คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13600/2558 ฉบับเต็ม

#592020
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13600/2558 นายสุวรรณ ลงเย โจทก์ นางคัทยะวรรณหรือใจดี วงษ์วชิระชัย หรือวงษ์ดวงหรือวงษ์ดี กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง, มาตรา 900, มาตรา 914, มาตรา 989 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 เป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่าย จึงต้องรับผิดใช้เงินตามเช็คพร้อมดอกเบี้ย นับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 900, 914 ประกอบมาตรา 989 วรรคหนึ่ง และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง แต่ในส่วนของจำเลยที่ 2 นั้น เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกให้ชำระเงินตามเช็ค แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในเช็ค ในอันที่จะต้องรับผิดตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยเรื่องตั๋วเงิน จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็ค ไม่ว่าจำเลยที่ 2 เป็นสามีภริยากันตามกฎหมายและจะเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาหรือไม่ก็ตาม ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,070,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 11,652 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นเห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ออกเช็คพิพาทสั่งจ่ายเงินจำนวน 1,070,000 บาท ให้แก่โจทก์เพื่อชำระเงินค่ามัดจำการซื้อขายบ้านพร้อมที่ดินคืนและค่าก่อสร้างเพิ่มเติมแก่โจทก์ โจทก์จึงเป็นผู้ทรงเช็คพิพาทโดยชอบ เมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาท จำเลยที่ 1 ผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่าย จึงต้องรับผิดใช้เงินตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเป็นต้นไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 900, 914 ประกอบมาตรา 989 วรรคหนึ่ง และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง แต่ในส่วนของจำเลยที่ 2 นั้น เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกให้ชำระเงินตามเช็ค แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในเช็ค ในอันที่จะต้องรับผิดตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยเรื่องตั๋วเงิน จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็ค ไม่ว่าจำเลยที่ 2 เป็นสามีภริยากันตามกฎหมายและจะเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาหรือไม่ก็ตาม พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 1,070,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยไว้ถูกต้องแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ (ปดารณี ลัดพลี-ชัยรัตน์ ศิลาลาย-ปานนท์ กัจฉปานันท์) ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ - นายสรณ์กมล ตนอารีย์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.2490/2558 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ11881/2557 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ805/2557 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
592020
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์",
        "judge": "นายสรณ์กมล ตนอารีย์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081967411"
    }
}
date
2558
deka_no
13600/2558
deka_running_no
13600
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "ปดารณี ลัดพลี",
    "ชัยรัตน์ ศิลาลาย",
    "ปานนท์ กัจฉปานันท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 224 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 900",
            "ม. 914",
            "ม. 989 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายสุวรรณ ลงเย"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "นางคัทยะวรรณหรือใจดี วงษ์วชิระชัย"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "หรือวงษ์ดวงหรือวงษ์ดี กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,070,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 11,652 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นเห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ออกเช็คพิพาทสั่งจ่ายเงินจำนวน 1,070,000 บาท ให้แก่โจทก์เพื่อชำระเงินค่ามัดจำการซื้อขายบ้านพร้อมที่ดินคืนและค่าก่อสร้างเพิ่มเติมแก่โจทก์ โจทก์จึงเป็นผู้ทรงเช็คพิพาทโดยชอบ เมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาท จำเลยที่ 1 ผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่าย จึงต้องรับผิดใช้เงินตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเป็นต้นไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 900, 914 ประกอบมาตรา 989 วรรคหนึ่ง และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง แต่ในส่วนของจำเลยที่ 2 นั้น เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกให้ชำระเงินตามเช็ค แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในเช็ค ในอันที่จะต้องรับผิดตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยเรื่องตั๋วเงิน จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็ค ไม่ว่าจำเลยที่ 2 เป็นสามีภริยากันตามกฎหมายและจะเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาหรือไม่ก็ตาม พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 1,070,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยไว้ถูกต้องแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ11881/2557
primary_red_case_no
พ805/2557
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000248.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.2490/2558
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558