน่งใหม่ โจทก์ไม่ต้องเข้าทำงานทุกวันจะเข้าบริษัทจำเลยต่อเมื่อได้รับคำสั่งจากนายอุทัย ย่อมแสดงว่าโจทก์มิได้อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของผู้บริหารอื่นตามสายงานของบริษัทจำเลยนอกจากนายอุทัยซึ่งเป็นบิดาโจทก์เท่านั้น และโจทก์ไม่มีอำนาจหน้าที่บริหารจัดการงานบุคคลตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของบริษัทจำเลย ไม่อยู่ภายใต้ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของบริษัทจำเลย ดังนี้ โจทก์จึงไม่มีนิติสัมพันธ์เป็นลูกจ้างของจำเลย เพราะไม่ได้ทำงานให้จำเลยและไม่ได้อยู่ภายใต้ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและการบังคับบัญชาตามสายงานปกติของจำเลย โจทก์เข้ามาทำงานในบริษัทจำเลยก็เพื่อช่วยเหลืองานของบิดาเท่านั้น ย่อมเป็นความสัมพันธ์ส่วนบุคคล และไม่ถือว่านายอุทัยว่าจ้างโจทก์แทนจำเลยโดยชอบ จึงไม่ผูกพันจำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคลแยกต่างหาก ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
สป1726/2553
primary_red_case_no
สป652/2555
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000251.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ร.2334/2556
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558