คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13244/2558 ฉบับเต็ม

#590856
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13244/2558 นายอิกอร์ พราฮิน โจทก์ บริษัทดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ ไชยยศ จำกัด กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 196 วรรคสอง, มาตรา 575 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสอง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสอง ต้องการให้มีการบอกเลิกสัญญาจ้างกันล่วงหน้าอย่างน้อย 1 รอบของการกำหนดจ่ายค่าจ้าง เมื่อนายจ้างลูกจ้างตกลงกันให้มีการบอกกล่าวล่วงหน้านานกว่ากำหนดดังกล่าวก็ย่อมทำได้ ไม่ขัดต่อกฎหมาย ข้อตกลงว่าหากมีการเลิกจ้างจำเลยที่ 8 ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อน 3 เดือน แต่จำเลยที่ 8 บอกเลิกจ้างในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2551 ให้มีผลในวันที่ 1 ธันวาคม 2551 เป็นการบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนการเลิกจ้างเพียง 2 วัน โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 2 เดือน 28 วัน แม้โจทก์จะมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและค่าเสียหายการผิดสัญญาจ้างแรงงานซึ่งเป็นเงินที่เรียกจากมูลกฎหมายที่แตกต่างกันมาในคราวเดียวกันได้ก็ตามแต่เมื่อคดีนี้ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานโดยอ้างเหตุว่าจำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 เลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีเหตุอันสมควรซึ่งเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นมูลเหตุเดียวกันกับการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมที่ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์แล้วจึงเป็นการกำหนดค่าเสียหายที่ซ้ำซ้อนโดยอาศัยมูลเหตุเดียวกันย่อมเป็นการไม่ชอบ การคำนวณจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าอาศัยค่าจ้างอัตราสุดท้ายที่จ่ายเป็นเงินดอลลาร์สิงคโปร์ การจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมก็คำนึงถึงค่าชดเชยที่โจทก์ได้รับประกอบการพิจารณาด้วย ราคาค่าบัตรโดยสารเครื่องบินโจทก์ก็นำสืบว่ามีราคาเป็นเงินดอลลาร์สิงคโปร์ การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยให้จ่ายเป็นเงินดอลลาร์สิงคโปร์โดยให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และเวลาใช้เงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 196 วรรคสอง เพื่อป้องกันการได้เปรียบหรือเสียเปรียบจากการผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราอันทำให้เกิดความเป็นธรรมแก่คู่ความ คำพิพากษาศาลแรงงานกลางในส่วนนี้ชอบแล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบเอ็ดชำระเงิน 100,931,637 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 98,109,316 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสิบเอ็ดให้การ ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 จำเลยที่ 8 ฟ้องแย้ง ขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินจำนวน 3,561,426 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 8 โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 8 ขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 8 ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 ร่วมกันจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 17,060 ดอลลาร์สิงคโปร์ โดยหักเงินจำนวน 395,714 บาท ออกเสียก่อน จ่ายค่าขนส่งสัมภาระจำนวน 18,000 บาท จ่ายค่าบัตรโดยสารเครื่องบินจำนวน 1,034 ดอลลาร์สิงคโปร์ จ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำนวน 119,420 ดอลลาร์สิงคโปร์ และจ่ายค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานจำนวน 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ทุกยอดเงิน นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 ร่วมกันจ่ายค่าชดเชยจำนวน 136,480 ดอลลาร์สิงคโปร์ โดยหักเงินจำนวน 3,165,712 บาท ออกเสียก่อน พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และเวลาที่ใช้เงิน แต่จำเลยที่ 9 ถึงที่ 11 ไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวกับจำเลยที่ 8 คำขออื่นของโจทก์ให้ยกและให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 8 โจทก์และจำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ว่าจำเลยที่ 8 ต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์เท่าใด เห็นว่า เมื่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสองที่ใช้บังคับบัญญัติว่า "ในกรณีที่สัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลา นายจ้างหรือลูกจ้างอาจบอกเลิกสัญญาจ้างโดยบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใด เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้าก็ได้ แต่ไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเกินสามเดือน..." แสดงว่าบทบัญญัติดังกล่าวต้องการให้มีการบอกเลิกสัญญาจ้างกันล่วงหน้าอย่างน้อย 1 รอบของการกำหนดจ่ายค่าจ้าง ดังนั้นเมื่อนายจ้างและลูกจ้างตกลงกันให้มีการบอกกล่าวล่วงหน้านานกว่ากำหนดดังกล่าวก็ย่อมทำได้ ไม่เป็นการขัดต่อกฎหมาย คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าการบอกกล่าวล่วงหน้าต้องแจ้งล่วงหน้า 3 เดือน เมื่อไม่แจ้งก็ต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้าง 3 เดือน ให้แทน จำเลยทั้งสิบเอ็ดไม่ได้ให้การปฏิเสธไว้ และศาลแรงงานกลางรับฟังว่า เป็นเอกสารที่ทำขึ้นในนามจำเลยที่ 8 เรื่องการไปปฏิบัติงานที่ประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ที่ส่งถึงโจทก์ โดยระบุว่าไม่สามารถที่จะให้สัญญาในตำแหน่งหุ้นส่วน แสดงว่าโจทก์ยังคงเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 8 และเอกสารดังกล่าวระบุการเลิกจ้างต้องบอกกล่าวล่วงหน้า 3 เดือน ข้อเท็จจริงจึงยุติว่าหากมีการเลิกจ้างจำเลยที่ 8 กำหนดให้บอกกล่าวล่วงหน้าก่อน 3 เดือน การที่จำเลยที่ 8 บอกเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2551 โดยให้มีผลในวันที่ 1 ธันวาคม 2551 เป็นการบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนการเลิกจ้างมีผลเพียง 2 วัน โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 2 เดือน 28 วัน เป็นเงิน 50,042 ดอลลาร์สิงคโปร์ โดยให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และเวลาที่ใช้เงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 วรรคสอง ทั้งนี้ให้นำเงินจำนวน 395,714 บาท ที่จำเลยที่ 8 ชำระเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์มาหักออกเสียก่อน ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 8 จ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 1 เดือน โดยหักเงินจำนวน 395,714 ออกเสียก่อนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 ข้อแรกว่าการที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 จ่ายค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานให้แก่โจทก์อีกส่วนหนึ่งนอกเหนือจากค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องขอเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำนวนหนึ่งและค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานอีกจำนวนหนึ่ง โดยในส่วนค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานโจทก์บรรยายฟ้องว่าหากโจทก์ได้รับการแต่งตั้งเป็นหุ้นส่วนจากจำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 แล้วโจทก์จะได้ผลประโยชน์จากการทำงานร้อยละ 10 ต่อปี ของรายได้ ขอเรียกค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงาน 87,500,000 บาท ซึ่งในส่วนนี้ศาลแรงงานกลางไม่ได้นำเหตุผิดสัญญาจ้างแรงงานที่โจทก์กล่าวอ้างมาวินิจฉัย แต่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยเพียงว่าเมื่อจำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 เลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีเหตุอันสมควร เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถือว่าจำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 กระทำผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์และที่โจทก์เรียกค่าเสียหายมา 87,500,000 บาท สูงเกินส่วน จึงกำหนดค่าเสียหายให้เป็นเงินจำนวน 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ ทั้งที่ศาลแรงงานกลางได้กำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์แล้ว 119,420 ดอลลาร์สิงคโปร์ ดังนี้แม้โจทก์จะมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานซึ่งเป็นเงินที่เรียกจากมูลกฎหมายที่แตกต่างกันมาในคราวเดียวกันได้ก็ตาม แต่เมื่อคดีนี้ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานโดยอ้างเหตุว่าจำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 เลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีเหตุอันสมควรซึ่งเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นมูลเหตุเดียวกันกับการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมที่ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์แล้ว จึงเป็นการกำหนดค่าเสียหายที่ซ้ำซ้อนโดยอาศัยมูลเหตุเดียวกันย่อมเป็นการไม่ชอบ จำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 จึงไม่จำต้องจ่ายค่าเสียหายจำนวน 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ แก่โจทก์อีก ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 8 และที่ 11 ข้อนี้ฟังขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 ข้อต่อมาว่าการที่โจทก์ฟ้องขอให้ชำระเป็นเงินไทยแต่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 ชำระเป็นเงินดอลลาร์สิงคโปร์เป็นการพิพากษาที่ไม่ชอบนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราเดือนสุดท้ายเป็นเงินดอลลาร์สิงคโปร์ การคำนวณจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าย่อมอาศัยฐานค่าจ้างอัตราสุดท้ายที่จ่ายเป็นเงินดอลลาร์สิงคโปร์คำนวณจ่ายเงินทั้งสองประเภทดังกล่าว และการจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมก็คำนึงถึงค่าชดเชยที่โจทก์ได้รับประกอบการพิจารณาด้วย ทั้งราคาบัตรโดยสารเครื่องบินที่โจทก์มีสิทธิได้รับนั้นโจทก์นำสืบว่ามีราคาเป็นเงินดอลลาร์สิงคโปร์ ศาลแรงงานกลางจึงวินิจฉัยให้จ่ายเป็นเงินดอลลาร์สิงคโปร์โดยให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และเวลาที่ใช้เงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 วรรคสอง เพื่อป้องกันการได้เปรียบหรือเสียเปรียบจากการผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราอันทำให้เกิดความเป็นธรรมแก่คู่ความ คำพิพากษาศาลแรงงานกลางส่วนนี้ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานจำนวน 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ ให้จำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 ร่วมกันจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 50,042 ดอลลาร์สิงคโปร์ โดยหักเงินจำนวน 395,714 บาท ออกเสียก่อน หากจำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 จะขอชำระเป็นเงินไทยให้คิดอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และเวลาที่ใช้เงิน แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตรา 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ เท่ากับ 23.62 บาท ตามที่โจทก์ขอ โดยจำนวนค่าชดเชยต้องไม่เกิน 58,344 บาท ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องของค่าชดเชยต้องไม่เกิน 1,678 บาท ค่าบัตรโดยสารเครื่องบินต้องไม่เกิน 24,423 บาท ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องของค่าบัตรโดยสารเครื่องบินต้องไม่เกิน 702.50 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง (ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร-นิยุต สุภัทรพาหิรผล-ธีระพงศ์ จิระภาค) ศาลแรงงานกลาง - นายวิชัย วิสิทธวงศ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก แรงงาน หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ร.872/2553 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ624/2552 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ2270/2553 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
590856
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานกลาง",
        "judge": "นายวิชัย วิสิทธวงศ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081967643"
    }
}
date
2558
deka_no
13244/2558
deka_running_no
13244
deka_year
2558
department
แรงงาน
judges
[
    "ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร",
    "นิยุต สุภัทรพาหิรผล",
    "ธีระพงศ์ จิระภาค"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 196 วรรคสอง",
            "ม. 575"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "sections": [
            "ม. 17 วรรคสอง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 49"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายอิกอร์ พราฮิน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ ไชยยศ จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบเอ็ดชำระเงิน 100,931,637 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 98,109,316 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสิบเอ็ดให้การ ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 จำเลยที่ 8 ฟ้องแย้ง ขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินจำนวน 3,561,426 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 8

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 8 ขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 8

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 ร่วมกันจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 17,060 ดอลลาร์สิงคโปร์ โดยหักเงินจำนวน 395,714 บาท ออกเสียก่อน จ่ายค่าขนส่งสัมภาระจำนวน 18,000 บาท จ่ายค่าบัตรโดยสารเครื่องบินจำนวน 1,034 ดอลลาร์สิงคโปร์ จ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำนวน 119,420 ดอลลาร์สิงคโปร์ และจ่ายค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานจำนวน 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ทุกยอดเงิน นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 ร่วมกันจ่ายค่าชดเชยจำนวน 136,480 ดอลลาร์สิงคโปร์ โดยหักเงินจำนวน 3,165,712 บาท ออกเสียก่อน พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และเวลาที่ใช้เงิน แต่จำเลยที่ 9 ถึงที่ 11 ไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวกับจำเลยที่ 8 คำขออื่นของโจทก์ให้ยกและให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 8

โจทก์และจำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ว่าจำเลยที่ 8 ต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์เท่าใด เห็นว่า เมื่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสองที่ใช้บังคับบัญญัติว่า "ในกรณีที่สัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลา นายจ้างหรือลูกจ้างอาจบอกเลิกสัญญาจ้างโดยบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใด เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้าก็ได้ แต่ไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเกินสามเดือน..." แสดงว่าบทบัญญัติดังกล่าวต้องการให้มีการบอกเลิกสัญญาจ้างกันล่วงหน้าอย่างน้อย 1 รอบของการกำหนดจ่ายค่าจ้าง ดังนั้นเมื่อนายจ้างและลูกจ้างตกลงกันให้มีการบอกกล่าวล่วงหน้านานกว่ากำหนดดังกล่าวก็ย่อมทำได้ ไม่เป็นการขัดต่อกฎหมาย คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าการบอกกล่าวล่วงหน้าต้องแจ้งล่วงหน้า 3 เดือน เมื่อไม่แจ้งก็ต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้าง 3 เดือน ให้แทน จำเลยทั้งสิบเอ็ดไม่ได้ให้การปฏิเสธไว้ และศาลแรงงานกลางรับฟังว่า เป็นเอกสารที่ทำขึ้นในนามจำเลยที่ 8 เรื่องการไปปฏิบัติงานที่ประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ที่ส่งถึงโจทก์ โดยระบุว่าไม่สามารถที่จะให้สัญญาในตำแหน่งหุ้นส่วน แสดงว่าโจทก์ยังคงเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 8 และเอกสารดังกล่าวระบุการเลิกจ้างต้องบอกกล่าวล่วงหน้า 3 เดือน ข้อเท็จจริงจึงยุติว่าหากมีการเลิกจ้างจำเลยที่ 8 กำหนดให้บอกกล่าวล่วงหน้าก่อน 3 เดือน การที่จำเลยที่ 8 บอกเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2551 โดยให้มีผลในวันที่ 1 ธันวาคม 2551 เป็นการบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนการเลิกจ้างมีผลเพียง 2 วัน โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 2 เดือน 28 วัน เป็นเงิน 50,042 ดอลลาร์สิงคโปร์ โดยให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และเวลาที่ใช้เงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 วรรคสอง ทั้งนี้ให้นำเงินจำนวน 395,714 บาท ที่จำเลยที่ 8 ชำระเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์มาหักออกเสียก่อน ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 8 จ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 1 เดือน โดยหักเงินจำนวน 395,714 ออกเสียก่อนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 ข้อแรกว่าการที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 จ่ายค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานให้แก่โจทก์อีกส่วนหนึ่งนอกเหนือจากค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องขอเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำนวนหนึ่งและค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานอีกจำนวนหนึ่ง โดยในส่วนค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานโจทก์บรรยายฟ้องว่าหากโจทก์ได้รับการแต่งตั้งเป็นหุ้นส่วนจากจำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 แล้วโจทก์จะได้ผลประโยชน์จากการทำงานร้อยละ 10 ต่อปี ของรายได้ ขอเรียกค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงาน 87,500,000 บาท ซึ่งในส่วนนี้ศาลแรงงานกลางไม่ได้นำเหตุผิดสัญญาจ้างแรงงานที่โจทก์กล่าวอ้างมาวินิจฉัย แต่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยเพียงว่าเมื่อจำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 เลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีเหตุอันสมควร เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถือว่าจำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 กระทำผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์และที่โจทก์เรียกค่าเสียหายมา 87,500,000 บาท สูงเกินส่วน จึงกำหนดค่าเสียหายให้เป็นเงินจำนวน 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ ทั้งที่ศาลแรงงานกลางได้กำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์แล้ว 119,420 ดอลลาร์สิงคโปร์ ดังนี้แม้โจทก์จะมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานซึ่งเป็นเงินที่เรียกจากมูลกฎหมายที่แตกต่างกันมาในคราวเดียวกันได้ก็ตาม แต่เมื่อคดีนี้ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานโดยอ้างเหตุว่าจำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 เลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีเหตุอันสมควรซึ่งเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นมูลเหตุเดียวกันกับการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมที่ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์แล้ว จึงเป็นการกำหนดค่าเสียหายที่ซ้ำซ้อนโดยอาศัยมูลเหตุเดียวกันย่อมเป็นการไม่ชอบ จำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 จึงไม่จำต้องจ่ายค่าเสียหายจำนวน 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ แก่โจทก์อีก ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 8 และที่ 11 ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 ข้อต่อมาว่าการที่โจทก์ฟ้องขอให้ชำระเป็นเงินไทยแต่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 ชำระเป็นเงินดอลลาร์สิงคโปร์เป็นการพิพากษาที่ไม่ชอบนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราเดือนสุดท้ายเป็นเงินดอลลาร์สิงคโปร์ การคำนวณจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าย่อมอาศัยฐานค่าจ้างอัตราสุดท้ายที่จ่ายเป็นเงินดอลลาร์สิงคโปร์คำนวณจ่ายเงินทั้งสองประเภทดังกล่าว และการจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมก็คำนึงถึงค่าชดเชยที่โจทก์ได้รับประกอบการพิจารณาด้วย ทั้งราคาบัตรโดยสารเครื่องบินที่โจทก์มีสิทธิได้รับนั้นโจทก์นำสืบว่ามีราคาเป็นเงินดอลลาร์สิงคโปร์ ศาลแรงงานกลางจึงวินิจฉัยให้จ่ายเป็นเงินดอลลาร์สิงคโปร์โดยให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และเวลาที่ใช้เงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 วรรคสอง เพื่อป้องกันการได้เปรียบหรือเสียเปรียบจากการผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราอันทำให้เกิดความเป็นธรรมแก่คู่ความ คำพิพากษาศาลแรงงานกลางส่วนนี้ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานจำนวน 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ ให้จำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 ร่วมกันจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 50,042 ดอลลาร์สิงคโปร์ โดยหักเงินจำนวน 395,714 บาท ออกเสียก่อน หากจำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 จะขอชำระเป็นเงินไทยให้คิดอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และเวลาที่ใช้เงิน แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตรา 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ เท่ากับ 23.62 บาท ตามที่โจทก์ขอ โดยจำนวนค่าชดเชยต้องไม่เกิน 58,344 บาท ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องของค่าชดเชยต้องไม่เกิน 1,678 บาท ค่าบัตรโดยสารเครื่องบินต้องไม่เกิน 24,423 บาท ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องของค่าบัตรโดยสารเครื่องบินต้องไม่เกิน 702.50 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
opensearch_id
primary_black_case_no
พ624/2552
primary_red_case_no
พ2270/2553
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000250.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ร.872/2553
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558