คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2309/2558 ฉบับเต็ม

#591597
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2309/2558 นายพินิจ คนิตานนท์ โจทก์ นางกัญกิติกาหรืออัจฉรา เอกกีรติกุลหรือสุนทรหัทยา จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) สิทธินำคดีมาฟ้องระงับไปเมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) มุ่งหมายถึงการกระทำที่ก่อให้เกิดความผิดอันหนึ่งอันเดียวกันในคราวเดียวกัน ความผิดที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองคดีเป็นการกระทำเดียวกันที่ทำให้เกิดความผิด กล่าวคือ เป็นเรื่องที่จำเลยตกลงให้โจทก์ชำระค่าซื้อที่ดินพิพาท แล้วจะให้โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินที่ซื้อขายโดยมีสิทธิครอบครองที่ดินทั้งสองแปลงคนละครึ่ง แต่จำเลยไม่ยอมโอนที่ดินให้โจทก์ กลับนำที่ดินบางส่วนไปขายและขออกโฉนดที่ดินเป็นของตนเอง แม้โจทก์แยกฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยเป็น 2 คดี โดยคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 945/2553 ของศาลชั้นต้น กล่าวหาว่าการกระทำดังกล่าวของจำเลยเป็นการหลอกลวงโจทก์ ขอให้ลงโทษฐานฉ้อโกง ส่วนคดีนี้กล่าวหาว่าเป็นการกระทำฐานยักยอกก็ตาม แต่ตามพฤติการณ์ การกระทำของจำเลยทั้งสองคดีตามที่โจทก์ฟ้องเป็นการกระทำความผิดในเรื่องเดียวกันและต่อเนื่องเกี่ยวพันกันโดยมีเจตนาเดียวกัน ย่อมเป็นความผิดกรรมเดียว เมื่อคดีอาญาในความผิดฐานฉ้อโกงดังกล่าวศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด พิพากษายกฟ้อง ถือได้ว่าศาลได้วินิจฉัยในเรื่องการกระทำความผิดของจำเลย และมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้อง เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 1 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยในคดีนี้เป็นกรรมเดียวกับการกระทำในคดีที่จำเลยถูกโจทก์ฟ้องในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 945/2553 ของศาลชั้นต้น อันทำให้สิทธินำคดีนี้มาฟ้องของโจทก์ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ความผิดฐานฉ้อโกงในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 945/2553 ของศาลชั้นต้น เป็นการกระทำคนละวันเวลา คนละเจตนาและองค์ประกอบความผิดแตกต่างกับความผิดฐานยักยอกในคดีนี้ จึงเป็นความผิดต่างกรรมกัน สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์คดีนี้จึงไม่ระงับ เห็นว่า สิทธินำคดีมาฟ้องระงับไปเมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) มุ่งหมายถึงการกระทำที่ก่อให้เกิดความผิดอันหนึ่งอันเดียวกันในคราวเดียวกัน เมื่อพิจารณาตามสำเนาคำฟ้องคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 945/2553 ของศาลชั้นต้น โจทก์บรรยายฟ้องการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันว่า วันที่ 3 พฤศจิกายน 2549 เวลากลางวัน จำเลยหลอกลวงโจทก์ให้โจทก์ชำระค่าซื้อที่ดินโดยจะให้โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินที่ซื้อขายจนโจทก์หลงเชื่อมอบเงิน 11,000,000 บาท ให้แก่จำเลย ความจริงจำเลยได้รับเงินแล้วจำเลยขอมีสิทธิครอบครองที่ดินทั้งสองแปลงร่วมกับโจทก์คนละครึ่ง แต่จำเลยนำที่ดินบางส่วนไปขายและขอออกโฉนดที่ดินเป็นของตนเอง ไม่ยอมโอนที่ดินให้แก่โจทก์ตามที่ตกลง ขอให้ลงโทษฐานฉ้อโกง และวันที่ 25 มิถุนายน 2552 เวลากลางวันจำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานที่ดินว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองที่ดินทั้งสองแปลงเพียงผู้เดียว ขอให้ลงโทษฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 เหตุเกิดที่ตำบลแหลมงอบ อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด ส่วนคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์และจำเลยเป็นเจ้าของรวมที่ดินทั้งสองแปลง โดยซื้อมาจากนายสุธดี เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2549 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 29 สิงหาคม 2551 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัดระหว่างที่จำเลยครอบครองที่ดินทั้งสองแปลงที่โจทก์เป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย จำเลยเบียดบังเอาที่ดินทั้งสองแปลงบางส่วนไปเป็นของตนโดยทุจริตโดยนำไปขายให้แก่ผู้อื่น เหตุเกิดที่ ตำบลเกาะกูด อำเภอเกาะกูด จังหวัดตราด ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 จะเห็นได้ว่า ความผิดที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองคดีเป็นการกระทำเดียวกันที่ทำให้เกิดความผิดกล่าวคือ เป็นเรื่องที่จำเลยตกลงให้โจทก์ชำระค่าซื้อที่ดินพิพาท โดยจะให้โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินที่ซื้อขายโดยมีสิทธิครอบครองที่ดินทั้งสองแปลงคนละครึ่ง แต่จำเลยไม่ยอมโอนที่ดินให้โจทก์กลับนำที่ดินไปขายบางส่วนและไปขอออกโฉนดที่ดินเป็นของตนเอง แม้โจทก์แยกฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยเป็น 2 คดี โดยคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 945/2553 ของศาลชั้นต้น กล่าวหาว่าการกระทำดังกล่าวของจำเลยเป็นการหลอกลวงโจทก์ขอให้ลงโทษฐานฉ้อโกง ส่วนคดีนี้กล่าวหาว่าเป็นการกระทำฐานยักยอกก็ตาม แต่ตามพฤติการณ์การกระทำของจำเลยทั้งสองคดีตามที่โจทก์ฟ้องเป็นการกระทำความผิดในเรื่องเดียวกันและต่อเนื่องเกี่ยวพันกันโดยมีเจตนาเดียวกันย่อมเป็นความผิดกรรมเดียว เมื่อคดีอาญาในความผิดฐานฉ้อโกงดังกล่าวศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดพิพากษายกฟ้อง ถือได้ว่าศาลได้วินิจฉัยในเรื่องการกระทำความผิดของจำเลย และมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น เมื่อศาลพิพากษายกฟ้อง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง พิพากษายืน (พันวะสา บัวทอง-วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี-รังสรรค์ ดวงพัตรา) ศาลจังหวัดตราด - นายเตชัช ฉินังกูร ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายยอน พลาบดีวัฒน แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.3398/2557 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ1621/2552 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ225/2553 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
591597
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดตราด",
        "judge": "นายเตชัช ฉินังกูร"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 2",
        "judge": "นายยอน พลาบดีวัฒน"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081973070"
    }
}
date
2558
deka_no
2309/2558
deka_running_no
2309
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "พันวะสา บัวทอง",
    "วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี",
    "รังสรรค์ ดวงพัตรา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 39 (4)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายพินิจ คนิตานนท์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางกัญกิติกาหรืออัจฉรา เอกกีรติกุลหรือสุนทรหัทยา"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้อง เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยในคดีนี้เป็นกรรมเดียวกับการกระทำในคดีที่จำเลยถูกโจทก์ฟ้องในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 945/2553 ของศาลชั้นต้น อันทำให้สิทธินำคดีนี้มาฟ้องของโจทก์ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ความผิดฐานฉ้อโกงในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 945/2553 ของศาลชั้นต้น เป็นการกระทำคนละวันเวลา คนละเจตนาและองค์ประกอบความผิดแตกต่างกับความผิดฐานยักยอกในคดีนี้ จึงเป็นความผิดต่างกรรมกัน สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์คดีนี้จึงไม่ระงับ เห็นว่า สิทธินำคดีมาฟ้องระงับไปเมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) มุ่งหมายถึงการกระทำที่ก่อให้เกิดความผิดอันหนึ่งอันเดียวกันในคราวเดียวกัน เมื่อพิจารณาตามสำเนาคำฟ้องคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 945/2553 ของศาลชั้นต้น โจทก์บรรยายฟ้องการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันว่า วันที่ 3 พฤศจิกายน 2549 เวลากลางวัน จำเลยหลอกลวงโจทก์ให้โจทก์ชำระค่าซื้อที่ดินโดยจะให้โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินที่ซื้อขายจนโจทก์หลงเชื่อมอบเงิน 11,000,000 บาท ให้แก่จำเลย ความจริงจำเลยได้รับเงินแล้วจำเลยขอมีสิทธิครอบครองที่ดินทั้งสองแปลงร่วมกับโจทก์คนละครึ่ง แต่จำเลยนำที่ดินบางส่วนไปขายและขอออกโฉนดที่ดินเป็นของตนเอง ไม่ยอมโอนที่ดินให้แก่โจทก์ตามที่ตกลง ขอให้ลงโทษฐานฉ้อโกง และวันที่ 25 มิถุนายน 2552 เวลากลางวันจำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานที่ดินว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองที่ดินทั้งสองแปลงเพียงผู้เดียว ขอให้ลงโทษฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 เหตุเกิดที่ตำบลแหลมงอบ อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด ส่วนคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์และจำเลยเป็นเจ้าของรวมที่ดินทั้งสองแปลง โดยซื้อมาจากนายสุธดี เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2549 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 29 สิงหาคม 2551 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัดระหว่างที่จำเลยครอบครองที่ดินทั้งสองแปลงที่โจทก์เป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย จำเลยเบียดบังเอาที่ดินทั้งสองแปลงบางส่วนไปเป็นของตนโดยทุจริตโดยนำไปขายให้แก่ผู้อื่น เหตุเกิดที่ ตำบลเกาะกูด อำเภอเกาะกูด จังหวัดตราด ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 จะเห็นได้ว่า ความผิดที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองคดีเป็นการกระทำเดียวกันที่ทำให้เกิดความผิดกล่าวคือ เป็นเรื่องที่จำเลยตกลงให้โจทก์ชำระค่าซื้อที่ดินพิพาท โดยจะให้โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินที่ซื้อขายโดยมีสิทธิครอบครองที่ดินทั้งสองแปลงคนละครึ่ง แต่จำเลยไม่ยอมโอนที่ดินให้โจทก์กลับนำที่ดินไปขายบางส่วนและไปขอออกโฉนดที่ดินเป็นของตนเอง แม้โจทก์แยกฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยเป็น 2 คดี โดยคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 945/2553 ของศาลชั้นต้น กล่าวหาว่าการกระทำดังกล่าวของจำเลยเป็นการหลอกลวงโจทก์ขอให้ลงโทษฐานฉ้อโกง ส่วนคดีนี้กล่าวหาว่าเป็นการกระทำฐานยักยอกก็ตาม แต่ตามพฤติการณ์การกระทำของจำเลยทั้งสองคดีตามที่โจทก์ฟ้องเป็นการกระทำความผิดในเรื่องเดียวกันและต่อเนื่องเกี่ยวพันกันโดยมีเจตนาเดียวกันย่อมเป็นความผิดกรรมเดียว เมื่อคดีอาญาในความผิดฐานฉ้อโกงดังกล่าวศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดพิพากษายกฟ้อง ถือได้ว่าศาลได้วินิจฉัยในเรื่องการกระทำความผิดของจำเลย และมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น เมื่อศาลพิพากษายกฟ้อง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ1621/2552
primary_red_case_no
อ225/2553
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000298.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.3398/2557
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558