คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12981/2558 ฉบับเต็ม

#592012
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12981/2558 นายก้าน สุขหิ้น โจทก์ นางจรัส ชุมเกต กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ หลังจากจำเลยทั้งหกซึ่งเป็นจำเลยอุทธรณ์ได้รับสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์ และคำร้องขอยื่นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาของโจทก์แล้ว ปรากฏว่าภายในกำหนดเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์ จำเลยทั้งหกได้ยื่นคำร้อง คัดค้านคำร้องของโจทก์ว่า อุทธรณ์ของโจทก์ไม่มีสาระหรือเหตุผลที่จะยังให้ศาลฎีกาวินิจฉัย แม้มิได้คัดค้านว่าอุทธรณ์ของโจทก์มิใช่เป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายโดยตรง แต่ก็ถือว่าจำเลยอุทธรณ์ได้คัดค้านคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาของโจทก์แล้ว กรณีจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติของ ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ ในอันที่ศาลชั้นต้นจะสั่งอนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้ คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้องหมายเลข 3 หรือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 234 ตำบลควนพัง อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้จำเลยทั้งหกหรือผู้จัดการมรดกของนายหมุด เปลี่ยนชื่อผู้มีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 234 จากนายหมุด มาเป็นชื่อโจทก์และส่งมอบต้นฉบับแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งหกไม่ดำเนินการให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งหกและให้เพิกถอนชื่อนายหมุด ออกจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 234 โดยระบุชื่อโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองให้แก่โจทก์ด้วย จำเลยทั้งหกให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นเห็นว่า ไม่มีบทบัญญัติในกฎหมายใดให้โจทก์สามารถฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินได้และจำเลยทั้งหกในฐานะทายาทหรือผู้จัดการมรดกไม่มีหน้าที่ต้องเปลี่ยนชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้เป็นชื่อโจทก์ จึงให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งหกแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า การยื่นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ โดยทำเป็นคำร้องยื่นมาพร้อมคำฟ้องอุทธรณ์ หากไม่มีคู่ความฝ่ายอื่นยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ตามมาตรา 223 และจำเลยอุทธรณ์มิได้คัดค้านคำร้องดังกล่าวภายในกำหนดเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์ และศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นการอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ศาลชั้นต้นจึงจะมีอำนาจสั่งอนุญาตให้ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้ แต่เมื่อหลังจากจำเลยทั้งหกซึ่งเป็นจำเลยอุทธรณ์ได้รับสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์ และคำร้องขอยื่นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาของโจทก์แล้ว ปรากฏว่าภายในกำหนดเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์ จำเลยทั้งหกได้ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2557 คัดค้านคำร้องของโจทก์ว่า อุทธรณ์ของโจทก์ไม่มีสาระหรือเหตุผลที่จะยังให้ศาลฎีกาวินิจฉัย แม้มิได้คัดค้านว่าอุทธรณ์ของโจทก์มิใช่เป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายโดยตรง แต่ก็ถือว่าจำเลยอุทธรณ์ได้คัดค้านคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาของโจทก์แล้ว กรณีจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ในอันที่ศาลชั้นต้นจะสั่งอนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายศาลฎีกาไม่อาจรับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ได้ พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยชี้ขาดต่อไป (ธีระพงศ์ จิระภาค-ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี-อำนาจ พวงชมภู) ศาลจังหวัดทุ่งสง - นายเดชา ฉิมวารี แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1642/2558 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ364/2556 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ723/2557 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
592012
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดทุ่งสง",
        "judge": "นายเดชา ฉิมวารี"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081967961"
    }
}
date
2558
deka_no
12981/2558
deka_running_no
12981
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "ธีระพงศ์ จิระภาค",
    "ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี",
    "อำนาจ พวงชมภู"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 223 ทวิ"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายก้าน สุขหิ้น"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางจรัส ชุมเกต กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้องหมายเลข 3 หรือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 234 ตำบลควนพัง อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้จำเลยทั้งหกหรือผู้จัดการมรดกของนายหมุด เปลี่ยนชื่อผู้มีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 234 จากนายหมุด มาเป็นชื่อโจทก์และส่งมอบต้นฉบับแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งหกไม่ดำเนินการให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งหกและให้เพิกถอนชื่อนายหมุด ออกจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 234 โดยระบุชื่อโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองให้แก่โจทก์ด้วย

จำเลยทั้งหกให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นเห็นว่า ไม่มีบทบัญญัติในกฎหมายใดให้โจทก์สามารถฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินได้และจำเลยทั้งหกในฐานะทายาทหรือผู้จัดการมรดกไม่มีหน้าที่ต้องเปลี่ยนชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้เป็นชื่อโจทก์ จึงให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งหกแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า การยื่นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ โดยทำเป็นคำร้องยื่นมาพร้อมคำฟ้องอุทธรณ์ หากไม่มีคู่ความฝ่ายอื่นยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ตามมาตรา 223 และจำเลยอุทธรณ์มิได้คัดค้านคำร้องดังกล่าวภายในกำหนดเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์ และศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นการอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ศาลชั้นต้นจึงจะมีอำนาจสั่งอนุญาตให้ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้ แต่เมื่อหลังจากจำเลยทั้งหกซึ่งเป็นจำเลยอุทธรณ์ได้รับสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์ และคำร้องขอยื่นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาของโจทก์แล้ว ปรากฏว่าภายในกำหนดเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์ จำเลยทั้งหกได้ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2557 คัดค้านคำร้องของโจทก์ว่า อุทธรณ์ของโจทก์ไม่มีสาระหรือเหตุผลที่จะยังให้ศาลฎีกาวินิจฉัย แม้มิได้คัดค้านว่าอุทธรณ์ของโจทก์มิใช่เป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายโดยตรง แต่ก็ถือว่าจำเลยอุทธรณ์ได้คัดค้านคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาของโจทก์แล้ว กรณีจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ในอันที่ศาลชั้นต้นจะสั่งอนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายศาลฎีกาไม่อาจรับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ได้

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยชี้ขาดต่อไป
opensearch_id
primary_black_case_no
พ364/2556
primary_red_case_no
พ723/2557
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000253.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1642/2558
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558