คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13572/2558 ฉบับเต็ม

#591590
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13572/2558 นายถาวร ทองเถาว์ โจทก์ นายครสวรรค์ คำพิลา จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 55 พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2510 มาตรา 15 จัตวา (1) การที่โจทก์กล่าวอ้างว่า โจทก์เป็นผู้ซื้อแร่ของกลางที่เจ้าพนักงานยึดหรืออายัดไว้บนที่ดินของจำเลย จากการขายหรือจำหน่ายของอธิบดีโดยสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดมุกดาหารตาม พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2510 มาตรา 15 จัตวา (1) แต่จำเลยไม่ยินยอมให้โจทก์เข้าไปขนแร่ของกลางออกจากที่ดินของจำเลย การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์ฟ้องเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยมิให้ขัดขวางการขนย้ายแร่ของโจทก์ได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารยอมให้โจทก์ใช้รถบรรทุกขนย้ายแร่ออกจากที่ดินของจำเลยโดยผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 41771 และเลขที่ 41772 ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ออกสู่ทางสาธารณะ ห้ามจำเลยและบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวหรือกระทำใด ๆ อันเป็นการขัดขวางหรือรบกวนการขนย้ายแร่จนกว่าโจทก์จะทำการขนย้ายแร่เสร็จ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า บุคคลใดจะใช้สิทธิทางศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 จะต้องมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหน้าที่ของบุคคลนั้นตามที่กฎหมายสารบัญญัติรับรองไว้ เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์ว่า โจทก์ถูกโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามที่กฎหมายรับรองไว้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิยื่นคำฟ้องเป็นคดีนี้ พิพากษายกฟ้อง ค่าขึ้นศาลให้เป็นพับ คืนค่าส่งคำคู่ความให้แก่โจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แร่ของกลาง ซึ่งโจทก์ประมูลซื้อได้จากสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดมุกดาหาร โจทก์จึงมีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะขนย้ายแร่ของกลางนั้น เห็นว่า โจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อแร่ของกลางจากสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดมุกดาหาร แสดงว่าได้มีการกระทำความผิดอาญา ตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2510 และพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ยึดหรืออายัดแร่ของกลางไว้ตามที่พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2510 มาตรา 15 ทวิ วรรคหนึ่ง ให้อำนาจแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ในอันที่จะยึดหรืออายัดบรรดาแร่ที่มีไว้เนื่องในการกระทำความผิดไว้ เพื่อเป็นหลักฐานในการพิจารณาจนกว่าจะมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหาหรือจนกว่าคดีจะถึงที่สุด แต่ถ้าทรัพย์สินหรือของกลางที่ยึดหรืออายัดไว้ ตามมาตรา 15 ทวิ หรือมาตรา 15 เบญจ จะเป็นการเสี่ยงต่อความเสียหาย หรือค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาจะเกินค่าของทรัพย์สิน อธิบดีก็มีอำนาจที่จะจัดการขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินหรือของกลางก่อนครบกำหนดเวลาตามมาตรา 15 ทวิ วรรคสอง หรือมาตรา 15 เบญจ วรรคสอง แล้วแต่กรณีได้และเมื่อได้เงินเป็นสุทธิเท่าใดก็ให้ยึดไว้แทนทรัพย์สินหรือของกลางนั้น ตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2510 มาตรา 15 จัตวา (1) ดังนี้ การที่อธิบดีโดยสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดมุกดาหารได้ดำเนินการขายหรือจำหน่ายแร่ของกลางเพื่อที่จะยึดเงินไว้แทนตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้และโจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อได้ จึงต้องถือว่าเป็นขั้นตอนหนึ่งของการดำเนินคดีอาญาตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2510 แม้จำเลยมิใช่คู่สัญญาซื้อขายแร่ของกลางกับโจทก์และการที่จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 41772 ซึ่งเป็นสถานที่เก็บแร่ของกลาง กับเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 41771 ตามที่โจทก์กล่าวอ้างว่า โจทก์จำเป็นต้องใช้ที่ดินในการขนแร่ผ่าน โดยอำนาจแห่งกรรมสิทธิ์จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของตนได้ก็ตาม แต่การที่จะใช้สิทธิแห่งความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทรัพย์เช่นนั้นย่อมต้องอยู่ภายในขอบเขตของกฎหมายอย่างเหมาะสมด้วย เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ใช้อำนาจตามกฎหมายดำเนินคดีอาญาแก่ผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2510 ซึ่งเกิดขึ้นบนที่ดินของจำเลยและการขายหรือจำหน่ายแร่ของกลางที่โจทก์ประมูลซื้อได้ โดยที่โจทก์ต้องไปขนแร่ของกลางเอง ย่อมต้องถือว่าโจทก์ได้รับส่งมอบแร่ของกลางจากพนักงานเจ้าหน้าที่ในที่ดินของจำเลยเพราะหากพนักงานเจ้าหน้าที่จะดำเนินการขนย้ายเองก็สามารถกระทำได้ เนื่องจากอำนาจในการยึดหรืออายัดบรรดาแร่ที่มีไว้เนื่องในการกระทำความผิดของพนักงานเจ้าหน้าที่ย่อมหมายรวมถึงอำนาจในการขนย้ายแร่ของกลางที่ยึดหรืออายัดจากสถานที่ที่พบหรือสถานที่เกิดเหตุเพื่อนำไปเก็บรักษาไว้จนกว่าคดีจะถึงที่สุดได้ด้วย เมื่อโจทก์กล่าวว่า โจทก์มีสิทธิในแร่ของกลาง อันเกี่ยวด้วยการดำเนินคดีอาญาแก่ผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2510 ของพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่จำเลยไม่ยินยอมให้โจทก์เข้าไปขนแร่ของกลางออกมาจากที่ดินของจำเลย โดยในชั้นนี้ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยมีเหตุผลที่เหมาะสมอย่างไรในอันที่จะอ้างเป็นข้อต่อสู้อำนาจในการยึดหรืออายัดแร่ของกลางของพนักงานเจ้าหน้าที่รวมทั้งการขายหรือจำหน่ายแร่ของกลางของอธิบดี ย่อมเรียกได้ว่าการกระทำของจำเลยตามที่โจทก์ฟ้องเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยมิให้ขัดขวางการขนย้ายแร่ของกลางของโจทก์ได้ แม้จำเลยมิได้มีนิติสัมพันธ์ตามสัญญาต่างตอบแทนกับโจทก์และในการขนย้ายแร่ของกลางหากโจทก์กระทำเกินเลยขอบเขตก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลย โจทก์ก็อาจต้องรับผิดชอบต่อจำเลยฐานทำละเมิดตามที่กฎหมายคุ้มครองสิทธิความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินของจำเลยอยู่แล้ว กรณีจึงควรต้องรับฟังข้อเท็จจริงให้สิ้นกระแสความเสียก่อน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ธีระพงศ์ จิระภาค-ชัยยุทธ ศรีจำนงค์-จตุรงค์ นาสมใจ) ศาลจังหวัดมุกดาหาร - นางสาวสาส์นสุรีย์ ลือสกุล ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายสมยศ จันทร์เปล่ง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1224/2558 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ584/2556 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ552/2556 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
591590
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดมุกดาหาร",
        "judge": "นางสาวสาส์นสุรีย์ ลือสกุล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายสมยศ จันทร์เปล่ง"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081967512"
    }
}
date
2558
deka_no
13572/2558
deka_running_no
13572
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "ธีระพงศ์ จิระภาค",
    "ชัยยุทธ ศรีจำนงค์",
    "จตุรงค์ นาสมใจ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 55"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2510",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2510",
        "sections": [
            "ม. 15 จัตวา (1)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายถาวร ทองเถาว์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายครสวรรค์ คำพิลา"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารยอมให้โจทก์ใช้รถบรรทุกขนย้ายแร่ออกจากที่ดินของจำเลยโดยผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 41771 และเลขที่ 41772 ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ออกสู่ทางสาธารณะ ห้ามจำเลยและบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวหรือกระทำใด ๆ อันเป็นการขัดขวางหรือรบกวนการขนย้ายแร่จนกว่าโจทก์จะทำการขนย้ายแร่เสร็จ

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า บุคคลใดจะใช้สิทธิทางศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 จะต้องมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหน้าที่ของบุคคลนั้นตามที่กฎหมายสารบัญญัติรับรองไว้ เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์ว่า โจทก์ถูกโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามที่กฎหมายรับรองไว้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิยื่นคำฟ้องเป็นคดีนี้ พิพากษายกฟ้อง ค่าขึ้นศาลให้เป็นพับ คืนค่าส่งคำคู่ความให้แก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แร่ของกลาง ซึ่งโจทก์ประมูลซื้อได้จากสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดมุกดาหาร โจทก์จึงมีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะขนย้ายแร่ของกลางนั้น เห็นว่า โจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อแร่ของกลางจากสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดมุกดาหาร แสดงว่าได้มีการกระทำความผิดอาญา ตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2510 และพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ยึดหรืออายัดแร่ของกลางไว้ตามที่พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2510 มาตรา 15 ทวิ วรรคหนึ่ง ให้อำนาจแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ในอันที่จะยึดหรืออายัดบรรดาแร่ที่มีไว้เนื่องในการกระทำความผิดไว้ เพื่อเป็นหลักฐานในการพิจารณาจนกว่าจะมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหาหรือจนกว่าคดีจะถึงที่สุด แต่ถ้าทรัพย์สินหรือของกลางที่ยึดหรืออายัดไว้ ตามมาตรา 15 ทวิ หรือมาตรา 15 เบญจ จะเป็นการเสี่ยงต่อความเสียหาย หรือค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาจะเกินค่าของทรัพย์สิน อธิบดีก็มีอำนาจที่จะจัดการขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินหรือของกลางก่อนครบกำหนดเวลาตามมาตรา 15 ทวิ วรรคสอง หรือมาตรา 15 เบญจ วรรคสอง แล้วแต่กรณีได้และเมื่อได้เงินเป็นสุทธิเท่าใดก็ให้ยึดไว้แทนทรัพย์สินหรือของกลางนั้น ตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2510 มาตรา 15 จัตวา (1) ดังนี้ การที่อธิบดีโดยสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดมุกดาหารได้ดำเนินการขายหรือจำหน่ายแร่ของกลางเพื่อที่จะยึดเงินไว้แทนตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้และโจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อได้ จึงต้องถือว่าเป็นขั้นตอนหนึ่งของการดำเนินคดีอาญาตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2510 แม้จำเลยมิใช่คู่สัญญาซื้อขายแร่ของกลางกับโจทก์และการที่จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 41772 ซึ่งเป็นสถานที่เก็บแร่ของกลาง กับเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 41771 ตามที่โจทก์กล่าวอ้างว่า โจทก์จำเป็นต้องใช้ที่ดินในการขนแร่ผ่าน โดยอำนาจแห่งกรรมสิทธิ์จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของตนได้ก็ตาม แต่การที่จะใช้สิทธิแห่งความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทรัพย์เช่นนั้นย่อมต้องอยู่ภายในขอบเขตของกฎหมายอย่างเหมาะสมด้วย เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ใช้อำนาจตามกฎหมายดำเนินคดีอาญาแก่ผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2510 ซึ่งเกิดขึ้นบนที่ดินของจำเลยและการขายหรือจำหน่ายแร่ของกลางที่โจทก์ประมูลซื้อได้ โดยที่โจทก์ต้องไปขนแร่ของกลางเอง ย่อมต้องถือว่าโจทก์ได้รับส่งมอบแร่ของกลางจากพนักงานเจ้าหน้าที่ในที่ดินของจำเลยเพราะหากพนักงานเจ้าหน้าที่จะดำเนินการขนย้ายเองก็สามารถกระทำได้ เนื่องจากอำนาจในการยึดหรืออายัดบรรดาแร่ที่มีไว้เนื่องในการกระทำความผิดของพนักงานเจ้าหน้าที่ย่อมหมายรวมถึงอำนาจในการขนย้ายแร่ของกลางที่ยึดหรืออายัดจากสถานที่ที่พบหรือสถานที่เกิดเหตุเพื่อนำไปเก็บรักษาไว้จนกว่าคดีจะถึงที่สุดได้ด้วย เมื่อโจทก์กล่าวว่า โจทก์มีสิทธิในแร่ของกลาง อันเกี่ยวด้วยการดำเนินคดีอาญาแก่ผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2510 ของพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่จำเลยไม่ยินยอมให้โจทก์เข้าไปขนแร่ของกลางออกมาจากที่ดินของจำเลย โดยในชั้นนี้ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยมีเหตุผลที่เหมาะสมอย่างไรในอันที่จะอ้างเป็นข้อต่อสู้อำนาจในการยึดหรืออายัดแร่ของกลางของพนักงานเจ้าหน้าที่รวมทั้งการขายหรือจำหน่ายแร่ของกลางของอธิบดี ย่อมเรียกได้ว่าการกระทำของจำเลยตามที่โจทก์ฟ้องเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยมิให้ขัดขวางการขนย้ายแร่ของกลางของโจทก์ได้ แม้จำเลยมิได้มีนิติสัมพันธ์ตามสัญญาต่างตอบแทนกับโจทก์และในการขนย้ายแร่ของกลางหากโจทก์กระทำเกินเลยขอบเขตก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลย โจทก์ก็อาจต้องรับผิดชอบต่อจำเลยฐานทำละเมิดตามที่กฎหมายคุ้มครองสิทธิความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินของจำเลยอยู่แล้ว กรณีจึงควรต้องรับฟังข้อเท็จจริงให้สิ้นกระแสความเสียก่อน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ584/2556
primary_red_case_no
พ552/2556
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000249.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1224/2558
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558